ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 457 มีคุณธรรมมากเกินไปไม่ได้
ตอนที่ 457 มีคุณธรรมมากเกินไปไม่ได้
“แง” เสียงร้องไห้ดังลั่น เด็กน้อยฟื้นคืนสติแล้ว
อวิ๋นเหนียงโผเข้ากอดลูกชาย เรียกชื่อเขาไม่หยุดจนกระทั่งได้ยินเสียงลูกชายเรียกหาแม่แผ่วเบา หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายพลันสงบลง อดไม่ได้ที่จะกอดลูกชายร้องไห้โฮออกมาพร้อมกันทั้งสองแม่ลูก
ด้วยความตกใจสุดขีด อวิ๋นเหนียงลืมขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตลูกชายไปเสียสนิท
แม่สามีที่ฟื้นจากอาการหมดสติรีบวิ่งเข้ามา สองแม่สามีลูกสะใภ้รีบอุ้มเด็กกลับบ้านไปหาหมอ
ฉินเหยามองตามพวกนางไปจนลับตา หันกลับมามองอินเยว่ที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น เนื้อตัวเปียกโชกแต่ยังหายใจรวยรินอยู่จึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนเองคลุมให้แล้วส่งสัญญาณให้อาวั่งคอยดูแล
จากนั้นก็หันกลับไปจัดการความวุ่นวายในโรงงานเครื่องเขียนอย่างใจเย็น
เหล่าคนงานกลับเข้าประจำที่ นางเหอและนางชิวก็กลับบ้านไปด้วยใจที่ยังไม่หายขวัญเสีย ถึงได้นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าลูกๆ ไปสำนักศึกษากันแล้ว ส่วนต้าเหมาก็ถูกนางจางอุ้มไปทำงานอยู่ที่ไร่แตงโม
แต่เด็กโตที่เหลืออีกสองสามบ้านกลับเคราะห์ร้าย ถูกพ่อแม่จัดการไปหนึ่งชุดใหญ่แล้วลากตัวไปที่บ้านอวิ๋นเหนียงเพื่อขอโทษ
เสี่ยวไหลฝูก็โดนหลี่ซื่อตีไปหนึ่งทีเช่นกัน แต่เมื่อเห็นว่าเขายังรู้จักไปเรียกผู้ใหญ่ ฉินเหยาจึงห้ามไว้ตอนที่กำลังจะตีลงบนก้น
“พาเขากลับบ้านไปก่อนเถอะ ให้เขาดื่มน้ำแกงร้อนๆ แก้ตกใจ ข้าว่าเขาก็ตกใจไม่น้อยเลย” ฉินเหยากำชับ
หลี่ซื่อถลึงตาใส่ลูกชาย เด็กน้อยถูกตีก็ไม่ร้องสักแอะ เพียงแต่น้ำตาไหลพรากๆ ท่าทางน่าสงสาร ด้วยรู้ว่าตนผิดจึงไม่ขัดขืน ยอมรับโทษแต่โดยดี
“เฮ้อ~” หลี่ซื่อถอนหายใจ จิ้มหน้าผากลูกชาย “วันนี้ถือว่าพวกเจ้าดวงแข็ง หากเกิดเรื่องร้ายถึงชีวิตขึ้นมาจริงๆ…” พอคิดว่าถ้าวันนี้คนที่ตกน้ำเป็นเสี่ยวไหลฝู หลี่ซื่อก็ใจหายวาบ รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ
นางพยักหน้าให้ฉินเหยาแล้วจูงมือลูกชายกลับบ้านไปก่อน
ซ่งอวี้ไม่ค่อยวางใจนัก หลังจากจัดการให้เหล่าคนงานในโรงงานกลับไปทำงานตามปกติแล้วก็ขออนุญาตฉินเหยาแล้วรีบตามสองแม่ลูกไป
ในที่สุดก็สงบลง ฉินเหยาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอินเยว่ อาวั่งพยุงนางลุกขึ้นแล้ว นางกำลังกอดเสื้อคลุมตัวนอก คุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้น
ฉินเหยาขมวดคิ้วถาม “เจ้าว่ายน้ำเป็นหรือ”
อินเยว่ส่ายหน้า ขนตาหลุบลง ดวงตาจับจ้องอยู่ที่พื้น “ไม่เป็นเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาโกรธขึ้นมาทันที ตะคอกเสียงเย็น “ไม่เป็นแล้วลงไปช่วยคนได้อย่างไร!”
“ข้าไม่ได้คิดอะไรมากขนาดนั้น” อินเยว่ตอบเสียงเบา พลางบิดชายกางเกงที่เปียกโชก
หากไม่ใช่เพราะเห็นว่านางอยู่ในสภาพร่อแร่ ฉินเหยาอยากจะถีบนางให้ตกน้ำไปอีกรอบจริงๆ สมองมีปัญหาหรืออย่างไร!
