ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 458 รายชื่อผู้สมัคร
ตอนที่ 458 รายชื่อผู้สมัคร
เรื่องที่ชุนอวี่ตกน้ำทำให้ครอบครัวของอวิ๋นเหนียงตกใจไม่น้อย หลังจากยุ่งวุ่นวายมาทั้งวัน ถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ขอบคุณผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตลูกชายไว้เลย
ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น พ่อค้าหาบเร่หลิวและอวิ๋นเหนียงสองสามีภรรยาจึงตั้งใจรอจนอินเยว่เลิกงานกลับบ้านในช่วงบ่ายแก่ๆ แล้วหิ้วของขวัญขอบคุณมาถึงประตูเพื่อขอบคุณด้วยตนเอง
แม่ไก่แก่หนึ่งตัว น้ำตาลทรายแดงหนึ่งห่อและไข่ไก่ครึ่งตะกร้า ล้วนเป็นของสำหรับบำรุงร่างกายให้อินเยว่
แม่สามีของอวิ๋นเหนียงกล่าวว่า น้ำในแม่น้ำทั้งสกปรกและเย็น ไม่รู้ว่าทำให้แม่นางน้อยคนนั้นหนาวจนไม่สบายไปหรือไม่
สตรีหากเสียพลังและเลือดแล้วจะลำบาก จะต้องบำรุงให้ดีถึงจะถูก มิฉะนั้นแล้วพวกนางจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
โดยปกติแล้วอินเยว่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้จัดการเฉียวอวิ๋นมากนัก อย่างมากก็แค่ตอนที่ทุกคนไปกินข้าวที่โรงอาหาร ในฐานะที่เป็นสตรีเหมือนกัน ในเวลาว่างจึงได้ฟังเรื่องซุบซิบด้วยกันบ้าง
หลังจากเรื่องของชุนอวี่ อวิ๋นเหนียงก็จะแวะเวียนมาดูแลนางอยู่บ่อยครั้งทำให้อินเยว่ประหลาดใจระคนยินดี
นางรีบกล่าวว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อีกทั้งนางก็ได้รับของขวัญขอบคุณแล้ว ถือว่าหายกัน
อวิ๋นเหนียงรู้ว่านางชอบอยู่เงียบๆ คนเดียวจึงไม่แสดงความห่วงใยอย่างโจ่งแจ้งอีกต่อไป
เพียงแต่เรื่องนี้ในใจของนาง ไม่สามารถถือว่าหายกันได้
หากไม่มีการกระโดดลงไปช่วยอย่างไม่ลังเลของอินเยว่ นางไม่อยากจะจินตนาการถึงจุดจบที่จะตามมาเลย
นางมีลูกชายเพียงคนเดียว หากเขาต้องตายไป นางก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เช่นกัน
ในมุมมองของอวิ๋นเหนียง อินเยว่ไม่ได้ช่วยชีวิตแค่ชุนอวี่เพียงคนเดียว แต่นางยังช่วยชีวิตคนทั้งครอบครัวของพวกตนไว้ด้วย!
ทางฝั่งบ้านของฉินเหยา พ่อค้าหาบเร่หลิวก็ได้นำน้ำตาลทรายแดงสองห่อมามอบให้เช่นกัน เพื่อขอบคุณที่อาวั่งยื่นมือเข้าช่วยได้ทันท่วงที ดึงชุนอวี่กลับมาจากประตูผีได้
อาวั่งบอกว่าไม่ต้องขอบคุณแล้วถือถุงน้ำตาลทรายแดงสองห่อนั้นหลบออกไป
เขาไม่คุ้นเคยกับการรับมือเรื่องเหล่านี้ มักจะรู้สึกว่าหากข้องเกี่ยวกันมากเกินไปจะนำความเดือดร้อนไปให้ผู้อื่น
ฉินเหยาเป็นผู้ต้อนรับพ่อค้าหาบเร่หลิว เชิญเขาเข้ามานั่งดื่มชาในบ้าน กินขนมเล็กน้อยและถือโอกาสถามไถ่อาการของชุนอวี่
“ตอนนี้สบายดีแล้ว เพียงแต่คืนแรกที่ฟื้นขึ้นมายังขวัญเสียอยู่ ให้ย่าของเขาเรียกขวัญให้ทั้งคืน พอรุ่งเช้าวันที่สองก็กลับมาร่าเริงเหมือนเดิมแล้ว”
พ่อค้าหาบเร่หลิวพูดพลางยิ้ม แต่ในใจกลับอดที่จะหวาดกลัวไม่ได้
เขาพูดอย่างหัวเสียเล็กน้อย “เด็กๆ ในหมู่บ้านพวกนี้ บอกทุกปีว่าห้ามลงไปเล่นในแม่น้ำ แต่ก็เกิดเรื่องทุกปี ไม่มีใครฟังเข้าหูเลยสักคน”
“หากมีที่สักแห่งคอยควบคุมพวกเขาให้อยู่เป็นที่เป็นทางได้ก็คงจะดี มิฉะนั้นแล้ว พอผ่านเรื่องนี้มา ในใจข้าก็อดที่จะเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่ได้ ภรรยาข้าก็เช่นกัน สองวันนี้เวลาทำงาน พอได้ยินเสียงน้ำทีไรก็สะดุ้งอยู่ตลอด”
