ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 465 ดูแนวทาง
ตอนที่ 465 ดูแนวทาง
“ผู้ใหญ่บ้าน!”
ลุงเก้าตะโกนเรียกจากกลางลานโล่งที่เพิ่งถางหญ้าออกไป
ฉินเหยาได้สติกลับคืนมาพลางหัวเราะเยาะตนเองอยู่ในใจ นางนำแบบร่างฉบับง่ายที่ร่างขึ้นเองไปให้ลุงเก้าดู ทั้งสองคนก็ช่วยกันกำหนดทิศทางการก่อสร้างสำนักศึกษาแห่งใหม่คร่าวๆ
แต่พอเป็นรายละเอียดยิบย่อย เช่น การจัดวางผังของสำนักศึกษา ลุงเก้าเองก็จนปัญญาเช่นกัน
“ให้ข้าไปดูแนวทางที่สำนักศึกษาตระกูลติงสักหน่อยดีหรือไม่” ฉินเหยาลองเอ่ยถามเชิงหยั่งท่าที
ลุงเก้ารอคอยคำนี้จากนางอยู่แล้ว เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “ทางนี้ข้าดูแลเอง เจ้าวางใจไปลอกแบบแปลนของสำนักศึกษาตระกูลติงกลับมาได้เลย”
“ลอกอะไรกัน นั่นไม่เรียกว่าลอกเสียหน่อย เรียกว่าดูแนวทางต่างหาก!” ฉินเหยาแก้คำพูดของเขาอย่างจริงจัง
ลุงเก้าไม่รู้ว่าสองคำนี้มันต่างกันอย่างไร จะเรียกอย่างไรก็ช่างเถิด ขอเพียงได้แบบมาก็พอ
เรื่องการจัดซื้อวัสดุก่อสร้าง ฉินเหยามอบหมายให้หลิวจ้งไปจัดการพร้อมกันนั้นก็ให้ซื้อวัสดุสำหรับสร้างบ้านใหม่ของนางมาด้วยในคราวเดียว ซื้อของเยอะจะได้ประหยัดเงินไปได้บ้าง
ตอนนี้ลุงเก้ากำลังนำชาวบ้านที่ว่างงานมาช่วยกันวางรากฐานที่นี่ เด็กๆ ในหมู่บ้านที่พอจะถือจอบไหวก็กระตือรือร้นมาช่วยงานเช่นกัน เพียงเพื่อหวังจะได้เหรียญรางวัลที่ฉินเหยาเคยสัญญาไว้
ชาวบ้านไม่เคยเห็นลูกหลานของตนเชื่อฟังและรู้ความเช่นนี้มาก่อน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพอสร้างสำนักศึกษาแล้วช่างแตกต่างไปจริงๆ แม้แต่เด็กๆ ในหมู่บ้านก็ยังเชื่อฟังมากขึ้น
ตอนนี้ที่นี่ไม่มีงานหนักอะไรให้ฉินเหยาต้องทำแล้ว นางมองดูตะวันที่เพิ่งจะเลยเที่ยงวันไป หากออกเดินทางไปจวนตระกูลติงตอนนี้ ในตอนเย็นก็ยังทันรับเด็กๆ กลับมาพอดี
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ฉินเหยากำชับลุงเก้าและคนอื่นๆ ให้บุกเบิกพื้นที่ตามแบบแปลนที่นางวางไว้ก่อนแล้วจึงปลีกตัวออกมา
เมื่อเช้านี้พอหลิวเหล่าฮั่นเห็นว่าที่สำนักศึกษาเริ่มมีการขุดดินแล้ว ประกอบกับงานในไร่นาก็เสร็จไปเกือบหมด เขาจึงเรียกเหล่าลูกพี่ลูกน้องมาดูที่ที่บ้านของฉินเหยา
งานนี้มีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจอยู่บ้าง เหล่าผู้เฒ่าไปยืมจานเทียบทิศมาจากหัวหน้าตระกูลแล้วเดินไปมาบนที่ว่างหลังบ้าน ครู่หนึ่งก็กำหนดตำแหน่งทีหนึ่ง วุ่นวายกันอยู่ครึ่งค่อนเช้า ในที่สุดก็กำหนดทิศทางของตัวห้องได้
พอดีกับที่ฉินเหยากลับมา หลิวเหล่าฮั่นจึงให้พรรคพวกกลับไปพักผ่อนก่อน ส่วนตนเองอยู่รอเพื่อพาฉินเหยาไปดู