นางถามอย่างไม่สบอารมณ์ “ยังลุกไหวหรือไม่ ดูสภาพน่าสมเพชของเจ้าสิ รีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว”
อินเยว่พยักหน้า นางคิดว่าตนเองยังลุกไหว
แต่ในความเป็นจริง ทันทีที่พยายามจะลุกขึ้นก็หมดแรงทรุดตัวลงไปนั่งที่เดิม
นางเองก็ตกใจอยู่ไม่น้อย ทั้งยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่นางไม่เสียใจ
หากมีครั้งต่อไป นางก็จะยังทำเช่นเดิม
เพียงแต่ไม่คิดว่าแค่ชั่วเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งถ้วยชาในน้ำจะสูบแรงกายของนางไปจนหมดสิ้น
ดูเหมือนว่าตนจะยังอ่อนแอเกินไป
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของอินเยว่ ฉินเหยาก็รู้สึกว่าตนเองเหมือนคนโฉดชั่วคนหนึ่งก็ไม่ปาน
นางเงยหน้าถอนหายใจอย่างอ่อนแรง มือที่วางอยู่ข้างลำตัวโบกไปมาอย่างรวดเร็ว
มุมปากของอาวั่งกระตุกเล็กน้อย เขาเข้าใจความหมายของนางแล้วจึงย่อตัวลงตรงหน้าอินเยว่ “ขึ้นมาสิ ข้าจะแบกเจ้ากลับบ้าน”
อินเยว่กลืนน้ำลาย รู้สึกอายเล็กน้อย แต่ก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทำตัวเรื่องมากจึงหลับตาลงแล้ววางมือลงบนแผ่นหลังกว้างที่อยู่ตรงหน้า
อาวั่งแบกนางขึ้นหลังแล้วเดินตามฉินเหยาไปยังห้องเช่าของอินเยว่
เพราะไม่มีข้าวของอะไร ประตูห้องจึงผูกไว้ด้วยเศษผ้าเส้นหนึ่งอย่างง่ายๆ เพียงเพื่อให้มันปิดอยู่เท่านั้น
ฉินเหยาเปิดประตูห้องเข้าไป การตกแต่งภายในห้องนั้นเรียบง่ายจนมองปราดเดียวก็เห็นทั่ว
เตียงไม้เก่าหนึ่งหลัง โต๊ะหนึ่งตัว ชามหนึ่งใบและไหดินเผาอีกหนึ่งใบ นั่นคือทั้งหมดที่มี
ฉินเหยาส่งไหดินเผาบนโต๊ะให้อาวั่ง “ไปต้มน้ำร้อนมาหน่อย”
อาวั่งรับคำแล้วถือไหดินเผาออกไป
เรือนเก่าของบ้านหลิวต้าฝูมีห้องครัว ผู้เช่าทุกคนต่างก็ทำอาหารกินกันเองที่นั่น
ฉินเหยาปิดประตูห้องแล้วให้อินเยว่ถอดเสื้อผ้าที่เปียกออก ส่วนตนเองก็ช่วยนางหาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน
ผลคือเดินหาทั่วห้องแล้วก็ไม่เห็นของที่ใช้ใส่เสื้อผ้าเลย
ฉินเหยาถามอย่างไม่เชื่อสายตา “เจ้ามีเสื้อผ้าแค่ชุดเดียวเองหรือ”
“ยังมีอีกชุดหนึ่งเจ้าค่ะ ซักแล้วตากไว้ใต้ชายคาด้านนอก แต่ฝนตกมาหลายวันแล้ว เลยยังไม่แห้ง”
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่เมื่อเผชิญหน้ากับใบหน้าเย็นชาของฉินเหยา อินเยว่ก็รู้สึกผิดขึ้นมาในใจ เสียงจึงค่อยๆ แผ่วลง
“ดวงเจ้ามันแข็งจริงๆ!” ฉินเหยาเปิดประตูแล้วก้าวฉับๆ ออกไป
อินเยว่รีบถาม “ท่านอาจารย์จะไปไหนหรือเจ้าคะ”
คนที่อยู่ข้างนอกโผล่ศีรษะเข้ามาทันทีจ้องมองนางอย่างเย็นชาแล้วเตือนว่า “อย่าเรียกข้าว่าอาจารย์!”