ฉินเหยารู้สึกว่าอวิ๋นเหนียงคงจะเสียขวัญไปแล้วจึงแนะนำให้พ่อค้าหาบเร่หลิวกลับไปบอกให้ย่าของชุนอวี่ไปหาแม่หมอมาช่วยทำพิธีให้
ที่นี่ไม่มีนักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษา หากต้องการขจัดความกลัวในใจ การเชิญแม่หมอมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด
เดิมทีพ่อค้าหาบเร่หลิวยังไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่ภรรยาหูแว่วมากนัก แต่เมื่อได้ฟังฉินเหยาพูดเช่นนี้ก็รู้สึกว่าสถานการณ์อาจจะร้ายแรงกว่าที่ตนคิดจึงรีบรับปาก
“ข้าจะกลับไปถามท่านแม่เดี๋ยวนี้เลย” ตอนนี้ในใจของพ่อค้าหาบเร่หลิวมีเรื่องกังวลจึงนั่งไม่ติดอีกต่อไป เขาปฏิเสธคำเชิญของฉินเหยาที่ชวนให้อยู่กินข้าวเย็นแล้วลุกขึ้นเตรียมจะกลับ
ก่อนจากไป จู่ๆ เขาก็ถามฉินเหยาขึ้นมาว่า “พี่สะใภ้ ในหมู่บ้านกำหนดรายชื่อออกมาแล้ว สองวันนี้เตรียมจะเรียกคนทั้งหมู่บ้านมาหย่อนบัตรเลือกคนที่ศาลบรรพชนแล้ว ท่านรู้หรือไม่”
ฉินเหยาถามด้วยความสงสัย “รายชื่ออะไรหรือ”
“ท่านไม่รู้เลยหรือ!” พ่อค้าหาบเร่หลิวประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็รีบอธิบายว่า “ก็รายชื่อผู้สมัครเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ของหมู่บ้านเราอย่างไรเล่า”
พ่อค้าหาบเร่หลิวหัวเราะหึๆ มีความนัยแฝงอยู่เล็กน้อย “ยังมีคนเขียนชื่อพี่สามของข้าลงไปด้วยนะ”
เมื่อเห็นฉินเหยาทำหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น พ่อค้าหาบเร่หลิวก็เอ่ยคาดเดาว่า
“ข้าเดาว่าคงเป็นชาวบ้านส่งชื่อขึ้นไปมั่วๆ เพื่อให้ครบจำนวนเท่านั้นแหละ ถ้ารู้ว่าทำแบบนี้ได้ พวกเราคงส่งชื่อของพี่สะใภ้สามท่านขึ้นไปด้วยแล้ว น่าเสียดาย…”
พ่อค้าหาบเร่หลิวหยุดพูดกะทันหัน ประสานมือขออภัยฉินเหยาแล้วกล่าวลา
เขาเสียดายเรื่องอะไร ไม่ต้องพูดฉินเหยาก็รู้
เสียดายที่นางเป็นสตรีน่ะสิ หมู่บ้านตระกูลหลิวสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นจนถึงวันนี้ ยังไม่เคยมีสตรีคนใดได้ขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สมัครเลย
แน่นอนว่า ไม่ใช่แค่หมู่บ้านตระกูลหลิว แต่ทั้งอำเภอไคหยางหรือแม้แต่ทั้งจังหวัดจื่อจิงก็ยังไม่เคยมีกรณีเช่นนี้มาก่อน
ฉินเหยามองตามแผ่นหลังของพ่อค้าหาบเร่หลิวที่เดินจากไปพลันนึกถึงสายตาอันซับซ้อนที่ผู้ใหญ่บ้านมองมายังตนก่อนหน้านี้
บัดนี้นางเข้าใจแล้ว คงอยากจะบอกนางว่า ‘น่าเสียดายที่เจ้าไม่ใช่บุรุษ’ นั่นเอง
ฉินเหยายักไหล่ ไม่ใส่ใจ
แต่เรื่องที่เด็กๆ ในหมู่บ้านมักจะแอบผู้ใหญ่ไปลงเล่นน้ำในแม่น้ำกลับเป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยในใจนาง
เด็กๆ ไม่ได้ไปสำนักศึกษาและไม่ได้ลงไปทำนา ถูกปล่อยให้วิ่งเล่นอยู่ตามป่าเขาเช่นนี้ ต่อให้ระวังแค่ไหนก็ต้องมีวันที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
สำนักศึกษาในหมู่บ้านแห่งนี้ ต้องรีบสร้างขึ้นมาให้ได้
อีกทั้งยังต้องรณรงค์เรื่องการห้ามลงเล่นน้ำในแม่น้ำช่วงฤดูฝนอย่างจริงจังด้วย ต้องปลูกฝังให้หยั่งรากลึกในใจของคนทั้งหมู่บ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและคอยสอดส่องดูแลซึ่งกันและกัน