“ถึงตอนนั้นก็ทุบกำแพงด้านหลังห้องหนังสือของเจ้าสามออก ขยับออกไปอีกหน่อยแล้วล้อมรั้วสวนผักหลังบ้าน สนามฝึกยุทธ์และห้องที่สร้างใหม่เข้าไว้ด้วยกัน เจ้าว่าดีหรือไม่”
หลิวเหล่าฮั่นอธิบายพลางใช้จานเทียบทิศชี้ประกอบ “เจ้าดูเข็มชี้บนจานนี่สิ มันชี้ไปทางยอดเขาตลอดเลย ข้ากับพวกอาๆ ของเจ้าดูแล้ว กำแพงนี่ต้องขยับออกไปให้ได้ หากในบ้านเดียวกันยังมีกำแพงกั้นอยู่ก็จะยืมพลังจากภูเขาด้านหลังไม่ได้ โชคลาภก็จะไม่มารวมกัน”
ฉินเหยาฟังแล้วเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่นางมีตาจึงมองเห็นภาพตามได้
หากปรับปรุงตามที่หลิวเหล่าฮั่นและพวกอาๆ บอกก็จะสามารถเชื่อมต่อลานส่วนหน้าและสวนหลังบ้านเข้าด้วยกันได้ทั้งหมด ทั้งสนามฝึกยุทธ์และสวนผักก็จะถูกล้อมรวมอยู่ในกำแพงบ้านทำให้พื้นที่ใช้สอยของผู้อยู่อาศัยกว้างขวางขึ้น
ส่วนห้องที่สร้างใหม่นั้น จะเชื่อมต่อกับฝั่งตะวันออกของบ้านทั้งหลัง ทำให้เมื่อมองจากมุมสูง โครงสร้างของบ้านจะเปลี่ยนจากรูปทรง ‘ดวงอาทิตย์’ (日) ในปัจจุบัน เป็นรูปทรง ‘ดวงตา’ (目)
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสนามฝึกยุทธ์ก็จะกว้างขวางขึ้นเช่นกัน หากในอนาคตมีการต่อเติมบ้านเพิ่ม โครงสร้างโดยรวมก็จะมีความสมมาตรกัน
หลิวเหล่าฮั่นยิ้มพลางถาม “เป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินเหยายกนิ้วโป้งให้ “ดีมากเลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อ พวกท่านเก่งมากจริงๆ!”
หลิวเหล่าฮั่นหัวเราะเสียงดัง เขารู้อยู่แล้วว่านางต้องพอใจแน่นอน
เมื่อหัวเราะเสร็จ หลิวเหล่าฮั่นก็มาพักที่ห้องโถงพร้อมฉินเหยา เมื่อเห็นพื้นดินโคลนที่ถูกบดอัดจนแน่นก็เสนอแนะขึ้นว่า “เหยาเหนียง หากเจ้าไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง ครั้งนี้จะปรับปรุงพื้นตรงนี้ไปด้วยเลยดีหรือไม่”
และหากจะทำก็ควรทำทั้งหมด จะได้ไม่ดูว่าพื้นตรงนั้นเก่าแต่ตรงนี้ใหม่ พอฝนตกหนักโคลนก็เข้ามาในบ้านอีก
ฉินเหยารีบร้อนจะออกไปข้างนอก อาวั่งตอนนี้ถูกนางส่งออกไปทำธุระ หลี่ซื่อก็ดูแลปศุสัตว์ไม่เป็น นางจึงต้องจูงม้ามาเทียมรถเอง
นางยืนอยู่ที่ประตูแล้วตะโกนบอกหลิวเหล่าฮั่นที่อยู่ในบ้านไปว่า “ท่านพ่อ ท่านจัดการให้ดีที่สุดได้เลยเจ้าค่ะ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา!”
หลิวเหล่าฮั่นโบกมือ “ไม่มีอะไรต้องซื้อ เจ้าไปทำธุระของเจ้าก่อนเถิด ในเมื่อเจ้าบอกว่าเงินทองมีพอ ข้าคงต้องคิดให้ดีๆ เสียแล้ว…”
พูดไปพูดมาเสียงก็เงียบไป ฉินเหยาหันไปมองในลานบ้าน อ้อ เขากลับไปนั่งยองๆ อยู่ในลานอีกแล้ว
คนขยันนี่แค่นั่งเฉยๆ ยังทำไม่ได้
นางกำชับหลี่ซื่อให้ดูแลหลิวเหล่าฮั่นให้ดีแล้วกระโดดขึ้นรถม้า สะบัดบังเหียนแล้วออกเดินทาง!