อินเยว่รีบเปลี่ยนคำพูด “ผู้มีพระคุณ”
“ข้าจะไปหาเสื้อผ้าแห้งๆ มาให้เจ้า อยู่เฉยๆ ตรงนี้แหละ”
นับว่าเป็นการอธิบายอย่างเสียไม่ได้แล้วก็หันหลังเดินจากไป
ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน อากาศค่อนข้างเย็น ตอนนี้แม้ว่าพระอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมาแล้ว แต่เรือนเก่าที่มืดทึบของบ้านหลิวต้าฝูกลับไม่มีแสงแดดส่องเข้ามามากนัก ยังคงรู้สึกเย็นอยู่บ้าง
อินเยว่ขยี้ปลายจมูกที่คันของตนเอง รีบถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออกแล้วมุดเข้าไปใต้ผ้าห่มก่อนที่จะจามออกมา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้ห่มผ้าห่มหรือไม่ ทั่วทั้งร่างจึงอุ่นขึ้นมา แม้แต่หัวใจก็ยังอบอุ่น
ฉินเหยากลับมาอย่างรวดเร็ว ถือชุดผ้าป่านเก่าๆ ของตนเองมาให้อินเยว่เปลี่ยน
อาวั่งต้มน้ำเสร็จแล้วเช่นกัน เขาเทน้ำลงในอ่างไม้ตามคำสั่งของฉินเหยา วางผ้าขนหนูลงไปแล้วส่งให้นาง
พอทำความสะอาดเสร็จ อินเยว่ก็รีบมุดเข้าผ้าห่มทันที ซ่อนตัวอยู่ข้างใน
“เป็นสตรีเหมือนกัน มีอะไรน่าอาย” ฉินเหยาพูดไม่ออก
หากไม่ใช่เพราะกลัวว่านางจะไม่มีแรงแล้วล้มหัวฟาดพื้นตายในห้อง นางก็ไม่อยู่ที่นี่หรอก
“แต่ว่าเจ้าผอมขนาดนี้ ทำได้อย่างไรให้ส่วนที่ควรจะมีเนื้อมีเนื้อขึ้นมาได้” ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย
อินเยว่เบิกตากว้าง ไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่จริงจังของฉินเหยาก็ตอบไปอย่างไม่รู้ตัว
“คงเป็นโดยกำเนิดกระมัง”
ฉินเหยาพยักหน้ารับคำ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าบรรยากาศแปลกๆ ไปจึงเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างแนบเนียน “เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้ยังไปทำงานที่โรงอาหารไหวหรือไม่”
อินเยว่กลัวว่าถ้าตนบอกว่าไม่ไหว ฉินเหยาจะไล่นางออกไปจึงรีบพยักหน้าแล้วพูดว่า “ข้าไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ ข้ากลับไปที่โรงอาหารได้เลย”
กลัวว่านางจะไม่เชื่อ อินเยว่จึงลุกขึ้นนั่งในผ้าห่ม ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นแล้วกำหมัดชกอากาศสองสามครั้ง
แต่ในสายตาของฉินเหยา หมัดนั้นช่างอ่อนปวกเปียกเสียจนเอาไว้เกาให้ตัวเองยังเบาไปด้วยซ้ำ
นางคิดว่าอินเยว่คงเข้าใจอะไรผิดไป ตนเพียงแค่อยากจะทราบสภาพร่างกายของนางเพื่อจะได้จัดการเรื่องต่างๆ ได้ถูกต้องเท่านั้น
แต่ในเมื่ออินเยว่บอกว่าไม่เป็นไรแล้ว งั้นก็ไปทำงานเถอะ!
ฉินเหยาพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เตรียมตัวกลับไปทำงาน พวกเราไปก่อนล่ะ”
พูดจบก็เปิดประตู
ก่อนจะไปยังมิวายหันกลับมามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอีกครั้ง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เป็นถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ไอสักแอะ สภาพร่างกายไม่เลวเลยทีเดียว
แต่นางมีคำแนะนำอย่างหนึ่งจะมอบให้
ฉินเหยากล่าว “อินเยว่ เป็นคนต้องมีคุณธรรมอยู่บ้าง แต่จะมีมากไปไม่ได้”
อินเยว่ชะงักไป หรือว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการให้นางเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยคนหรือ
หรือว่า…ผู้มีพระคุณเป็นห่วงนางกันแน่
เมื่อตระหนักถึงข้อนี้ มุมปากของอินเยว่ก็ยกสูงขึ้น ในใจเบิกบานราวกับมีทุ่งดอกทานตะวันอันอบอุ่นผลิบาน
นางหัวเราะคิกคัก พลิกตัวลงจากเตียงทันที หยิบผ้าคลุมหน้ามาปิดหน้าแล้วไปทำงานอย่างกระตือรือร้น!
ตอนนี้นางมีกำลังใจเต็มเปี่ยม!