ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 461 เลือกสถานที่
ตอนที่ 461 เลือกสถานที่
ประกายแห่งความชื่นชมในดวงตาของสี่พี่น้อง แทบจะหลอมละลายฉินเหยาได้
นางแสร้งทำหน้าเคร่งขรึมพลางเร่ง “รีบล้างหน้าล้างตาแล้วไปนอนเสีย พรุ่งนี้ยังจะไปสำนักศึกษาหรือไม่”
ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางรีบขานรับและเร่งความเร็วในการล้างหน้าล้างตา
ซื่อเหนียงมองฉินเหยาด้วยดวงตาโตพลางยิ้มอย่างปลื้มปีติ ปากก็พึมพำว่า “ท่านแม่ของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือ ท่านแม่ของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน ท่านแม่ของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านนี่นา~”
ฉินเหยาทั้งขำทั้งจนปัญญาพลางหยิกแก้มเล็กๆ ของนาง “ใช่แล้ว แม่ของเจ้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน! ดังนั้นรีบไปนอนเดี๋ยวนี้!”
นางอุ้มลูกสาวที่ท่าทางเหมือนกำลังเคลิ้มฝันขึ้นมา โยนลงไปบนเตียงเล็กๆ ของนาง เป่าตะเกียงแล้วปิดประตู จากนั้นเร่งอีกครั้ง “รีบนอน ห้ามใครพูดอีกนะ”
เมื่อได้ยินว่าในห้องเด็กเงียบลงแล้ว ฉินเหยาจึงเดินเข้าห้องนอนของตนเอง ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงใหญ่อันอ่อนนุ่มอย่างอิสระ
ตราทองแดงเล็กๆ ที่ห้อยอยู่ที่เอวทิ่มนางเล็กน้อย ฉินเหยาจึงถอดมันออกมาวางไว้ที่หัวเตียง ใช้นิ้วลูบของชิ้นเล็กๆ นี้สองสามทีแล้วห่มผ้าห่มบางๆ นอนหลับไปอย่างสงบ
คืนนี้ฉินเหยาหลับสนิทมาก ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีฟ้าก็สว่างแล้ว
แสงไฟที่สว่างไสววูบไหวเมื่อคืนยังคงแวบเข้ามาในมโนภาพ นางรีบลุกขึ้นมองไปที่หัวเตียง ตราประทับทองแดงอันหนึ่งวางอยู่อย่างสงบนิ่ง
ฉินเหยาแย้มยิ้ม นำตรามาผูกไว้ที่เอว สวมเสื้อผ้าล้างหน้าล้างตาแล้วหยิบแผ่นแป้งทอดเนื้อบางที่หลี่ซื่อเตรียมไว้ให้ กินไปพลางดินมุ่งหน้าเข้าหมู่บ้านไปพลาง
เมื่อวานนางบอกว่าวันนี้จะสร้างสำนักศึกษาก็จะไม่เลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้เป็นอันขาด
ชาวบ้านริมทางที่พบ เมื่อเห็นนางก็ไม่ได้เรียกผู้จัดการใหญ่ฉินแล้ว แต่เรียกผู้ใหญ่บ้านกันทุกคน
ฉินเหยายกมือทักทายตอบ มองดูท้องฟ้าสีครามและสายน้ำใสสะอาดแล้วมองดูความเขียวขจีในท้องทุ่งนาก็รู้สึกว่าแผ่นแป้งทอดเนื้อบางในมือนั้นอร่อยเลิศรสอย่างหาที่เปรียบมิได้
เมื่อเดินผ่านบ่อน้ำในหมู่บ้าน เด็กๆ กลุ่มใหญ่ที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่เห็นนางเข้าก็ทั้งอยากจะเข้าใกล้และรู้สึกกลัวเล็กน้อยจึงเดินตามหลังนางอยู่ห่างๆ ในไม่ช้าด้านหลังของฉินเหยาก็มีหางยาวๆ ตามมาเป็นพรวน
เสี่ยวไหลฝูก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย เด็กคนอื่นๆ เตรียมจะผลักให้เขาออกมาถาม
เพราะฉินเหยาเดินไปเดินมาในหมู่บ้าน ไม่ได้ไปที่โรงงานเครื่องเขียนและก็ไม่เหมือนจะไปหาหัวหน้าตระกูลหรือท่านผู้ใหญ่บ้านคนเก่าเพื่อคุยธุระ
เดี๋ยวนางก็มองไปบนยอดเขานี้ทีหนึ่ง เดี๋ยวก็ไปสำรวจดูในบ้านดินร้างอีกที เด็กๆ วิ่งตามก้นนางไปทั่วทุกหนทุกแห่งอยู่หลายรอบ ต่างก็งุนงง ไม่รู้ว่านางกำลังทำอะไรอยู่กันแน่
