ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 460 ท่านแม่ของข้าคือผู้ใหญ่บ้าน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 460 ท่านแม่ของข้าคือผู้ใหญ่บ้าน
ตอนที่ 460 ท่านแม่ของข้าคือผู้ใหญ่บ้าน
กระบอกไม้ไผ่สูงห้ากระบอกและถังไม้อีกหนึ่งใบ ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลเป็นผู้ตรวจนับด้วยตนเอง
ยังไม่ทันได้เริ่มนับ ไม้ลงคะแนนที่เทออกมาจากถังไม้ก็กองรวมกันเป็นภูเขาลูกย่อมๆ
แบบนี้ยังต้องนับอีกหรือ
ไม่จำเป็นเลย!
ผลลัพธ์ชัดเจนในพริบตา เรียกได้ว่าแทบจะถล่มทลาย
แม้แต่ไม้ลงคะแนนที่เดิมทีจะลงให้หลิวไป่ คนจากเรือนเก่าทุกคนต่างก็โยนเข้าไปในถังไม้โดยไม่ลังเล
เมื่อรวมกับไม้ลงคะแนนที่เหล่าสตรีในหมู่บ้านโยนเข้ามาก็กินไปกว่าครึ่งแล้ว
หลิวไป่ถอนตัวกลางคัน หลิวฉีก็ตามกันไปติดๆ ทั้งสองคนสละสิทธิ์ในการแข่งขันโดยสมัครใจ
ผู้สมัครเดิมห้าคน สองคนสละสิทธิ์เอง ที่เหลืออีกสามคน หลิวจี้ไม่ได้อยู่ตรงนี้จึงเหลือเพียงหลิวต้าฝูที่รู้สึกราวกับมีหนามทิ่มแทงกลางหลังและหลิวหยางที่เงียบขรึมไม่พูดจา
สิ่งที่ทำให้หลิวต้าฝูไม่อยากจะเชื่อก็คือ ไม้ลงคะแนนที่ภรรยาของเขาหย่อนลงในกระบอกไม้ไผ่ไปแล้ว ไม่รู้ว่าถูกย้ายไปตอนไหน
หลิวกงผู้เห็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของมารดาบังเกิดเกล้าขยี้ตาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนเองเห็น
“ท่านแม่ แขนของท่านไฉนจึงงอออกด้านนอกเช่นนี้เล่า!” หลิวกงบ่นอย่างไม่เข้าใจ
คาดไม่ถึงว่ามารดาบังเกิดเกล้าของเขาจะกอดอกกล่าวด้วยท่าทีตื่นเต้นเล็กน้อย “แขนของแม่ไม่ได้งอออกด้านนอก แม่แค่อยากจะเห็นว่าสตรีจะเป็นผู้ใหญ่บ้านได้อย่างไร!”
หลิวกง “…”
เหตุผลนี้ช่างสมเหตุสมผลยิ่งนักแล้วเขาจะมีเหตุผลอะไรไปโต้แย้งนางได้อีกเล่า!
หลิวต้าฝูและหลิวหยางที่เห็นผลลัพธ์แล้วต่างมองคนในตระกูลเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
นับตั้งแต่ฉินเหยาก้าวเข้ามาในศาลบรรพชน สายตาของคนในตระกูลก็จับจ้องที่นางไม่วางตา
ความคาดหวังและความไว้วางใจที่เต็มเปี่ยมในแววตานั้น ช่างน่าอิจฉาเสียจริง นึกเกลียดตัวเองว่าเหตุใดจึงไม่มีบารมีมากถึงเพียงนี้
หลิวต้าฝูอย่างไรเสียก็อาวุโสกว่า มีประสบการณ์มากกว่า แม้ในใจจะรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็พอจะยอมรับผลลัพธ์ในปัจจุบันได้
เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่ฉินเหยาก้าวเข้ามา เขาก็รู้แล้วว่าไม้ลงคะแนนของตนไม่มีทางเยอะกว่านางได้
แต่สภาพจิตใจของหลิวหยางผู้เป็นคนหนุ่มกลับพังทลายลงเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงคำตอบของตนเองตอนที่ถูกอินเยว่ซักถามเมื่อครู่ ตอนนี้เขาก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า
เพียงแต่เขาเป็นคนที่ไม่แสดงอารมณ์อยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าคะแนนเสียงของฉินเหยาเป็นชัยชนะที่ถล่มทลายก็ทำหน้าขมขื่น วิ่งออกจากศาลบรรพชนไป
แต่โชคร้ายเหลือเกิน ที่หน้าประตูได้เผชิญหน้าเข้ากับอินเยว่พอดี
“เป็นสตรีแล้วจะทำไม ขอเพียงมีความสามารถก็เป็นผู้ใหญ่บ้านได้เช่นกันไม่ใช่หรือ”
ผ้าคลุมหน้าไม่อาจปิดบังรอยยิ้มอันสดใสของนางได้ ดวงตาทั้งสองข้างโค้งลงราวกับพระจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ราวกับเพิ่งได้รับชัยชนะในสงครามครั้งใหญ่
ใบหน้าของหลิวหยางแดงก่ำขึ้นมาทันที เขาพุ่งผ่านหน้านางไปราวกับวัวกระทิงที่เกรี้ยวกราด
ในใจได้แต่พร่ำเตือนตนเองว่า ต่อไปนี้จะไม่พูดจาอะไรพล่อยๆ อีกเด็ดขาด!
