ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 459 เชิญลงคะแนน
ตอนที่ 459 เชิญลงคะแนน
หลังจากทุกบ้านกินข้าวเย็นเสร็จ คนทั้งครอบครัวไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ถือคบเพลิงมุ่งหน้าไปยังศาลบรรพชน
แม้แต่ทารกอายุสองสามเดือนที่บ้านก็ยังถูกอุ้มมาด้วย ในศาลบรรพชนนั่งไม่พอจึงต้องออกมายืนอยู่ด้านนอกประตู แม้แต่ตอนฆ่าหมาป่าเมื่อวันขึ้นปีใหม่ยังไม่พร้อมเพรียงกันเท่านี้
ทุกบ้านต่างถือคบเพลิงมาด้วย แสงไฟสาดส่องศาลบรรพชนจนสว่างยิ่งกว่าตอนกลางวันเสียอีก
ผู้ใหญ่บ้านได้ประกาศไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านที่มีอายุครบแปดปีขึ้นไป สามารถหย่อนไม้ลงคะแนนเพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ได้
ทำเอาต้าหลางและเอ้อร์หลางตื่นเต้นกันยกใหญ่ สองพี่น้องถือไม้ลงคะแนนของตนเองไว้ในมือ กินข้าวเย็นอย่างเร่งรีบเพียงสองคำใหญ่ๆ แล้วก็ออกมายืนเร่งทุกคนที่ลานบ้านให้เร็วขึ้น
ฉินเหยายังคงกินไม่อิ่ม นางให้อาวั่งพาพวกเด็กๆ ไปที่ศาลบรรพชนก่อน ส่วนตนเองก็อยู่ข้างหลัง เพลิดเพลินกับอาหารเย็นมื้ออร่อยอย่างเชื่องช้าจนเสร็จแล้วจึงค่อยออกเดินทาง
การเลือกตั้งที่ศาลบรรพชนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านอ่านรายชื่อผู้สมัครออกมา คนที่ถูกเรียกชื่อต่างก็ทั้งประหลาดใจและตื่นเต้น รีบลุกขึ้นไปยืนอยู่บนที่ว่างกลางศาลบรรพชน
เบื้องหน้าของแต่ละคนมีกระบอกไม้ไผ่สูงตั้งอยู่ ชาวบ้านสามารถนำไม้ในมือของตนหย่อนลงในกระบอกไม้ไผ่ของผู้ที่ตนสนับสนุนได้ สุดท้ายแล้วผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนต่อไป
ในรายชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ใหญ่บ้านมีทั้งหมดห้าคน
ประกอบด้วย หลิวต้าฝูผู้ซึ่งมีความอาวุโสสูงในหมู่บ้าน หลิวฉีคนหนุ่มแน่นและมีความสามารถ หลิวหยางบุตรชายคนโตของหัวหน้าตระกูล ถงเซิงหลิวจี้ศิษย์ของท่านมหาบัณฑิต และหลิวไป่ผู้จัดการขบวนรถม้าของโรงงานเครื่องเขียน
เมื่อฉินเหยามาถึง การลงคะแนนก็ได้เริ่มไปพักหนึ่งแล้ว
แต่ไม้ลงคะแนนในมือของต้าหลางและเอ้อร์หลางยังไม่ได้หย่อนลงไป
“ท่านอาอาวั่ง ท่านว่าพวกเราควรจะลงคะแนนให้ท่านพ่อหรือท่านลุงใหญ่ดีขอรับ” ต้าหลางถามอย่างลังเล
เกณฑ์การลงคะแนนของชาวบ้านนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมามาก อันที่จริงพวกเขาไม่ได้พอใจผู้สมัครทั้งห้าคนนี้มากนักจึงเลือกที่จะลงคะแนนให้คนที่ตนสนิทที่สุด
ในจุดนี้ หลิวต้าฝู หลิวฉีและหลิวหยางบุตรชายของหัวหน้าตระกูลจึงได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถึงกระนั้น กระบอกไม้ไผ่เบื้องหน้าของทั้งสามคนในตอนนี้ก็มีเพียงไม้ลงคะแนนจากคนในครอบครัวของพวกเขาเท่านั้น
