ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 454 ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ตอนที่ 454 ผู้ตรวจการแผ่นดิน
อาวั่งอธิบาย “นางสอนข้าถักผม ข้าสอนนางอ่านเขียน เป็นการแลกเปลี่ยนกันธรรมดาขอรับ”
เขากล่าวเสริม “ตอนนี้ซื่อเหนียงไปสำนักศึกษาก็ถักผมไป ฮูหยินมิได้สังเกตหรือขอรับ”
ฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง “มิใช่ว่าหลี่ซื่อช่วยถักให้หรอกหรือ”
หลี่ซื่อที่กำลังยุ่งอยู่ในห้องครัวเมื่อถูกเอ่ยชื่อก็รีบโผล่หน้าออกมาอธิบาย “ฮูหยินเจ้าคะ หลายวันนี้เป็นพ่อบ้านอาวั่งที่ถักผมให้คุณหนูสี่เจ้าค่ะ”
ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึกๆ ฝีมือการถักนั้นธรรมดาจริงๆ
อาวั่งเอ่ย “เด็กๆ ก็รู้จักมองคนและเลือกปฏิบัติเช่นกัน สวมเสื้อผ้าดี การแต่งกายที่ประณีตงดงามกว่า เด็กๆ ก็จะไม่ถูกรังแกง่ายๆ ขอรับ”
ฉินเหยาช่วยเหลือซ่งจางซึ่งเป็นนายอำเภออย่างโจ่งแจ้ง คนตระกูลติงแม้จะไม่ทำอะไรซึ่งๆ หน้า แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางพวกเขาจากการหาเรื่องในสำนักศึกษาลับหลัง
สีหน้าของฉินเหยาเคร่งขรึมลง ทว่ากลับไม่มีแววโกรธเคือง แต่เป็นความสับสนที่หาได้ยากนัก
นางเองก็เลี้ยงลูกเป็นครั้งแรกเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงอย่างไรถึงจะดีต่อพวกเขา ทุกอย่างล้วนอาศัยการลอกเลียนแบบ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลยด้วยซ้ำ
สถานการณ์ของแต่ละบ้านแตกต่างกัน นิสัยของเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ไม่มีต้นแบบใดที่ใช้ได้กับทุกคน
อาวั่งกล่าวว่า “พวกเขาก็คงไม่ทำเกินไปนัก เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ถือเป็นการขัดเกลาได้พอดี ให้สี่พี่น้องได้รู้ว่าใจคนนั้นชั่วร้ายเพียงใด”
ฉินเหยาเข้าใจความหมายของอาวั่ง คือไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่เข้าไปแทรกแซง
สีหน้าของนางเป็นปกติ “ข้าไม่คิดจะเข้าไปแทรกแซง เพียงแต่ข้ารู้สึกว่าต้องเปิดการประชุมย่อยของครอบครัวแล้ว”
มีเรื่องแล้วไม่ยอมบอกผู้ใหญ่ ช่างน่าตีนัก!
อาวั่งหันกลับไปมองทางบ่อน้ำของหมู่บ้าน เสียงหัวเราะหยอกล้อของเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงดังแว่วมาแต่ไกล แสดงให้เห็นว่าเล่นกันอย่างสนุกสนานเพียงใด
เด็กๆ ที่น่าสงสาร ยังไม่รู้ว่าภัยใหญ่กำลังจะมาถึง อาวั่งได้แต่จุดเทียนไว้อาลัยให้สี่พี่น้องในใจเงียบๆ
ทว่าคืนนี้น่าจะรอดพ้นไปได้หนึ่งครา เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกนายอำเภอยังไม่จากไป ฉินเหยาคงไม่เลือกเปิดการประชุมย่อยเพื่อ ‘ตีลูก’ ในเวลานี้
พวกของซ่งจางออกจากโรงเพาะกล้าเมื่อดึกมากแล้ว ท้องฟ้ามืดค่ำไปนานแล้ว จะเดินทางกลับอำเภอก็ไม่ทันการณ์
แต่ในหมู่บ้านก็ไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากขนาดนั้นได้ ดังนั้นพวกผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ใกล้กว่าจึงกลับไปก่อน เหลือเพียงพวกที่อยู่ไกลกว่าซึ่งพักอยู่ที่บ้านพักของช่างไม้หลิว
และแนวคิดเรื่องบ้านพักนี้ก็เป็นที่รู้จักของคนนอกหมู่บ้านตระกูลหลิวเป็นครั้งแรก
ส่วนซ่งจางไม่ได้ไปบ้านใครทั้งนั้นและไม่พาใครไปด้วย เขาเรียกพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่กำลังจะกลับบ้านไปกินข้าวไว้แล้วตามพวกเขากลับมายังบ้านของฉินเหยา
