ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 455 อยากผายลม
ตอนที่ 455 อยากผายลม
ผู้ใหญ่บ้านกล่าว “ข้ากำลังร่างรายชื่ออยู่ พอถึงเวลาที่คนทั้งหมู่บ้านเลือกได้แล้วค่อยรายงานให้ทางตำบลทราบ”
พูดพลางฝืนยิ้มอย่างขมขื่น “สังขารข้านี้ไม่ไหวจริงๆ แล้ว ส่งมอบให้พวกหนุ่มสาวแต่เนิ่นๆ เผื่อข้ายังมีแรงพอจะชี้แนะได้บ้าง จะได้ไม่ฉุกละหุกเมื่อถึงเวลาจริงๆ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ หลี่เจิ้งเมืองจินสือก็กล่าวอย่างจนใจ “อย่าพูดจาไม่เป็นมงคลเช่นนี้เลย ถึงข้าจะตายก็ยังไม่ถึงคราวเจ้าตายหรอก”
ผู้ใหญ่บ้านจึงยิ้มออกมาด้วย ชายชราสองคนที่อายุเกินครึ่งร้อย ต่างอวยพรให้อีกฝ่ายอายุยืนร้อยปี
ทว่าเรื่องที่ผู้ใหญ่บ้านจะลงจากตำแหน่งก็ได้กำหนดไว้แล้ว
สำหรับคนอื่นๆ นี่เป็นเรื่องของหมู่บ้านอื่น พวกเขาไม่ได้สนใจนัก เพียงแต่พอกลับถึงถิ่นของตนก็นำมาเป็นเรื่องซุบซิบกันบนโต๊ะอาหารพูดสักคำสองคำ สร้างความขบขันเท่านั้น
ส่วนเรื่องการปลูกแตงเย็น เมื่อถูกขัดจังหวะเช่นนี้ก็ไม่มีใครเอ่ยถึงอีกชั่วคราว
หลังจากหัวหน้าตระกูลนำพาคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวไปส่งพวกของซ่งจางแล้ว เมื่อได้สติกลับมา เห็นป้ายผ้าที่เขียนว่า ‘ยินดีต้อนรับใต้เท้านายอำเภอและตำบลต่างๆ สู่หมู่บ้านตระกูลหลิว’ บนเนินเขาก็รู้สึกสะท้อนใจ
หมู่บ้านตระกูลหลิวของพวกเขา คราวนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งอำเภอไคหยางแล้ว
เมื่อครู่ตอนที่ใต้เท้านายอำเภอจากไป ยังบอกว่าอีกสองวันจะให้คนขนวัสดุสร้างบ้านมา ตั้งใจจะมาพักร้อนที่นี่ในฤดูร้อนปีนี้
บัณฑิตเหล่านั้นที่ยังคงรออยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิวเพื่อรอชมบารมีของมหาบัณฑิต เมื่อได้ยินดังนั้นก็พากันสนใจขึ้นมา
อย่างไรเสีย นั่งรอนอนรอก็คือการรอ ค่ารถค่าม้าไปๆ มาๆ ทุกวันก็สิ้นเปลืองไปไม่น้อย มิสู้สร้างบ้านในหมู่บ้านนี้แล้วค่อยๆ รอไปเสียยังดีกว่า
ขณะที่คนทั้งหมู่บ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยังคงดื่มด่ำกับความปีติยินดีที่ใต้เท้านายอำเภอมาเยือน ในลานบ้านเล็กๆ บนเนินเขาทางทิศเหนือของหมู่บ้าน บรรยากาศกลับค่อนข้างอึดอัด
ในลานบ้าน หลี่ซื่อและอาวั่งสบตากัน มองไปยังประตูห้องโถงที่ปิดสนิทด้วยสายตากังวล
ในห้องโถง ฉินเหยานั่งอย่างสง่าผ่าเผยบนเก้าอี้ราชครู
เบื้องล่างคือต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียง ที่นั่งเรียงแถวกันบนม้านั่งตัวเล็ก
สี่พี่น้องนั่งเข่าชิดกัน มือวางไว้บนเข่า ท่าทางน่ารักเรียบร้อย
ความเงียบที่ยาวนานทำให้สี่พี่น้องรู้สึกหวั่นใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าตนทำผิดอะไร อย่างไรก็ตามก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ดี
วันนี้ท่านอาอาวั่งไปรับพวกเขากลับมาจากสำนักศึกษา พอกลับถึงบ้านก็ได้ยินท่านแม่ตวาดมาจากในห้องโถงเสียงเย็นว่า “วางหีบหนังสือลงแล้วเข้ามาหาข้าให้หมด!”
