ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 456 ตกน้ำ
ตอนที่ 456 ตกน้ำ
ดินฟ้าอากาศนั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้
หลังจากปักดำต้นกล้าเสร็จ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก
น้ำในแม่น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมนาข้าว เกือบจะท่วมต้นกล้าที่เพิ่งปักดำไปจนมิด
คนทั้งหมู่บ้านรวมถึงครอบครัวของฉินเหยาต่างร้อนใจกับเรื่องนี้อยู่หลายวัน
ทุกวันฟ้ายังไม่สาง ฉินเหยาและอาวั่งก็ต้องไปดูนาข้าว เสริมคันนาให้สูงขึ้นและระบายน้ำที่ขังอยู่ค่อนคืนออก
ครั้งนี้ฝนตกหนักไม่เหมือนปีที่แล้ว กระแสน้ำเชี่ยวกรากนัก เด็กๆ ในหมู่บ้านจึงไม่กล้าออกมาจับปลา
อันที่จริงนาข้าวของที่บ้านยังไม่เป็นไร สิ่งที่ฉินเหยาเป็นกังวลที่สุดคือที่ดินปลูกแตงโมอีกห้าหมู่
ต้นอ่อนแตงโมที่แม่สามีนางจางและลูกสะใภ้ทั้งสองปลูกไว้ในดินเมื่อวานนี้ถูกดินโคลนที่ไหลบ่าลงมาจากภูเขาถล่มทับจนเสียหายหมดแล้ว
เพราะกว่าจะพบก็สายไปเสียแล้ว อยากจะกอบกู้ก็ไม่ทันการณ์
ที่ดินปลูกแตงโมสามหมู่ที่เตรียมไว้ เหลือเพียงหนึ่งหมู่ครึ่งเท่านั้น
หากฝนยังไม่หยุดตกในเร็ววัน ที่ดินที่เหลืออีกหนึ่งหมู่ครึ่งนี้ก็จะตกอยู่ในอันตราย
นาของบ้านฉินเหยาอยู่ใกล้แม่น้ำและเป็นที่ราบ แม้ไม่มีดินโคลนจากภูเขา แต่ก็มีทีท่าว่าจะถูกน้ำฝนที่มากเกินไปแช่จนเน่าตาย
โชคดีที่บ้านของนางมีคูระบายน้ำที่แต่ก่อนบ้านหลิวต้าฝูขุดไว้ ปัญหาการระบายน้ำจึงยังอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
แต่ชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้านกลับไม่โชคดีเช่นนั้น
พวกเขาต้องระดมคนทั้งครอบครัวไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เมื่อร่องน้ำระบายไม่ทัน แต่ละคนจึงถือกระบวยไม้อันหนึ่ง หมอบอยู่บนคันนาเพื่อวิดน้ำออกจากนา
พอฝนหยุดตก คนก็เหนื่อยจนยืดเอวไม่ขึ้นแล้ว
ที่โรงงานเครื่องเขียน หีบหนังสือพลังเซียนชุดสุดท้ายที่จะต้องส่งมอบ ต้องส่งไปยังเมืองหลวงของมณฑลก่อนเดือนห้า
แต่เพราะฝนตกหนักจึงล่าช้าไปหลายวัน เหล่าคนงานไม่สามารถมาทำงานได้ครบทุกคน ทำให้งานล่าช้าไปมาก
ทว่าหีบหนังสือที่ต้องส่งมอบ ซ่งอวี้ก็ได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในวันแรกที่ฝนหยุดตก หลิวไป๋ก็นำขบวนรถม้าออกเดินทางอย่างเร่งด่วน
คนที่เหลืออยู่ก็เร่งผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนที่ทางไป๋ซั่นต้องการ
อวิ๋นเหนียงเปิดผ้าใบกันน้ำที่คลุมกองไม้ออก เนื้อไม้ยังอยู่ในสภาพดี มีเพียงผิวไม้ที่ชื้นอยู่บ้าง ตากแดดครึ่งวันก็แห้ง
ส่วนที่อยู่ด้านในนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งาน
อวิ๋นเหนียงนำเหล่าคนงานขนย้ายไม้ที่คัดเลือกแล้วไปยังแผนกแปรรูปไม้ด้วยตนเอง เมื่อได้รับคำสั่งใหม่จากซ่งอวี้ก็เริ่มเตรียมการปรับปรุงหีบหนังสือรูปแบบใหม่
เพิ่งจะหยิบหมึกตีเส้นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากข้างนอกว่า “มีเด็กตกน้ำ!”
เหล่าคนงานที่มีลูกต่างใจหายวาบ
อวิ๋นเหนียงนึกถึงลูกชายของตนที่บ้านจึงวางหมึกตีเส้นลงแล้วรีบวิ่งออกไป
“ลูกใครตกน้ำหรือ ลูกเต้าเหล่าใครกัน” อวิ๋นเหนียงวิ่งไปที่ริมฝั่งแม่น้ำแล้วตะโกนถาม เสียงของนางสั่นเทา
ในฐานะคนเป็นแม่ นางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างแรง
มีคนตอบว่า “คือชุนอวี่!”