อินเยว่เพียงรู้สึกว่ามีสายลมร้อนพัดผ่านข้างกายไป พอเงยหน้าขึ้นอีกที วัวกระทิงพูดไม่เป็นตัวนั้นก็วิ่งตึงตังจากไปไกลแล้ว
นางอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ดีใจที่ผู้มีพระคุณได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่และสะใจที่สตรีก็สามารถเป็นผู้ใหญ่บ้านได้
ภายในศาลบรรพชน ผู้ใหญ่บ้านยิ้มอย่างโล่งอก
ผู้เฒ่าไม่รู้สึกเสียดายอีกต่อไปแล้ว เมื่อเห็นท่วงท่าอันองอาจของฉินเหยาที่ก้าวเข้ามาและสายตาเคารพเทิดทูนที่ชาวบ้านมอบให้นางโดยไม่รู้ตัว เขาก็ไม่ยึดติดอีกต่อไปว่านางเป็นสตรีหรือบุรุษ
การยึดติดกับกฎเกณฑ์เก่าๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
การกล้าที่จะแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ผิดเสมอไป
ผู้ใหญ่บ้านกวักมือเรียกฉินเหยาให้มายืนอยู่เบื้องหน้าและประกาศอย่างเป็นทางการว่านางคือผู้ใหญ่บ้านคนต่อไป
พวกต้าหลางสี่พี่น้องเงยหน้ามองสตรีผู้มีรอยยิ้มสดใสในศาลบรรพชนแล้วพากันปรบมืออย่างบ้าคลั่งราวกับจะให้มือพังกันไปข้าง
“ท่านอาอาวั่ง ปรบมือสิขอรับ! ท่านแม่ของข้าได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วนะ!”
เมื่อไม่ได้ยินเสียงปรบมือจากด้านหลัง ซื่อเหนียงจึงรีบเตือน
อาวั่งพยักหน้า ยกฝ่ามือขึ้นแล้วปรบมือตามจังหวะของสี่พี่น้องเพื่อแสดงความยินดีกับฉินเหยา
เพียงแต่ในดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจ กฎเกณฑ์ที่ฝังแน่นในใจมานับพันปีพลันแตกสลายดัง “เพล้ง” ในตอนที่ฉินเหยาได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านทั้งที่เป็นสตรี
พิธีส่งมอบตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านจากคนเก่าเป็นคนใหม่เสร็จสิ้นลง ณ ที่แห่งนั้น ฉินเหยาได้รับตราทองแดงเล็กๆ ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของผู้ใหญ่บ้านพร้อมกับหีบเงินหนึ่งใบและพวงกุญแจอีกหนึ่งพวง
ในขณะที่รับของมานั้น ฉินเหยาก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบในการปกป้องหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมดไว้บนบ่าด้วย
และเสียงคัดค้านก็ดังขึ้นในวินาทีต่อมาที่นางรับมอบความรับผิดชอบมา
“ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่อย่างไรเสียก็เป็นคนนอกตระกูล ไม่ใช่คนในตระกูลหลิวของเรา ให้นางดูแลหีบเงินส่วนกลาง พวกเราไม่วางใจ!”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย กำตราทองแดงที่ยังไม่ทันจะได้อุ่นในฝ่ามือแน่นขึ้นแล้วเงยหน้ามองไปยังชาวบ้านผู้คัดค้าน…หลิวโหย่วไฉ
ฉินเหยาละสายตากลับมาแล้วเผชิญหน้ากับทุกคนพลางกล่าวว่า “การที่ทุกท่านเลือกข้าให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ในวันนี้ แสดงว่าทุกท่านยังคงเชื่อมั่นในตัวข้า เชื่อว่าข้าจะสามารถนำพาทุกท่านไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้”
“วันนี้เป็นวันแรกที่ข้ารับตำแหน่ง ข้าจะไม่พูดจาสวยหรู ข้าจะพูดเพียงประโยคเดียว…”
“วันพรุ่งนี้ข้าจะสร้างสำนักศึกษาในหมู่บ้านตระกูลหลิว ให้ลูกหลานของเราทุกคนได้เข้าสำนักศึกษา มีหนังสืออ่าน!”