สี่พี่น้องพลันสะดุ้งเฮือก มองหน้ากันไปมา รู้สึกร้อนตัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
แต่ก็ยังวางหีบหนังสือลงอย่างรวดเร็วแล้วเข้าไปในห้องโถง
เมื่อเข้ามาในห้อง ท่านแม่ก็ปิดประตูห้อง ขังท่านอาอาวั่งที่กำลังจะเข้ามาไว้ข้างนอก
จากนั้นก็ให้พวกเขานั่งลงบนม้านั่ง ส่วนนางเองก็นั่งลงบนเก้าอี้ราชครู ไม่พูดไม่จา เอาแต่จ้องมองพวกเขา
สี่พี่น้องเห็นผู้ใหญ่ในบ้านต่อสู้ฆ่าฟันกันทุกวัน สภาพจิตใจก็ถูกฝึกฝนมาแล้วจึงนั่งนิ่งไม่ไหวติงได้ถึงหนึ่งเค่อ
ซานหลางยกมือเล็กๆ ขึ้นด้วยสีหน้ากังวล
ฉินเหยา “ว่ามา”
ซานหลางทำหน้าลำบากใจ “ท่านแม่…ข้าอยากผายลมขอรับ”
เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงเกือบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ แต่พอเงยหน้าขึ้นก็สบกับใบหน้าเย็นชาของฉินเหยาจึงรีบเม้มปากทันที
ซานหลาง “ท่านแม่ ข้า…ข้าจะกลั้นไม่ไหวแล้วขอรับ…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงก็มีเสียงปู้ดดังลั่น ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงที่เมื่อครู่ยังนั่งตัวตรงอยู่รีบเอามือปิดปากปิดจมูกวิ่งหนีกระเจิงไปคนละทิศละทางทันที
ใบหน้าเย็นชาของฉินเหยาเองก็กลั้นไว้ไม่อยู่เช่นกัน นางรีบเบือนหน้าไปทางอื่น กลั้นหายใจรอสักพักจึงค่อยหันกลับมา
“นั่งลง!”
ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงรีบกลับไปนั่งที่เดิม
ทว่าบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวที่น่าอึดอัดนั้นกลับไม่อาจหวนกลับคืนมาได้อีก
ฉินเหยาถามเสียงเย็น “เล่าประสบการณ์ล่าสุดที่สำนักศึกษาของพวกเจ้ามาทีละคน”
ไม่คาดคิดว่านางจะถามเช่นนี้ ในดวงตาของสี่พี่น้องปรากฏแววประหลาดใจพร้อมเพรียงกัน จากนั้นก็สบตากันอย่างรู้สึกผิด ต้าหลางสมกับที่เป็นพี่ใหญ่สุด เขาลุกขึ้นยืนก่อนใคร
“น้าเหยา เป็นข้าเองที่ไม่ให้น้องๆ บอกท่าน ท่านจะลงโทษก็ลงโทษข้าคนเดียวเถิดขอรับ…”
เสียงค่อยๆ แผ่วลง เพราะแรงกดดันเบื้องหน้านั้นแข็งแกร่งเกินไป ลำคอของเด็กหนุ่มจึงแห้งผาก การเปล่งเสียงจึงยากขึ้นเรื่อยๆ
ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชา “เช่นนั้นก็แสดงว่า พวกเจ้าถูกรังแกที่สำนักศึกษาจริงๆ สินะ”
ต้าหลางตกใจ ถึงได้รู้ว่าน้าเหยากำลังหลอกล่อพวกเขาสี่พี่น้อง
ก็จริง ขนาดท่านอาอาวั่งที่ไปรับส่งพวกเขาไปสำนักศึกษาทุกวันยังไม่สังเกตเห็นแล้วน้าเหยาที่อยู่ที่บ้านจะรู้ได้อย่างไร!