เช่นนี้นางถึงจะไม่ต้องคอยเป็นห่วงว่าตอนที่ตนไม่อยู่บ้าน พวกต้าหลางสี่พี่น้องของบ้านตนจะแอบไปเล่นน้ำจนเกิดอุบัติเหตุหรือไม่
และหากต้องการให้การรณรงค์บรรลุเป้าหมาย สำนักศึกษาก็คือสื่อกลางที่ดีที่สุด
ทว่าสิ่งที่ทำให้ฉินเหยารู้สึกยินดีอยู่บ้างก็คือ เด็กทั้งสี่คนในบ้านของนางเมื่อเทียบกับเด็กซนที่ไม่เชื่อฟังในหมู่บ้านแล้ว ช่างรู้ความและน่าเอ็นดูกว่ามาก
อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ ทุกคำสั่งของนาง สี่พี่น้องยังไม่เคยแอบฝ่าฝืนเลยสักครั้ง
ฉินเหยาคิดเรื่องการสร้างสำนักศึกษาในใจแล้วเริ่มหยิบลูกคิดน้อยๆ ของนางออกมาอีกครั้ง เพื่อคำนวณว่าในตอนนี้หัวหน้าตระกูลมีเงินกองกลางอยู่ในมือเท่าใด
หนังหมาป่าชุดนั้นจากช่วงหลังปีใหม่เป็นพ่อค้าหาบเร่หลิวที่นำออกไปขาย นางได้ลองหยั่งเชิงถามดูแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลรวมกัน ขายได้ยี่สิบสี่ตำลึงกับอีกสามเฉียน
นอกจากนี้ยังมีเนื้อหมาป่าที่ขายไปก่อนวันสิ้นปี เพราะขายให้กับหมู่บ้านต่างๆ จึงขายในราคาถูกคือสิบสองเหวินต่อหนึ่งจิน ได้เงินมาเก้าตำลึงกับหกเฉียน
ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ที่ใกล้จะเข้าสู่เดือนห้าแล้ว ในหมู่บ้านยังไม่ได้จัดงานใหญ่อะไรเลย เท่ากับว่าเงินจำนวนนี้ยังไม่ได้ใช้ไปแม้แต่แดงเดียว
รวมกับค่าเช่าที่โรงงานเครื่องเขียนของนางจ่ายให้ก็น่าจะมีเงินกองกลางอยู่ราวๆ สี่สิบตำลึง!
สี่สิบตำลึง ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย
หากหมู่บ้านประสบภัยพิบัติ เงินจำนวนนี้ทั้งหมดสามารถนำออกมาซื้อข้าวสารแจกจ่ายให้ชาวบ้านทุกคนได้คนละหลายสิบจิน เพียงพอที่จะผ่านพ้นภัยแล้งไปได้หนึ่งครั้ง
ส่วนการสร้างสำนักศึกษาหนึ่งแห่ง ค่าแรงงานมาจากคนในหมู่บ้านซึ่งเท่ากับไม่เสียเงิน ต้องการเพียงค่าวัสดุก่อสร้างสองสามตำลึงและค่าไม้สำหรับทำโต๊ะเก้าอี้อีกสองสามตำลึง
ค่าใช้จ่ายหลักกลับเป็นตำราเรียนระดับพื้นฐานที่แม้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อมาได้ง่ายๆ
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดซ่งจางถึงได้สนับสนุนให้หมู่บ้านและตำบลต่างๆ สร้างสำนักศึกษาใหม่ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีหมู่บ้านใดกล้าที่จะก้าวออกมาเป็นที่แรก
การเรียนหนังสือนั้นยาก ไม่ใช่เพราะไม่มีสำนักศึกษา แต่เป็นเพราะความรู้ถูกผูกขาด ไม่มีตำรา ไม่มีอาจารย์
แต่ตอนนี้ตำราก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว ในเมื่อมีตำราฉบับคัดลอกด้วยมือแบบขยายใหญ่ของบ้านฉินเหยาอยู่กับตัว เท่านี้ก็หมดห่วง!
ส่วนเรื่องอาจารย์นั้น นายอำเภอซ่งจะช่วยจัดการให้ เมื่อคำนวณดูแล้ว เวลาที่เหมาะสมในการสร้างสำนักศึกษาได้มาถึงแล้ว
แต่ในขณะที่ฉินเหยากำลังกระตือรือร้นเตรียมจะนำแผนการสร้างสำนักศึกษาไปหารือกับหัวหน้าตระกูล เสียงระฆังหน้าศาลบรรพชนก็ดังขึ้น
ไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีอากร ไม่ใช่การเกณฑ์แรงงาน แต่เป็นการเรียกชาวบ้านทุกคนมาชุมนุม เพื่อเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ในวาระต่อไป