พอสิ้นคำพูดนี้ ในศาลบรรพชนก็เกิดความโกลาหลขึ้นทันที
ชาวบ้านที่รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งต่างสอบถามย้ำๆ เพื่อยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
เมื่อเห็นฉินเหยาพูดอย่างหนักแน่นว่า “ใช่”
ทุกคนต่างก็ดีใจจนไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว ทำได้เพียงตะโกนไม่หยุด “ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่! ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่! ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่…”
เพื่อระบายความรู้สึกขอบคุณและความปรีดาในใจ
ท่านยายหวังทั้งดีใจและอยากจะร้องไห้ กล่าวอย่างซาบซึ้งว่า “คนแก่ๆ อย่างพวกเราชั่วชีวิตนี้ก็คงได้เท่านี้แหละ แต่เด็กๆ พวกนั้นยังมีโลกที่กว้างใหญ่กว่ารออยู่ เด็กๆ คือความหวังของเรา ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ ท่านเป็นคนมีความสามารถ พวกเราวางใจที่จะฝากเด็กๆ ไว้กับท่าน!”
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน”
ส่วนเรื่องหีบเงินนั้น เดิมทีก็เป็นผู้ใหญ่บ้านที่เป็นผู้ดูแลมาโดยตลอด บัดนี้ฉินเหยาได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วก็สมควรที่นางจะเป็นผู้ดูแล
ส่วนเรื่องแซ่อื่นนั้น สามีของนางก็แซ่หลิวไม่ใช่หรือ
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น แต่งให้ไก่ก็ตามไก่ แต่งให้สุนัขก็ตามสุนัข นางย่อมเป็นคนในตระกูลหลิวเช่นกัน!
หลิวต้าฝูถอนหายใจ “เฮ้อ” ช่างเป็นคนรุ่นหลังที่น่าหวั่นเกรงจริงๆ!
ทำได้เพียงประสานมือคารวะแล้วกล่าว “ยินดีด้วย!”
ฉินเหยารับคารวะอย่างสง่างามแล้วกล่าวกับผู้อาวุโสในตระกูลที่อยู่ในที่นั้นอย่างนอบน้อม “ในอนาคตยังต้องขอให้ผู้อาวุโสทุกท่านคอยชี้แนะผู้เยาว์ หากผู้เยาว์ทำสิ่งใดไม่ถูกต้อง ผู้อาวุโสทุกท่านสามารถชี้แนะได้เต็มที่”
ส่วนจะแก้ไขหรือไม่ก็ต้องดูตามสถานการณ์ไป
อย่างไรเสียหน้าที่ควรให้ฉินเหยาก็ให้ไปทั้งหมดแล้ว เมื่อมองดูสายตาที่ร้อนแรงและเทิดทูนของคนหนุ่มสาวในหมู่บ้าน ต่อให้ในใจของผู้อาวุโสในตระกูลจะยังคงติดใจเรื่องฐานะสตรีของนางอยู่บ้าง แต่ก็ค่อยๆ ยอมรับความจริงได้แล้ว
ผู้มีความสามารถย่อมอยู่เหนือกว่า ผู้ที่ธรรมดาควรหลีกทางให้ ผู้ไร้ความสามารถย่อมอยู่เบื้องล่าง นี่คือกฎพื้นฐานของการดำรงอยู่ในโลก
ฉินเหยาคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญา พลังกายหรือคุณธรรม กวาดสายตามองไปทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวก็หาคนที่ดีกว่านางไม่ได้อีกแล้ว
ดังนั้นตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านนี้ นางจึงคู่ควรอย่างไม่ต้องสงสัย!
แสงไฟสว่างไสวในศาลบรรพชนดับลงเมื่อยามดึกสงัด
ฉินเหยาถือตราทองแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ใหญ่บ้าน หีบเงินและของอื่นๆ เดินทางกลับบ้านพร้อมกับอาวั่งและเด็กๆ ภายใต้แสงจันทร์
สี่พี่น้องที่ควรจะหาวไม่หยุดและงอแงจะเข้านอน บัดนี้กลับตื่นเต้นจนไม่ง่วงเลยแม้แต่น้อย
สี่พี่น้องเข้ามาล้อมรอบฉินเหยา ล้างหน้าไปพลางใช้สายตามองนางขึ้นๆ ลงๆ ราวกับว่านางเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่ใช่มารดาเลี้ยงคนเดิมอีกต่อไป