เดี๋ยวก่อน!
ท่านอาอาวั่งไม่สังเกตเห็นจริงๆ หรือ
ต้าหลางถอนหายใจเบาๆ อย่างเศร้าสร้อย โทษตัวเองว่าโง่เขลานัก นึกว่าจะหลบสายตาผู้ใหญ่ได้
ความสามารถเพียงน้อยนิดของพวกเขา ต่อหน้าผู้ใหญ่ไม่กี่คนในบ้านนี้ เกรงว่าแม้แต่ท่านพ่อที่โง่ที่สุดก็ยังหลอกไม่ได้!
ฉินเหยาเรียกพี่น้องอีกสามคนที่เหลือให้ลุกขึ้น ชี้ยังไปทีละคน “บอกมาว่าถูกใครรังแก รังแกอย่างไรแล้วได้รังแกกลับไปอย่างสาสมหรือไม่!”
ประโยคหลังนี้ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ ซื่อเหนียงจับประเด็นได้อย่างเฉียบแหลม
เด็กหญิงตัวน้อยรีบส่งสายตาให้พี่ใหญ่ พี่ใหญ่สารภาพไปตามตรงเถิด
ต้าหลางกลืนน้ำลาย สารภาพอย่างรู้สึกผิด “จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมากขอรับล้วนเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วทั้งนั้น…”
อย่างเช่นว่าขัดขา โยนหนูตายคางคกตายใส่ อะไรทำนองนั้น
ขนาดฆ่าหมาป่าเขายังไม่กลัว แค่หนูกับคางคก เห็นแล้วอยากจะหัวเราะ
ต้าหลางจึงพาน้องๆ จับหนูและคางคกเป็นๆ ใส่หีบหนังสือ ขนกลับไปให้พวกเขา ทำให้พวกนั้นตกใจจนป่วยไปครึ่งเดือน ได้ยินว่าที่บ้านต้องเชิญคนมาทำพิธีเรียกขวัญกันเลยทีเดียว
ส่วนพวกสหายร่วมชั้นเรียนที่เรียกพวกเขาพี่น้องออกไปตอนพักกลางวันหมายจะสั่งสอนพวกเขาสักหน่อยนั้น ต้าหลางกับเอ้อร์หลางรู้สึกว่า หากไม่ใช่เพราะพวกเขาออมมือไว้ จวนตระกูลติงคงต้องมีพ่อแม่มาเรียกขวัญให้ลูกชายเพิ่มอีกคนเป็นแน่
สรุปคือ แม้แต่ซื่อเหนียงก็ยังสามารถสาดหมึกใส่ฝ่ายตรงข้ามได้ทั้งตัว ทั้งยังรู้จักวิ่งไปฟ้องท่านอาจารย์ก่อน เรียนรู้ท่าทีอันธพาลของท่านพ่อตัวเอง ร้องไห้จนท่านอาจารย์ไม่กล้าฟ้องผู้ปกครอง
แน่นอนว่า พวกเขาก็ไม่กล้าฟ้องผู้ปกครองเหมือนกัน
ท้ายที่สุดแล้ว ฝีมือของฉินเหนียงจื่อนั้น แม้แต่นักเลงในอำเภอไคหยางก็ยังถูกกำจัดไปแล้วสองคน คนตระกูลติงย่อมต้องหวาดกลัว
ดังนั้น ลูกไม้เพียงเท่านี้ สำหรับสี่พี่น้องแล้ว แทบไม่มีพลังทำลายล้างเลยแม้แต่น้อย