ชาวบ้านที่เหลือยังคงลังเลใจ เพราะทุกคนรู้สึกว่าทั้งห้าคนนี้ยังขาดอะไรไปบางอย่าง ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก
สำหรับหลิวต้าฝูคนนี้…ก็เป็นคนดีต่อผู้เช่าที่นาอยู่หรอก แต่ขี้เหนียวเกินไปหน่อย ทั้งยังรักหน้าตา หรือที่เรียกกันว่าใจแคบนั่นเอง
หากเขาได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาก็จะกลายเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในหมู่บ้าน ครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านล้วนเช่าที่นาของเขาอยู่ หากวันข้างหน้าเขาใช้อำนาจในทางมิชอบ ทุกคนคงไม่มีที่ไปให้ร้องทุกข์
ส่วนหลิวฉีนั้นไม่เลวเลยทีเดียว เคยเดินทางไกล มีทัศนวิศัยมากกว่าเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ทั้งยังเป็นคนที่รับผิดชอบงานได้
ข้อเสียก็คือ เขาหนุ่มเกินไปและเลือดร้อน ทั้งยังหุนหันพลันแล่น ขาดความสุขุมรอบคอบ
หลิวหยาง บุตรชายของหัวหน้าตระกูลนั้นเป็นคนสุขุม แต่สุขุมเกินไปจนดูเงียบขรึม เขาเคยทำงานให้หมู่บ้านมาไม่น้อย ทุกเรื่องล้วนมีส่วนร่วม แต่กลับมีคนในหมู่บ้านน้อยคนนักที่จะนึกถึงเขา
หากเขาได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ทุกคนคงไม่รู้ว่าจะพูดคุยกับเขาอย่างไร
สำหรับหลิวไป่ ทุกๆ ด้านล้วนไม่เลว น่าเสียดายที่ไม่รู้หนังสือมากนักและก็ไม่มีจุดไหนที่โดดเด่นเป็นพิเศษ พูดได้แค่ว่าเลือกเขาจะไม่มีอะไรผิดพลาด แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม
เมื่อเทียบกันแล้ว หลิวจี้ศิษย์ของมหาบัณฑิตผู้นี้กลับน่าเลือกไม่น้อย
อีกทั้งที่บ้านยังมีภรรยาจอมเผด็จการคอยหนุนหลัง หากเลือกเขาเป็นผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกฉินเหยาเป็นผู้ใหญ่บ้านมิใช่หรือ
เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง อย่างน้อยที่สุดหมู่บ้านตระกูลหลิวก็จะไม่ถูกรังแกอย่างแน่นอน แถมยังสามารถกลายเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังในแถบสิบลี้นี้ได้อีกด้วย!
แต่!
เมื่อนึกถึงนิสัยอันธพาลในอดีตของหลิวจี้ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ชาวบ้านต่างก็ตัวสั่นสะท้านขึ้นมาพร้อมกัน
ไม่กล้าให้เขาเป็นผู้ใหญ่บ้านแน่ มิฉะนั้นแล้วหมู่บ้านตระกูลหลิวคงไม่รู้ว่าจะถูกเขาก่อกวนไปถึงไหน
อาวั่งมองชาวบ้านที่กำลังลังเลใจแล้วตบไหล่เด็กหนุ่มสองคนที่กำลังสับสนพร้อมกับเสนอความคิดดีๆ ให้ “หากไม่พอใจใครเลยก็สามารถงดออกเสียงได้”
สองพี่น้องพอได้ฟังก็ ใช่เลย! ไม่พอใจก็ไม่ต้องลงคะแนนสิ!