“อะไรนะ” อวิ๋นเหนียงราวกับถูกฟ้าผ่า เป็นชุนอวี่ลูกของนางจริงๆ!
อวิ๋นเหนียงรู้สึกว่าในหัวของนางขาวโพลนไปหมด หัวใจเต้นรัว ไม่ได้ยินเสียงจอแจใดๆ อีก อาศัยเพียงสัญชาตญาณพุ่งไปยังริมฝั่งเพื่อมองหาร่องรอยของลูกชาย
ฝนเพิ่งจะหยุดตก น้ำในแม่น้ำทั้งขุ่นทั้งเชี่ยว เด็กโตอายุแปดเก้าขวบสองสามคนพาเด็กเล็กอายุห้าหกขวบคนหนึ่ง ถือข้องปลามาคิดจะจับปลาอยู่ริมแม่น้ำ
ใครจะคิดเล่าว่าจะมีคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้ามา เด็กที่อายุน้อยที่สุดจึงถูกซัดตกลงไปในแม่น้ำ
พวกเด็กโตตกใจจนแทบสิ้นสติ คิดจะลงไปช่วย แต่ยังไม่ทันได้ยื่นมือออกไป ร่างของชุนอวี่ก็หายไปในแม่น้ำที่ขุ่นคลั่กแล้ว พอมองเห็นศีรษะของเขาโผล่พ้นน้ำอีกครั้ง ชุนอวี่ก็ถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดออกไปไกลกว่าสิบเมตร
ตอนนั้นพวกเด็กโตทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่ยังมีเสี่ยวไหลฝูที่รู้ความ รีบวิ่งไปตะโกนเรียกพวกผู้ใหญ่ เมื่อเห็นว่าโรงงานเครื่องเขียนอยู่ใกล้ที่สุดจึงรีบวิ่งพลางตะโกนไปว่า “มีคนตกน้ำ!”
ในตอนนี้ คนงานในโรงงานวิ่งออกมาราวครึ่งหนึ่ง พากันมามุงดูอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำแล้วคิดว่าจะทำอย่างไรดี
อวิ๋นเหนียงพุ่งไปอยู่หน้าสุด เมื่อเห็นลูกชายที่ถูกกอหญ้าในน้ำพันเอาไว้จนเห็นเพียงศีรษะก็คิดจะกระโดดลงไปในแม่น้ำโดยไม่ลังเล
นางเหอและนางชิวที่มาถึงก่อนร้องอุทาน “คุณพระช่วย!” รีบเข้าไปคว้าตัวอวิ๋นเหนียงเอาไว้
นางเหอตวาดด้วยความโมโหว่า “เจ้าว่ายน้ำไม่เป็นยังจะกระโดดลงไปอีก ไม่รักชีวิตแล้วหรืออย่างไร!”
อวิ๋นเหนียงฟังไม่เข้าหูแล้ว นางดิ้นพลางร้องไห้ตะโกน “ใครก็ได้! ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
ตูม! มีร่างหนึ่งกระโจนลงไปในแม่น้ำ
บนฝั่งมีคนร้องอย่างดีใจ “มีคนลงไปแล้ว มีคนลงไปแล้ว…”
“ใคร ใครลงไปหรือ” อวิ๋นเหนียงถามอย่างร้อนรน
“ดูเหมือนจะเป็น…เยว่เหนียงกระมัง”
นางชิวใจกระตุกวูบ นางว่ายน้ำเป็นด้วยหรือ
ทุกคนมองไปยังกลางแม่น้ำ ไม่รู้ว่าอินเยว่มาถึงตั้งแต่เมื่อใด นางแบกเชือกที่ใช้มัดไม้ในโรงงานมาด้วย เอามาพันรอบเอวตนเองหนึ่งรอบ จากนั้นยัดปลายเชือกใส่มือของซ่งอวี้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ก่อนจะกระโดดลงไปในแม่น้ำที่ทั้งขุ่นทั้งเชี่ยวกราก
ทันทีที่ลงไปก็ถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดออกไปไกลเจ็ดแปดเมตร ถูกพัดจากริมฝั่งไปยังกลางแม่น้ำ
คนที่อยู่บนฝั่งมองไม่เห็นสถานการณ์ของนาง พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที นางก็ลอยตามน้ำไปถึงริมฝั่งตรงข้ามแล้ว คว้ากอหญ้าริมฝั่งไว้ได้แล้วอาศัยแรงยึดของกอหญ้าเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ชุนอวี่ที่กำลังจะจมน้ำอย่างรวดเร็ว
สายตาของอินเยว่มองเห็นไม่ชัดเจน ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ นางสอดมือซ้ายเข้าไปในรากของกอหญ้า คลำเจอร่างคนแล้วรีบเลื่อนมือขึ้นไปตรงตำแหน่งรักแร้ ออกแรงกระชากอย่างแรง ดึงคนออกมาจากกอหญ้า