กลับกัน เพราะเรื่องเหล่านี้ สี่พี่น้องกลับมีทีท่าว่าจะกลายเป็นสามอันธพาลแห่งสำนักศึกษาอยู่รอมร่อ
ทำไมถึงเป็นสามอันธพาลไม่ใช่สี่อันธพาลน่ะหรือ
เพราะหลิวซานหลางช่างรู้จักซ่อนเหลือเกิน ทุกครั้งที่พี่ชายและน้องสาวจัดการเสร็จแล้ว เขาถึงจะออกมา
ซานหลางมีมาตรฐานเล็กๆ ของตนเอง เขาพูดว่า “ท่านแม่ ไม่ใช่ว่าข้ากลัวนะขอรับ ข้ารู้ว่าตัวเองจะถ่วงแข้งถ่วงขาพี่ใหญ่พี่รองแล้วก็น้องสาว กลัวว่าจะกระทบต่อการทุบตีคนของพวกเขา ถึงได้ไปซ่อนตัว”
จู่ๆ ฉินเหยาก็รู้สึกว่าเด็กในบ้านนั้นเก่งกาจไปหน่อย นี่มันเรื่องอะไรกัน
แต่นางก็ดูออกว่า สี่พี่น้องไม่ได้ต้องการบอกนางว่าใครเป็นคนรังแกพวกเขา
พวกเขาต้องการแก้ปัญหาด้วยตัวเองและพวกเขาก็พิสูจน์ให้นางเห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้
ต้าหลางพูดอย่างจริงจัง “น้าเหยา จริงๆ แล้วท่านไม่ต้องมองว่าพวกเราเป็นเด็กเล็กๆ เหมือนต้าเหมาตลอดเวลาก็ได้ ข้าสิบเอ็ดขวบแล้ว เอ้อร์หลางก็เก้าขวบแล้ว พวกเราสามารถปกป้องตัวเองกับน้องๆ ได้แล้วขอรับ”
ซื่อเหนียงพยักหน้า “อื้อๆ” อย่างเห็นด้วย แสดงออกว่าตัวเองโตแล้ว
ซานหลางรู้สึกร้อนรนเล็กน้อย พูดเสียงอ่อน “ท่านแม่ พวกเรารู้แล้วว่าผิด… ท่านอย่าตีข้ากับพี่ๆ แล้วก็น้องสาวได้หรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยาคิดในใจ เหตุใดเมื่อก่อนข้าไม่เคยสังเกตเลยว่าซานหลางเป็นเด็กที่ฉลาดแกมโกง
นางยังคงตีสีหน้าจริงจัง “ข้าเคยบอกไปแล้ว ห้ามพวกเจ้าเริ่มรังแกคนอื่นก่อน แต่ตอนนี้ข้าจะเสริมอีกข้อหนึ่ง หากข้ารู้ว่าพวกเจ้าถูกคนอื่นรังแก กลับมาก็รอกินไม้เรียวเนื้อได้เลย!”
พูดจบก็เขกหน้าผากไปคนละที ทิ้งให้สี่พี่น้องเจ็บจนน้ำตาไหลพรากแล้วก้าวยาวๆ ออกไป
นางกลัวว่าจะควบคุมมุมปากที่กำลังจะยกขึ้นอย่างบ้าคลั่งไม่ได้จนสี่พี่น้องเห็นเข้า เดี๋ยวพวกเขาจะได้คืบเอาศอก
อาวั่งมองใบหน้าที่ยิ้มจนเกือบจะบิดเบี้ยวของฉินเหยาอย่างสงสัย หยั่งเชิงถามดูว่า “กินข้าวได้หรือยังขอรับ”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วโบกมือ “ตั้งโต๊ะ!”