แต่ในขณะที่ต้าหลางและเอ้อร์หลางกำลังจะทิ้งไม้ลงคะแนนนั้นเอง ที่มุมหนึ่งก็มีเสียงสตรีที่หวานและใสดังกังวานขึ้นมา
นางตั้งคำถามว่า “เหตุใดจึงไม่มีชื่อของผู้จัดการใหญ่ฉิน ฉินเหยาเล่า”
เสียงนี้ไม่ดัง แต่กลับทรงพลังอย่างยิ่ง
ชาวบ้านที่กำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ว่าจะเลือกใครดีต่างก็เงียบกริบลงพร้อมกัน หันไปมองยังต้นเสียงด้วยความประหลาดใจ
อินเยว่เกาะอยู่บนกำแพง ข้างกายนางคือนางเหอที่พานางขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าทุกคนในศาลบรรพชนมองมา นางเหอก็ใจเต้นรัว รู้สึกเสียใจจริงๆ ที่เมื่อครู่ไม่ได้ปิดปากอินเยว่ไว้
นางเหอได้แต่คิดในใจ ‘เยว่เหนียงเอ๋ย เจ้าช่วยมีสติหน่อยเถอะ!’
นางรีบลงจากกำแพงแล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
อันที่จริงอินเยว่ก็มีนิสัยดื้อรั้นอยู่บ้าง นางจึงลงจากกำแพงแล้วเดินเข้ามาทางประตูใหญ่ของศาลบรรพชน
ชาวบ้านต่างมองนางอย่างตกตะลึงและหลีกทางให้นางโดยไม่รู้ตัว
อินเยว่เดินผ่านไปได้อย่างราบรื่นจนมาถึงเบื้องหน้าของผู้สมัครหลายคนก็ชี้ไปที่พวกเขาแล้วถามขึ้นอีกครั้ง
“ในเมื่อคนเหล่านี้สามารถได้รับเลือกแล้วเหตุใดผู้จัดการใหญ่ฉินซึ่งเก่งกว่าพวกเขาทุกด้านถึงไม่ได้รับเลือกเลือกเล่า”
เมื่อเผชิญกับคำถามที่เฉียบคมเช่นนี้ ภายในศาลบรรพชนก็เงียบกริบไปชั่วเวลาครึ่งถ้วยชา
จากนั้นจึงมีคนเอ่ยขึ้น “สตรีจะเป็นผู้ใหญ่บ้านได้อย่างไร!”
สายตาอันแหลมคมของอินเยว่กวาดมองไป คนที่พูดคือหลิวหยาง บุตรชายของหัวหน้าตระกูล
เขามองนางราวกับมองกบฏที่ก่อกรรมทำชั่วอย่างร้ายแรงที่สุดก็ไม่ปาน
อินเยว่ไม่คาดคิดเลยว่าคนผู้นี้ดูแล้วอ่อนวัยกว่าหลิวต้าฝู แต่สมองกลับดื้อรั้นยิ่งกว่าหลิวต้าฝู
อย่างน้อยตอนที่นางเพิ่งถามคำถามนั้นออกไป หลิวต้าฝูยังไม่กล้าที่จะโต้แย้งเลย
เมื่อหลิวหยางเผชิญกับสายตาพินิจพิเคราะห์ของอินเยว่ ในใจก็ประหม่าอย่างยิ่ง เพราะเมื่อพูดออกไปแล้วเขาถึงตระหนักได้ว่าเหตุผลที่ตนเอ่ยนั้นช่างดูอ่อนด้อยเพียงใดเมื่อนำไปใช้กับฉินเหยา เขากลัวว่าอินเยว่จะโต้กลับมา
ทว่านางกลับไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงกับเขา ไม่โต้แย้งเรื่องความแตกต่างระหว่างบุรุษและสตรี เพียงหันไปเผชิญหน้ากับชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวแล้วถามเสียงดังว่า “ทุกท่านคิดว่าคนแบบไหนถึงจะสามารถเป็นผู้ใหญ่บ้านได้”
เอ้อร์หลางหันกลับไปมองท่านอาอาวั่ง อาวั่งพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงว่าหากอยากจะพูดก็พูดได้เลย เอ้อร์หลางจึงรีบวิ่งไปอยู่หน้าชาวบ้านแล้วพูดว่า
“ใครที่มีความสามารถนำพาพวกเราชาวหมู่บ้านตระกูลหลิวให้มีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ คนนั้นก็สามารถเป็นผู้ใหญ่บ้านได้!”