เมื่อเข้าประตูมาก็ทำท่าทีราวกับคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เขาไปดูหลี่ซื่อในห้องครัวก่อน จากนั้นก็ไปที่เล้าไก่ในสวนหลังบ้านเพื่อดูเสี่ยวไหลฝู ในฐานะอดีตเจ้านาย การเอาใจใส่ว่าพวกเขามาอยู่ที่นี่แล้วคุ้นเคยดีหรือไม่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
เมื่อเห็นว่าพวกเขาทุกคนอยู่ดีมีสุขและเห็นว่าอาหารยกขึ้นโต๊ะพร้อมแล้ว หลี่ซื่อจึงพาเสี่ยวไหลฝูจากไป จากนั้นเขาก็กลับมาที่ห้องโถงเพื่อร่วมโต๊ะกินข้าว
เสื้อผ้าฝ้ายสีขาวทั้งเสื้อและกางเกงของเขานั้น สกปรกเสียจนดินจับเป็นก้อนไปแล้ว
ต้าหลางเป็นเด็กที่ใส่ใจ เขาหยิบเสื้อผ้าสะอาดชุดหนึ่งของหลิวจี้มาให้เขาเปลี่ยน ด้วยความชื่นชมหนึ่งส่วน ความเคารพสามส่วนและความเกรงใจหกส่วน
เสื้อผ้าที่เปื้อนโคลนหากซักแล้วพรุ่งนี้คงแห้งได้ไม่เร็วขนาดนั้น ดังนั้นจึงตากไว้เฉยๆ พรุ่งนี้เช้าค่อยขยี้ก้อนดินออก สะบัดๆ ก็ใส่ได้แล้ว
เมื่อเปลี่ยนมาสวมชุดผ้าเนื้อหยาบของหลิวจี้แล้ว ซ่งจางก็ดูติดดินมากขึ้น หากเขาไม่บอกก็คงไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นถึงนายอำเภอ
ซ่งจางไม่มีมาดเจ้าคนนายคนเลย เขาใส่ใจในงานอดิเรกและการบ้านของเด็กๆ ทำให้พี่น้องต้าหลางรู้สึกประหลาดใจระคนดีใจ
ซื่อเหนียงพูดตรงๆ ว่า “ใต้เท้าเจ้าคะ ท่านดูไม่เหมือนขุนนางเลย”
ซ่งจางถามอย่างขบขัน “เดิมข้าก็เป็นขุนนางอยู่แล้ว ข้ายังดูไม่เหมือนอีกหรือ แล้วอย่างไรถึงจะเหมือนขุนนางเล่า”
ซื่อเหนียงกะพริบตาอย่างกล้าหาญ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครห้ามแสดงว่าสามารถพูดได้ตามใจชอบ นางจึงลุกขึ้นยืน แอ่นพุงน้อยๆ ของตน ใช้มือลูบคางของตนแล้วเดินด้วยท่าทางวางโต
“พุงพลุ้ย ลูบเครา ตาต้องมองไปบนหลังคา คางห้ามชี้ลงดินเด็ดขาด พอเห็นคนก็ต้องตวาดเสียงดังว่า ‘เจ้าพวกไพร่ชั้นต่ำ บังอาจนัก เห็นขุนนางผู้นี้แล้วยังไม่รีบคุกเข่าอีก!’”
ท่าทางที่เด็กหญิงตัวน้อยแสดงนั้นช่างน่าขบขัน เอ้อร์หลางและซานหลางอดหัวเราะออกมาเสียงดังไม่ได้
ต้าหลางเองก็มองจนมุมปากยกขึ้น อยากจะหัวเราะแต่ก็กลั้นไว้
มีเพียงผู้ใหญ่บนโต๊ะอาหารเท่านั้นที่เงียบขรึม ไม่อาจหัวเราะออกมาได้เลย
ซ่งจางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง พยายามรักษารอยยิ้มน้อยๆ เอาไว้แล้วบอกซื่อเหนียงว่าไม่ใช่ขุนนางทุกคนจะเป็นอย่างที่นางแสดง
“ซื่อเหนียงน้อย เจ้าต้องเชื่อว่าในโลกนี้ยังมีคนดีมากกว่า”
ซื่อเหนียงพยักหน้าหงึกๆ นางเชื่อ
เด็กหญิงตัวน้อยอธิบาย “ท่านลุงนายอำเภอ ท่านอย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ ข้าแสดงเป็นคนเลว ไม่ใช่คนดีเช่นท่าน”
ซ่งจางลูบมวยผมที่ถักอย่างประณีตซับซ้อนบนศีรษะของนาง รู้สึกว่าเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้นั้นฉลาดหลักแหลมน่ารักยิ่งนัก
ไม่รู้ว่ามารดาที่ดุดันอย่างฉินเหยาเลี้ยงลูกที่น่ารักเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร
เมื่อกินจนอิ่มแล้ว ซ่งจางก็เท้าคางถามว่า “โตขึ้นซื่อเหนียงอยากแต่งงานกับสามีแบบไหนรึ”
ฉินเหยาไอ “แค่กๆ!” หนักๆ สองครั้ง สายตาตักเตือนที่แฝงไปด้วยความอันตรายกวาดมาทันที เกือบจะกลายเป็นมีดของจริงทิ่มแทงเขาให้ตาย
ซ่งจางรีบเปลี่ยนคำถาม “โตขึ้นซื่อเหนียงอยากทำอะไรหรือ”
ซื่อเหนียงยิ้มกว้างกล่าวเสียงดังว่า “โตขึ้น ข้าจะโค่นล้มขุนนางชั่วที่รังแกราษฎรให้หมด!”