เมื่อมาถึงริมแม่น้ำ อาวั่งที่ฉินเหยาสั่งให้ไปส่งยาให้อินเยว่ก็กลับมาพอดี
“ฮูหยิน ท่านจะไปที่ใดหรือ” อาวั่งเอ่ยถามอย่างสงสัย
ฉินเหยาโบกมือเป็นสัญญาณให้เขาหลีกทาง อย่าขวางทาง “บ่ายนี้เจ้าไม่ต้องไปรับเด็กๆ แล้ว ข้าจะไปจวนตระกูลติงแล้วจะรับพวกเขากลับมาด้วยเลย”
อาวั่งพยักหน้ารับคำพลางมองรถม้าที่วิ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็วแล้วตะโกนเสียงดังว่า
“อินเยว่ฝากข้ามาบอกท่านว่า นางเรียนรู้ตัวอักษรได้สองร้อยยี่สิบตัวแล้ว”
ฉินเหยาที่กำลังถือบังเหียนเตรียมจะเร่งความเร็วเต็มที่ถึงกับใจหายวาบ ทำเอาเหล่าหวงที่กำลังจะยกกีบเท้าขึ้นถึงกับชะงักงัน จะยกต่อก็ไม่ได้ จะไม่ยกก็ไม่ได้ มันจึงพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมาอย่างหงุดหงิดสองสามครั้ง
ฉินเหยาร้องตะโกน “ย่าห์!”
เหล่าหวงก็ส่งเสียงร้องอย่างคึกคักแล้วควบตะบึงไปข้างหน้าทันที
ฉินเหยาโคลงเคลงไปตามแรงเหวี่ยงของรถม้า ในใจเต้นรัวไม่หยุด เรียนรู้ได้รวดเร็วเพียงนี้ อินเยว่เจ้าไม่ต้องการชีวิตแล้วหรือ!
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การเรียนรู้ตัวอักษรให้ครบหนึ่งพันตัวก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้เวลานานเลย
ฉินเหยารู้สึกกดดันอย่างยิ่ง เวลาสำหรับให้นางขบคิดเหลือน้อยเต็มที
ดังนั้นนางจึงครุ่นคิดถึง ‘ด่านต่อไป’ ตลอดทางพลางควบรถม้าอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงจวนตระกูลติง
“หยุด!”
ฉินเหยาร้องห้ามม้าที่ยังคงคึกคักอย่างเต็มที่ มันหมุนตัวอย่างสวยงามหนึ่งรอบก่อนจะหยุดนิ่งลงที่หน้าประตูใหญ่ของสำนักศึกษาตระกูลติง
ฝุ่นดินตลบอบอวลไปทั่วจนพื้นที่บริเวณนั้นกลายเป็นสีขมุกขมัว
ฉินเหยาสูดฝุ่นเข้าไปโดยไม่ทันตั้งตัวจนสำลักน้ำหูน้ำตาไหล ไม่น่าทำอะไรวู่วามเลย!
หลังจากพักสักครู่จนหายดีแล้ว ฉินเหยาก็กระโดดลงจากรถม้า ตบหัวเหล่าหวงเบาๆ “เจ้าอยู่ตรงนี้อย่างสงบเสงี่ยมนะ ข้าจะไปเดินดูแถวๆ นี้หน่อย”
ฉินเหยาผูกม้าไว้กับต้นไม้ใหญ่ริมทางแล้วเดินเอามือไพล่หลังสำรวจรอบๆ สำนักศึกษาตระกูลติงอย่างช้าๆ
ภายในสำนักศึกษามีเสียงอ่านหนังสือดังแว่วมาเป็นระลอกพร้อมกับเสียงดุด่าอย่างโกรธเกรี้ยวของท่านอาจารย์ท่านหนึ่งที่ไม่รู้ว่าถูกนักเรียนคนไหนยั่วโมโหเข้า
ฉินเหยาเขย่งปลายเท้าแอบมองผ่านหน้าต่างทรงดอกเหมยที่อยู่สูงบนกำแพง นางเห็นทั้งนักเรียนโง่เขลาที่กำลังสะอึกสะอื้นเพราะถูกดุด่าและจดจำผังภายในสำนักศึกษาไว้ในใจ
นางหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กและแท่งถ่านที่พกติดตัวออกมา ระดมเซลล์ศิลปินทั้งหมดในร่างกายแล้วบรรจงร่างภาพลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว
สำนักศึกษาตระกูลติงเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ที่มีเรือนสองหลัง ภายในมีห้องเรียนน้อยใหญ่รวมกันแปดห้อง มีทั้งห้องเรียนที่ก่อด้วยอิฐมุงด้วยกระเบื้องที่แสนกว้างขวางและห้องโถงเปิดโล่งทั้งสี่ด้านซึ่งสว่างไสวและเย็นสบาย
ไม่ว่าจะเป็นในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว เหล่านักเรียนต่างก็มีสถานที่ที่เหมาะสมให้ไปอยู่เสมอ
ฉินเหยามองอย่างชื่นชม ไม่นานก็วาดแบบร่างโครงสร้างคร่าวๆ เสร็จสิ้น
ตอนนี้ภารกิจของนางเสร็จสิ้นแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของลุงเก้าแล้ว
ขณะที่ฉินเหยากำลังจะผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกก็พลันมีเสียงแหลมตวาดถามดังขึ้นจากด้านหลัง
“ใครมาทำลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าสำนักศึกษา!”