พูดจบก็รีบวิ่งกลับไป เลิกคิ้วอย่างลำพองใจใส่พี่ใหญ่และน้องๆ ฝาแฝด
เมื่อได้รับการเตือนสติจากเอ้อร์หลางและอินเยว่ ชาวบ้านที่ลังเลอยู่เมื่อครู่ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดพวกเขาถึงได้คอยจับผิดผู้สมัครในรายชื่อเหล่านั้น
เพราะในใจของพวกเขามีคำตอบอยู่แล้ว!
คนผู้นั้นไม่ใช่ทั้งหลิวต้าฝู หลิวฉี หรือหลิวหยาง ไม่ใช่ทั้งหลิวจี้หรือหลิวไป่ แต่เป็นฉินเหยา
“ผู้ใหญ่บ้าน เพิ่มชื่อของผู้จัดการใหญ่ฉินเข้าไปเถิดขอรับ!”
คนที่พูดประโยคนี้ขึ้นมากลับเป็นหลิวฉี
ยังไม่ทันที่ผู้ใหญ่บ้านจะได้ตกใจก็มีชาวบ้านพูดขึ้นอีกว่า “โปรดเพิ่มชื่อของฉินเหนียงจื่อเข้าไปด้วย!”
“เพิ่มชื่อฉินเหยาเข้าไปด้วย!”
อวิ๋นเหนียงและนางชิวที่อยู่นอกกลุ่มคนตะโกนสนับสนุนอย่างกึกก้องมาจากที่ไกลๆ
เพราะกลัวว่าจะถูกคนพบเห็น พอตะโกนเสร็จก็รีบหลบกลับไปใต้ต้นไม้ จากนั้นทั้งสองก็มองหน้ากันแล้วปิดปากหัวเราะ ดวงตาของพวกนางสว่างไสวดุจเปลวเพลิง
อินเยว่ได้ยินเสียงร้องเรียกชื่อฉินเหยาดังก้องอยู่ข้างหู มุมปากก็โค้งขึ้น ทำทีเป็นผู้ปิดทองหลังพระ หันหลังเตรียมจะจากไป
แต่คาดไม่ถึงว่า เมื่อเดินมาถึงประตูใหญ่ของศาลบรรพชนก็มีฝ่ามือหนึ่งกดลงบนไหล่ของนาง รั้งนางไว้
อินเยว่ตกใจเล็กน้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของฉินเหยา
รอยยิ้มที่ยกขึ้นใต้ผ้าคลุมหน้าพลันหุบลงทันที
“ผู้มีพระคุณ! ข้า…ข้า…”
นิ้วหนึ่งถูกยกขึ้นแตะริมฝีปากของนางผ่านผ้าคลุมหน้าเบาๆ คำอธิบายของอินเยว่ถูกกลืนกลับลงไปในทันใด
ไม่มีคำตำหนิที่คาดไว้
ฉินเหยาตบไหล่อินเยว่เบาๆ แล้วเดินผ่านหน้านางไปอย่างสง่างามมาหยุดอยู่กลางศาลบรรพชนแล้วส่งยิ้มกว้างให้ชาวบ้านที่กำลังมองนางด้วยความประหลาดใจ รอยยิ้มนั้นงดงามราวบุปผาแย้มบาน
นางกล่าวว่า “ในเมื่อน้ำใจของทุกท่านยากจะปฏิเสธได้ เช่นนั้นข้าก็ขออาจหาญเขียนชื่อของตนเองลงไป”
พูดจบ นางก็หันมองไปรอบๆ ไม่พบกระบอกไม้ไผ่สำหรับหย่อนบัตรที่เหลืออยู่จึงหยิบเอาถังเปล่าที่ใช้ในพิธีเซ่นไหว้ข้างแท่นบูชาในศาลบรรพชนมาวางไว้เบื้องหน้าแล้วไปยืนอยู่รวมกับผู้สมัครอีกห้าคน
นางยกมือขึ้นสูง เชิญให้ทุกคนลงคะแนน!