ซ่งจางตะลึงไปชั่วขณะ เมื่อได้สติก็รู้ว่าเป็นเพียงคำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจึงพูดปลอบไปว่า
“เช่นนั้นเจ้าคงต้องเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วล่ะ”
ซื่อเหนียงถามอย่างประหลาดใจ “ผู้ตรวจการแผ่นดินคืออะไรหรือเจ้าคะ”
ซ่งจางอธิบายว่า “หน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินคือการตรวจราชการแทนโอรสสวรรค์ เรื่องใหญ่ทูลถวายให้ทรงตัดสิน เรื่องเล็กตัดสินได้เอง เป็นตัวแทนขององค์เหนือหัวในการตรวจราชการท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ รับผิดชอบตรวจสอบขุนนางในจวนเจ้าเมืองและอำเภอโดยเฉพาะ ตำแหน่งเล็กเพียงขั้นเจ็ดแต่สามารถถอดถอนขุนนางใหญ่ขั้นสองขั้นสามได้ เป็นตำแหน่งที่ต่ำต้อยแต่มีอำนาจมาก”
ซื่อเหนียงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ในปากก็ท่องจำทุกคำที่ซ่งจางพูดซ้ำไปซ้ำมาราวกับจะจดจำอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้ในใจให้ลึกซึ้ง
ซ่งจางพักที่บ้านของฉินเหยาหนึ่งคืน รุ่งเช้าวันต่อมาก็ตามไปดูไร่แตงโมอีกครั้งและจากไปหลังกินข้าวกลางวันแล้ว
ก่อนจากไป หมู่บ้านต่างๆ ได้พยายามสอบถามหลายครั้ง อยากจะได้เมล็ดพันธุ์แตงเย็นจากหมู่บ้านตระกูลหลิวกลับไปปลูก
ผู้ที่เคยเห็นโลกภายนอกมาแล้วต่างรู้ดีว่าในฤดูร้อนความต้องการในของสิ่งนี้นั้นมีมากมหาศาล ต้องทำกำไรได้อย่างงามแน่นอน
ซ่งจางเองก็มีความตั้งใจที่จะให้หมู่บ้านอื่นๆ ลองดูบ้าง แต่ฉินเหยากลับไม่ตอบสนอง
ราวกับรู้ว่าเขาจะเอ่ยถึงอีกครั้ง ฉินเหยาถึงกับไม่มากินข้าวกลางวันกับพวกเขาด้วยซ้ำ ตลอดเวลาล้วนแต่ให้ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าตระกูลและหลิวต้าฝูรับหน้าไป
แน่นอนว่าหลิวต้าฝูก็ได้แต่พูดเลี่ยงไปเรื่องอื่น เรื่องแตงเย็นนี้ไม่เหมือนกับการปลูกข้าว
อย่างแรกคือหลักประกันการอยู่รอดขั้นพื้นฐาน หากไม่มีข้าวสารคนจะตายได้
อย่างหลังคืออาชีพที่สามารถทำให้กระเป๋าตุงได้
เมื่อกระเป๋าของคนอื่นตุง กระเป๋าของตัวเองก็จะแฟบ
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีก็แค่จนลงหน่อย ไม่ถึงกับตาย
แต่ถ้าอาชีพทำเงินของตัวเองถูกมอบให้คนอื่นไป คนในหมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเขาจะทำอย่างไร
เรื่องนี้หลิวต้าฝูไม่กล้าตัดสินใจ แม้ใต้เท้านายอำเภอจะออกหน้า เขาก็ไม่สามารถตัดสินใจเช่นนี้ได้ มิเช่นนั้นคนในหมู่บ้านคงฆ่าเขาเป็นแน่
ทว่าหลี่เจิ้งของแต่ละท้องถิ่นกลับไม่ต้องการยอมแพ้ง่ายๆ เช่นนั้น ไม่สามารถนำวิธีการปลูกแตงเย็นกลับไปให้ตำบลของตนได้ อย่างน้อยก็ต้องเรียนรู้เพื่อบ้านตัวเองบ้างสิ
ในตอนนี้เองที่ผู้ใหญ่บ้านราวกับถูกรบเร้าจนทนไม่ไหว จู่ๆ ก็ไอโขลกๆ ขึ้นมา บอกกับหลี่เจิ้งเมืองจินสือว่า เขาตั้งใจจะลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ให้คนรุ่นหลังที่มีความสามารถในหมู่บ้านขึ้นมาแทนที่ตน
เมื่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยคำนี้ออกมา ทุกคนต่างก็ตกตะลึงจนลืมเรื่องขอสูตรปลูกแตงเย็นไปเสียสนิท