ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 462 หนังสือคำร้อง
ตอนที่ 462 หนังสือคำร้อง
ต้องมีสำนักศึกษาก่อน ทางอำเภอถึงจะส่งคนลงมาตรวจสอบแล้วถึงจะมอบเงินค่าจ้างอาจารย์ให้ยี่สิบตำลึง
และหลังจากที่สำนักศึกษารับนักเรียนแล้วจึงจะสามารถได้รับเงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนอีกแปดสิบตำลึงในภายหลัง
ส่วนเงินอุดหนุนอีกยี่สิบตำลึงที่ทางที่ว่าการอำเภอมอบให้ จะต้องมีนักเรียนในสำนักศึกษาครบยี่สิบคนจึงจะได้รับ
สรุปก็คือ เงินอุดหนุนทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงนั้น หากนับตั้งแต่วันที่สำนักศึกษาสร้างเสร็จ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีจึงจะได้รับครบทั้งหมด
และเงินหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงนี้ก็เป็นเงินอุดหนุนเพียงครั้งเดียว ค่าใช้จ่ายของสำนักศึกษาหลังจากนี้ รวมถึงสำนักศึกษาจะดำเนินต่อไปได้ยาวนานหรือไม่ นานเท่าใด ยังคงต้องอาศัยความพยายามของเหล่าชาวบ้านเอง
แต่สำหรับเงินหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงในปัจจุบันนี้ หากใช้จ้างอาจารย์หนึ่งคน รวมค่าอาหารและที่พักของเขาแล้วก็สามารถประคับประคองไปได้ห้าหกปีอย่างไม่มีปัญหา
สำหรับชาวบ้าน มีสำนักศึกษาตั้งอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ค่าเดินทางที่ประหยัดไปได้สามารถนำไปใช้กับพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกได้ สองปีที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียนนี้ก็ยังพอจะส่งลูกหลานมาเรียนได้อยู่
ส่วนหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียนสองปีไปแล้ว ค่อยว่ากันอีกที ฉินเหยาเชื่อมั่นว่าชีวิตจะไม่ลำบากเช่นนี้ตลอดไป
ไร่แตงโมในหมู่บ้านที่ไม่ได้ถูกฝนห่าใหญ่กวาดล้างไป จะต้องมีบทบาทที่มันควรจะมีอย่างแน่นอน
ฉินเหยาเล่าเรื่องเงินอุดหนุนให้เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลฟัง เมื่อทุกคนฟังจบ รอยยิ้มตื่นเต้นเมื่อครู่ก็จางหายไป ต่างพากันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
หัวหน้าตระกูลถาม “เช่นนั้นพวกเราก็ต้องออกเงินสร้างสำนักศึกษาเองหรือ บรรพบุรุษของพวกเราผ่านมาหลายชั่วอายุคนก็ยังไม่เคยสร้างสำนักศึกษาแล้วสำนักศึกษานี่ควรจะสร้างอย่างไร ต้องใช้เงินเท่าใดกัน”
ผู้อาวุโสคนอื่นๆ กล่าวว่า “อย่างไรเสียก็ต้องมีสักสองห้อง ทั้งยังเป็นสถานที่ที่ให้เด็กๆ อ่านหนังสือเล่าเรียน จะมืดทึบเกินไปไม่ได้ กำแพงดินคงจะไม่ไหวแน่ หน้าต่างเล็กก็ไม่มีแสงสว่าง ยังต้องเปลืองเทียนไขอีก”
หากไม่ใช้กำแพงดินก็คงต้องสร้างด้วยไม้หรืออิฐ ซึ่งแพงจนหัวหน้าตระกูลรู้สึกปวดใจ
ฉินเหยาเตือนว่า “ในหมู่บ้านยังมีเงินอยู่อีกสี่สิบตำลึง”
ปวดใจยิ่งนัก!
ฉินเหยาดีใจที่ตอนนี้ตนเองเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด นางมองข้ามใบหน้าที่เจ็บปวดของเหล่าผู้อาวุโสไปแล้วตัดสินใจว่า
“สร้างด้วยอิฐนี่แหละ แข็งแรงทนทาน กันลมกันฝน จะได้ไม่ต้องซ่อมแซมทุกปี ทำให้เสร็จสมบูรณ์ในคราวเดียวไปเลย!”
“ให้แต่ละบ้านในหมู่บ้านส่งคนมาช่วยหนึ่งคน ค่าแรงงานเราจะประหยัดไปได้ไม่น้อย ส่วนอิฐกระเบื้อง คานไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง ถ้าสร้างสักสามห้อง สองห้องไว้ให้นักเรียนใช้ อีกห้องให้อาจารย์พักอาศัย คิดคร่าวๆ แล้วเงินสิบตำลึงเงินก็น่าจะเพียงพอ”
พอเห็นพวกผู้อาวุโสในตระกูลได้ยินว่าต้องใช้เงินสิบตำลึงแล้วพากันสูดลมหายใจเฮือก ฉินเหยาลุกขึ้นใช้ไม้ตายกล่าวอย่างชอบธรรมว่า
“คนโบราณกล่าวไว้ ลำบากได้แต่อย่าให้ลูกลำบาก ยากจนได้แต่อย่าให้การศึกษาต้องขัดสน!”