สองปีมานี้เด็กในหมู่บ้านเพิ่มขึ้นไม่น้อย รุ่นเดียวกับต้าเหมาก็มีสี่ห้าคนแล้ว ปีนี้แต่ละบ้านก็มีข่าวดีมาอีก ในหมู่บ้านมีเสียงทารกแรกเกิดร้องไห้เพิ่มขึ้นมาอีกสามคน
คนหนุ่มสาวที่แต่งงานก็มีมาก ออกเรือนไปสี่คน ต้อนรับสะใภ้ใหม่เข้าบ้านก็มีสามครอบครัว งานเลี้ยงมงคลมีตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี เห็นได้ชัดว่าชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้นทุกวันๆ
คนจากภายนอกก็มีมาก คนงานของหมู่บ้านตระกูลหลิวในโรงงานเครื่องเขียนมีเพียงสองในห้าส่วน ส่วนที่เหลือล้วนมาจากการขยายการรับสมัครอย่างต่อเนื่องจากหมู่บ้านใกล้เคียงในภายหลัง
ฉินเหยายืนอยู่บนเนินเขาร้างที่เต็มไปด้วยวัชพืช มองดูหมู่บ้านเล็กๆ ที่ค่อยๆ มีชีวิตชีวาขึ้นเรื่อยๆ พลันรู้สึกว่าหากสำนักศึกษาในหมู่บ้านแห่งนี้สร้างขึ้นมาได้ หมู่บ้านตระกูลหลิวจะต้องพลิกโฉมหน้าใหม่อย่างแน่นอน
“ที่นี่แหละ!”
ฉินเหยากระทืบเท้าบนผืนดินใต้ฝ่าเท้า สำนักศึกษาแห่งแรกของหมู่บ้านตระกูลหลิวจะสร้างขึ้นบนเนินเขาร้างแห่งนี้
ตำแหน่งนี้อยู่ทางทิศตะวันออก อยู่ในแนวขนานเดียวกันกับเรือนของนาง เพียงแต่มีทุ่งนากว้างใหญ่คั่นอยู่ตรงกลางเท่านั้น
เรือนของนางอยู่ในหมู่บ้าน ส่วนเนินเขานี้อยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน ใกล้กับบ้านของช่างไม้หลิวมากกว่า
หากจะมาที่เนินเขานี้ต้องเดินข้ามสะพานที่อยู่หน้าบ้านช่างไม้หลิวก่อน แล้วอ้อมไปทางหลังบ้านของเขาจึงจะมาถึง
เมื่อมองจากฝั่งตรงข้ามจะเห็นหมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมด ทิวทัศน์โปร่งโล่งมาก
ที่สำคัญที่สุดคือที่ดินผืนนี้ค่อนข้างราบเรียบ เพียงแค่ปรับปรุงเล็กน้อยก็สามารถปรับเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ได้ นอกจากตัวอาคารหลักของสำนักศึกษาแล้ว พื้นที่ราบที่เหลือยังสามารถจัดเป็นสนามเด็กเล่นให้เด็กๆ ได้อีกด้วย เน้นการพัฒนาครบวงจรทั้งคุณธรรม สติปัญญา ร่างกาย และสุนทรียภาพ
แต่ตอนนี้ทางที่มายังแคบมาก หากต้องการให้เด็กๆ สะดวกสบายก็ต้องขยายถนนให้กว้างขึ้นอีก
“สร้างสำนักศึกษาที่นี่ พวกเจ้าว่าดีหรือไม่” ฉินเหยาหันกลับมาทันทีแล้วยิ้มถามเด็กๆ กลุ่มนั้นที่อยู่ในพงหญ้าด้านหลัง
เด็กๆ ที่คิดว่าตนเองซ่อนตัวได้ดีมากเพิ่งจะรู้ตัวว่าถูกพบแล้วต่างก็กระโดดออกมาจากพงหญ้า ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวสำรวจเนินดินแห่งนี้
หลิวต้าหนิวยังทำทีเป็นพยักหน้าแล้วพูดว่า “ก็ดีขอรับ ก็ดี”
เด็กคนอื่นๆ ก็หัวเราะออกมาแล้วส่งสายตาให้เสี่ยวไหลฝู ให้เขาไปคุยกับฉินเหยา
เสี่ยวไหลฝูก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กๆ ในหมู่บ้านถึงได้กลัวฉินเหยานัก เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ยอมเข้าไปด้วยกันกับตนก็ได้แต่เดินมาอยู่เบื้องหน้าฉินเหยาตามลำพัง
“ฮูหยิน เมื่อครู่ท่านเดินไปเดินมาในหมู่บ้านก็เพื่อเลือกสถานที่สร้างสำนักศึกษาให้พวกเราหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า “ใช่แล้ว”