ซ่งอวี้ที่อยู่บนฝั่งเห็นว่าเด็กอยู่ในมือของอินเยว่แล้วก็รีบตะโกนเรียกให้คนมาช่วยกันดึงเชือก
ชายฉกรรจ์สองสามคนช่วยกันออกแรงดึง ในที่สุดร่างของคนทั้งสองในน้ำก็ถูกลากเข้าใกล้ฝั่ง
ซุ่นจื่อรีบกระโดดลงไป เหยียบลงบนดินโคลนที่ลื่นแล้วรับตัวเด็กส่งขึ้นไปด้านบนก่อน จากนั้นจึงค่อยดึงอินเยว่ที่กำลังลอยคออยู่ในน้ำขึ้นมา
อันที่จริงแม่น้ำสายนี้ไม่ได้ลึกสำหรับผู้ใหญ่ แค่ท่วมเลยหน้าอกมาเล็กน้อย แต่เพราะน้ำขุ่นและแรงปะทะของกระแสน้ำจึงทำให้อินเยว่ไม่สามารถยืนทรงตัวอยู่ได้และใช้แรงไม่ได้
ซุ่นจื่อรู้สึกสงสัยอยู่ในใจ ดูแล้วไม่เหมือนคนที่ว่ายน้ำเป็นเลยนี่นา
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องพวกนี้ เขาออกแรงมหาศาลกว่าจะดึงอินเยว่ขึ้นมาจากแม่น้ำได้
เมื่อขึ้นมาบนฝั่ง เสียงร้องไห้ของอวิ๋นเหนียงก็แทบจะขาดใจ
อินเยว่สำลักน้ำในแม่น้ำออกมาหลายอึก นางใช้ความพยายามอย่างมากในการปาดหยดน้ำออกจากใบหน้า พยายามเบิกตาแล้วมองไปก็เห็นเสี่ยวชุนอวี่นอนนิ่งอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดขาว ตาสองข้างปิดสนิท ร่างกายอ่อนปวกเปียก ไม่ว่าอวิ๋นเหนียงจะตบหน้าหรือเขย่าตัวของเขาอย่างไรก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย
มารดาของพ่อค้าหาบเร่หลิวที่ได้ยินข่าวแล้วรีบมาถึง พอเห็นสภาพของหลานชายก็หายใจไม่ทัน ล้มหมดสติไปทันที
เหล่าคนงานรีบเข้าไปประคองนางไว้ บ้างก็ช่วยกันกดจุดเหรินจง บ้างก็ตบหน้า ในที่สุดก็ทำให้นางเจ็บจนฟื้นขึ้นมาได้
ทางฝั่งของอวิ๋นเหนียงกลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เหล่าคนงานที่มุงดูอยู่ต่างมองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่อยากช่วย แต่เป็นเพราะไม่กล้าลงมือต่างหาก
จะช่วยคนจมน้ำได้อย่างไร ไม่มีใครรู้เลยสักคน ได้แต่หวังว่าหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้านจะมาถึงโดยเร็ว
ในตอนนั้นเอง ฉินเหยาและอาวั่งก็มาถึง
เมื่อเห็นชุนอวี่นอนหน้าซีดเผือดอยู่บนพื้น อาวั่งก็สบตากับฉินเหยาแล้วรีบก้าวออกไป “ข้าจัดการเอง”
ตอนนี้อวิ๋นเหนียงมองเขาราวกับเห็นฟางช่วยชีวิต รีบถอยออกมาเปิดทางให้ทันที
อาวั่งตรวจชีพจรที่คอของเด็กก่อน จากนั้นจึงโน้มตัวลงไปฟังเสียงหัวใจของเขา เพื่อให้แน่ใจว่ายังมีสัญญาณชีพอยู่
คลำหาชีพจรที่คอไม่เจอ แต่ในช่องอกยังคงมีการเต้นของหัวใจที่แผ่วเบา
อาวั่งง้างปากที่กัดแน่นของเด็กออกทันที เพื่อตรวจดูว่าในลำคอมีสิ่งแปลกปลอมอุดตันจนหายใจไม่ได้หรือไม่
เป็นดังคาด ในนั้นมีเศษหญ้าน้ำอยู่ไม่น้อย
อาวั่งล้วงเอาสิ่งแปลกปลอมออกมา จากนั้นก็รีบจับเด็กพลิกตัวนอนคว่ำบนตักของตน มือหนึ่งประคองคอเพื่อให้เขาอ้าปาก ส่วนอีกมือหนึ่งวางลงบนแผ่นหลังแล้วออกแรงกดลงไป
เด็กที่อยู่บนตักก็กระตุกทันที “แค่กๆ” พร้อมกับสำรอกน้ำขุ่นๆ ในแม่น้ำออกมาคำใหญ่