หัวหน้าตระกูลกะพริบตาปริบๆ เอ่ยถามขึ้นว่า “เหยาเหนียง คนโบราณที่ว่านี้คือผู้ใดหรือ”
ฉินเหยาเบิกตากว้างแล้วพูดจาเหลวไหลไปว่า “นักปราชญ์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ขงจื่อ!”
กลุ่มผู้อาวุโสในตระกูลที่ไม่รู้หนังสือสักตัวพลันรู้สึกเลื่อมใสในทันที
มีเพียงหัวหน้าตระกูลที่ในวัยเด็กเคยเรียนหนังสือมาสองปีขมวดคิ้วเล็กน้อย อนิจจาที่คนชราอายุมากปูนนี้แล้ว ยังต้องพยายามนึกย้อนไปว่าในตำราเรียนวัยเด็ก ปราชญ์ขงจื่อเคยกล่าวประโยคนี้ไว้จริงหรือไม่
เห็นทุกคนไม่ได้คัดค้านอีก ฉินเหยาจึงถือว่าพวกเขาเห็นด้วยแล้วจึงหาวหวอดหนึ่ง โบกมือแล้วเลิกประชุม
หลังจากนั้น หัวหน้าตระกูลก็มาที่บ้านอดีตผู้ใหญ่บ้าน เล่าเรื่องที่วันนี้ฉินเหยาตัดสินใจใช้เงินสิบตำลึงสร้างสำนักศึกษาเองให้เขาฟัง
พอเห็นอดีตผู้ใหญ่บ้านเผยสีหน้าเจ็บปวดใจตามคาด หัวหน้าตระกูลก็ตบบ่าเขาทันทีแล้วอบรมว่า
“ท่านปราชญ์กล่าวไว้ ลำบากได้แต่อย่าให้ลูกลำบาก ยากจนได้แต่อย่าให้การศึกษาต้องขัดสน เรื่องการไปสำนักศึกษาอ่านหนังสือของเด็กๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด สหาย เจ้าต้องมองให้กว้างขึ้น พวกเราต้องมองการณ์ไกล”
อดีตผู้ใหญ่บ้านเครากระดิก เบิกตากว้าง เขาเข้าใจแล้ว นี่คือเรียนรู้ประโยคใหม่ๆ มาก็เลยมาหาเขาเพื่ออวดภูมินี่เอง
แค่นเสียงกล่าวว่า “ในท้องของเจ้ามีน้ำหมึกอยู่เท่าไรข้ามีหรือจะไม่รู้ ยังจะมากล่าวว่าท่านปราชญ์กล่าวไว้อีก คำพูดที่ท่านปราชญ์เคยกล่าวไว้ เจ้าจำได้สักกี่ประโยคกัน”
แต่พอนึกถึงการตัดสินใจของฉินเหยา อดีตผู้ใหญ่บ้านก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก “ต้องเป็นคนหนุ่มสาวจริงๆ ถึงจะมีความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ หากเป็นพวกเราคนแก่ไม่กี่คนนี้ เพียงเพราะเสียดายเงินเล็กน้อยนั่นก็คงจะทำให้เรื่องสำคัญทั้งชีวิตของเด็กๆ ต้องล่าช้าไปแล้ว”
หัวหน้าตระกูลแม้จะรู้สึกเจ็บปวดใจ แต่ร่างกายกลับพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์
ฉินเหยาใช้เวลาเขียนหนังสือคำร้องขอเงินอุดหนุนสำนักศึกษาโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียนตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าวันถัดมาจึงอาศัยรถม้าที่เด็กๆ นั่งไปสำนักศึกษา เดินทางมายังเมืองจินสือเพื่อพบหลี่เจิ้ง
ทั้งเรื่องเงินอุดหนุน ทั้งเรื่องการสับเปลี่ยนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านจากเก่าเป็นคนใหม่ของหมู่บ้านตระกูลหลิว
พอเห็นฉินเหยาถือตราทองแดงของผู้ใหญ่บ้านมาด้วย รอยยิ้มอันอบอุ่นบนใบหน้าของหลี่เจิ้งก็พลันแข็งค้าง เขามองสำรวจฉินเหยาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความตกตะลึง
เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหัวเราะออกมาด้วยความประหลาดใจพลางเชิญนางเข้าไปนั่งในบ้าน
เดินไปพลางก็หันกลับไปมองตราทองแดงที่เอวของฉินเหยา “ครานั้นที่ข้าไปเรียนรู้การดำนาที่หมู่บ้านของพวกเจ้า เขาก็บอกว่าอยากจะวางมือแล้ว ข้ายังนึกว่าเขาพูดเล่นเสียอีก ไม่นึกเลยว่าจะเร็วถึงเพียงนี้”
อีกทั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ยังเป็นคนที่เขาคาดไม่ถึงด้วย