“เช่นนั้นต่อไปในหมู่บ้านของเราก็จะมีสำนักศึกษาแล้วใช่หรือไม่” เด็กคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังรวบรวมความกล้าถามขึ้น
ฉินเหยารู้สึกว่าพวกเขาช่างน่าขัน ทั้งกลัวนางแต่ก็อดที่จะอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ นางจึงทำหน้าขรึมต่อไปแล้วตอบว่าอืม
“เมื่อกำหนดสถานที่ได้แล้วก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากคนทั้งหมู่บ้านก่อน จากนั้นไปแจ้งหลี่เจิ้งแล้วค่อยเข้าเมืองไปยื่นเรื่องขอเงินอุดหนุนจากราชสำนัก พอกลับมาถึงจะเริ่มลงมือก่อสร้างได้”
มีเด็กถามขึ้นอีก “ต้องยุ่งยากขนาดนั้นเลยหรือขอรับ ท่านผู้ใหญ่บ้าน เช่นนั้นปีนี้พวกเรายังจะได้เข้าสำนักศึกษาหรือไม่”
ฉินเหยาคำนวณในใจแล้วพูดอย่างไม่แน่ใจนัก “ถ้าเร็วหน่อย เดือนเก้าก็น่าจะยังทัน”
เสี่ยวไหลฝูรีบถามต่อ “แล้วถ้าช้าเล่าขอรับ”
“ก็คงต้องเป็นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเลยล่ะ” ฉินเหยาตอบ
เด็กๆ ทุกคนพอได้ยินก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ยังต้องรออีกนานเลยสินะ
แต่พอถอนหายใจเสร็จก็พูดขึ้นอย่างกระตือรือร้นว่า “เช่นนั้นถึงเวลาพวกเราจะมาช่วยกันขุดดินสร้างสำนักศึกษา!”
ฉินเหยาหัวเราะอย่างสดใส “ได้สิ ทุกคนต่างก็ทำประโยชน์ให้บ้านเกิดของตนเอง ถึงเวลานั้นใครที่ขยันขันแข็ง จะได้รับเหรียญรางวัลด้วย”
“เหรียญรางวัลคืออะไรหรือขอรับ” ดวงตาของเสี่ยวไหลฝูเป็นประกายขึ้นมาทันที
ฉินเหยากล่าวว่า “ข้าจะให้ช่างเหล็กหมู่บ้านเซี่ยเหอทำเหรียญกลมๆ ขึ้นมาเป็นพิเศษ บนนั้นจะสลักชื่อและตำแหน่งชาวบ้านดีเด่นเอาไว้ มีเพียงผู้ช่วยตัวน้อยที่ขยันขันแข็งและดีเด่นที่สุดเท่านั้นที่จะได้รับ”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายเช่นนี้ เด็กๆ ต่างก็ร้องว้าวออกมา แทบจะทนรอไม่ไหว
เด็กที่ใจร้อนบางคนถึงกับรีบวิ่งลงจากเขาไปบอกพ่อแม่ของตนทันที
ไม่นานนัก เมื่อฉินเหยากลับมาถึงในหมู่บ้าน คนทั้งหมู่บ้านก็รู้เรื่องที่นางเลือกสถานที่สร้างสำนักศึกษาแล้ว
พอถึงตอนเย็น เมื่อฉินเหยาเรียกผู้อาวุโสในตระกูลมาประชุมที่ศาลบรรพชน นางยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หัวหน้าตระกูลก็พูดขึ้นก่อนว่า
“เหยาเหนียง ที่ดินผืนที่เจ้าพูดถึงน่ะดีทีเดียว ทำตามที่เจ้าคิดเถอะ!”
พูดพลางนึกก็ถึงหลานชายที่บ้านที่กำลังลับจอบรอแล้วก็กล่าวอย่างขบขันว่า
“เด็กๆ ในหมู่บ้านใจร้อนกันจะแย่แล้ว พรุ่งนี้เจ้าก็ไปที่ว่าการอำเภอเพื่อขอรับเงินอุดหนุนจากราชสำนักมาให้หมู่บ้านเราเลย พวกเราจะเลือกคนงานในหมู่บ้านไว้ให้ พอเจ้ากลับมาพวกเราก็จะเริ่มงานกันทันที!”
ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็เห็นพ้องต้องกัน “ใช่ๆๆ เจ้ารีบเข้าเมืองไปเถอะ”
อันที่จริงฉินเหยาก็อยากจะเหาะเข้าเมืองไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่ยังมีปัญหาเรื่องเงินทุนที่ยังไม่ได้หารือกัน
ก่อนหน้านี้นางเคยถามซ่งจางแล้ว เงินอุดหนุนจากราชสำนักและเงินอุดหนุนจากทางอำเภอรวมกันมีทั้งสิ้นหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง แต่ไม่ใช่ว่าพอยื่นเรื่องแล้วจะได้รับทั้งหมดในทันที