ฉินเหยาแย้มยิ้มพลางเอ่ยว่า “ท่านหลี่เจิ้ง ผู้เยาว์ยังด้อยประสบการณ์นัก วันข้างหน้าคงต้องขอให้ผู้อาวุโสเช่นท่านช่วยชี้แนะให้มากแล้ว”
หลี่เจิ้งพยักหน้า สายตามองไหเหล้าหนึ่งไห ห่อชาหนึ่งห่อและขนมอีกสองห่อที่ฉินเหยายื่นให้ มุมปากยกขึ้นอีกเล็กน้อย “นั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว”
“เพียงแต่นับตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนจนถึงบัดนี้ ข้ายังไม่เคยเห็นสตรีเป็นผู้ใหญ่บ้านมาก่อน เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจยิ่งนัก” หลี่เจิ้งกล่าวกึ่งจริงจังกึ่งล้อเลียน
ฉินเหยาแย้มยิ้มอีกครั้ง นางไม่ได้อธิบาย แต่เข้าเรื่องโดยตรง หยิบหนังสือคำร้องที่ตนเขียนขึ้นเองออกมาแล้วถามหลี่เจิ้งว่าใช้ได้หรือไม่ สามารถส่งไปยังจวนที่ว่าการอำเภอได้หรือเปล่า
หลี่เจิ้งผายมือให้ฉินเหยานั่งลง ส่วนตนเองก็ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาข้างประตู อาศัยแสงตะวันอ่านหนังสือคำร้องฉบับนี้จนจบ
เมื่อก่อนผู้ใหญ่บ้านคนเก่าไหนเลยจะเขียนหนังสือคำร้องอะไรเป็น มีเรื่องอะไรก็อาศัยเพียงปากมาบอกกล่าวแก่เขา เรื่องใดที่ต้องรายงานเบื้องบนล้วนเป็นหลี่เจิ้งที่เขียนด้วยตนเองทั้งสิ้น
พอฉินเหยายื่นหนังสือคำร้องฉบับนี้มา หลี่เจิ้งก็เหลือบมองนางอีกครา
พลันรู้สึกว่าการที่สตรีขึ้นเป็นผู้ใหญ่บ้าน ดูเหมือนจะมิใช่เรื่องใหญ่อะไรจริงๆ ขอเพียงมีความสามารถ จะเป็นบุรุษหรือสตรีแล้วจะต่างกันอย่างไรเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ของหมู่บ้านตระกูลหลิวในตอนนี้ ยังดีกว่าพวกผู้ใหญ่บ้านที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในหมู่บ้านอื่นเป็นไหนๆ
พอมาดูหนังสือคำร้องฉบับนี้ก็ไม่ได้มีประโยคที่ใช้ถ้อยคำสละสลวยมากมาย ล้วนเป็นภาษาพูดที่เรียบง่ายและชัดเจน แม้ลายมือจะไม่นับว่างดงาม ทว่าก็เป็นระเบียบเรียบร้อย อ่านแล้วเข้าใจได้ในทันที
เรื่องแรกนางชี้แจงถึงเหตุผลที่เขียนหนังสือคำร้องฉบับนี้ จากนั้นก็กล่าวถึงเรื่องที่หมู่บ้านตระกูลหลิวจะสร้างสำนักศึกษา
สถานที่ตั้งของสำนักศึกษา ขนาดพื้นที่โดยประมาณ ค่าใช้จ่าย ตลอดจนในอนาคตจะเปิดใช้งานอย่างไรเป็นต้นล้วนเขียนไว้อย่างชัดเจนทั้งหมด
ในตอนท้าย ยังกล่าวย้ำถึงความสำคัญของสำนักศึกษาแห่งนี้ที่มีต่อชาวบ้านตระกูลหลิวทั้งหมู่บ้านซึ่งเกี่ยวข้องกับอนาคตอันแข็งแกร่งของแคว้นเซิ่ง เป็นการยกระดับใจความสำคัญของหนังสือคำร้องทั้งฉบับขึ้นไปอีกขั้น
เมื่อหลี่เจิ้งอ่านจบก็ทั้งประหลาดใจระคนยินดี
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ไม่นึกว่าฉินเหยาจะสามารถเขียนหนังสือคำร้องได้ดีถึงเพียงนี้
ส่วนที่น่ายินดีก็คือ รูปแบบของหนังสือคำร้องฉบับนี้ วันข้างหน้าตนก็สามารถลอกไปใช้ได้และไม่ต้องกลัดกลุ้มกับการเขียนหนังสือคำร้องอีกต่อไปแล้ว!
ฉินเหยาลอบสังเกตสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ ของหลี่เจิ้ง ปฏิกิริยาทั้งหมดของเขาล้วนอยู่ในสายตาของนาง มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามหยั่งเชิงไปว่า
“หลี่เจิ้ง ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
หลี่เจิ้งตอบกลับเพียงคำเดียวว่า “ดี!”