ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 467 ถึงเหยาเหนียงภรรยาสุดที่รัก เปิดผนึกโดยเร็ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 467 ถึงเหยาเหนียงภรรยาสุดที่รัก เปิดผนึกโดยเร็ว
ตอนที่ 467 ถึงเหยาเหนียงภรรยาสุดที่รัก เปิดผนึกโดยเร็ว
เพื่อแลกกับการได้กินขนมจึงต้องเสียเวลาไปเกือบสองเค่อ เมื่อฉินเหยาพาเด็กๆ กลับมาถึงหมู่บ้าน ตะวันก็ใกล้จะตกดินแล้ว
รถม้าจอดลงที่หน้าเรือนเก่าครู่หนึ่งเพื่อส่งเจ้าตัวแสบสองคนลงแล้วจึงบรรทุกเด็กที่เหลืออีกสี่คนที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกลับบ้านต่อไป
อาวั่งออกมารอต้อนรับ ฉินเหยาลงจากรถม้าแล้วไล่เด็กๆ เข้าไปในลานบ้านพลางกำชับ “ทำการบ้านให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกินข้าวพร้อมกันตอนข้ากลับมา!”
หลี่ซื่อขานรับเสียงใสพลางยิ้มอย่างเบิกบาน
น่าสงสารสี่พี่น้องที่พากันหน้าเสียในทันที
ฝาแฝดลากหีบหนังสือเข้าห้องโถงไปอย่างหมดแรง เปิดหีบหนังสือแล้วนำตำราออกมา ลังเลอยู่นานว่าจะเขียนหรือไม่เขียนดี
เสี่ยวไหลฝูวิ่งมาจากสวนหลังบ้าน ในมือเต็มไปด้วยรำข้าวที่ผสมกับเศษผักเน่าๆ “ซานหลาง ซื่อเหนียง ไปให้อาหารไก่กันเถอะ!”
สองพี่น้องที่เมื่อครู่ยังทำหน้าเหมือนสิ้นหวังในชีวิตพลันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
แต่เพราะกลัวท่านแม่จะดุจึงแอบโผล่หัวออกไปมองที่ประตูใหญ่ เมื่อเห็นว่าท่านแม่ไม่ได้เข้ามา แต่กำลังถือของบางอย่างตรงไปยังหมู่บ้าน สองพี่น้องก็สบตากัน ดวงตาคู่โตกลอกไปมาแล้วก็ดึงตัวเสี่ยวไหลฝูวิ่งปรู๊ดออกไปอย่างตื่นเต้นดั่งโจรน้อย
ไม่แม้แต่จะรังเกียจที่มือของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยรำข้าวเหนียวๆ และเศษผักเน่าๆ
เอ้อร์หลางร้อง “อี๋~” ออกมาทีหนึ่ง เขาตักน้ำล้างมือจนสะอาดแล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องหนังสือของท่านพ่อ ยึดโต๊ะทั้งตัวไว้คนเดียวแล้วเริ่มทำการบ้านอย่างตั้งใจ
ต้าหลางที่เดิมทีคิดจะกินขนมที่ซื้อมาจากในเมืองอีกสักสองสามคำแล้วค่อยพักสักครู่ เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง จำต้องลุกขึ้นกลับห้องไปอ่านหนังสืออย่างจำนน
ฉินเหยามอบหมายให้อาวั่งไปปลดเทียมรถม้า ส่วนนางตรงไปยังบ้านของลุงเก้าทันที เพื่อนำสิ่งที่ได้มาจากสำนักศึกษาตระกูลติงไปให้เขา
ลุงเก้าชวนนางกินข้าวเย็นด้วยกัน แต่ฉินเหยาปฏิเสธ นางแทบจะวิ่งพรวดออกจากประตูบ้านของลุงเก้าเพื่อหนีจากความกระตือรือร้นนั้น
“น้องสะใภ้สาม!”
มีเสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง ฉินเหยาหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างประหลาดใจ “พี่ใหญ่! ขบวนรถม้ากลับมาวันนี้รึ”
หลิวไป่พยักหน้า เขาเดินเร็วๆ มาหยุดอยู่หน้าฉินเหยาแล้วยิ้ม “เจ้าเพิ่งออกจากหมู่บ้านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงพอดี”
พูดจบ เขาก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยื่นส่งให้นางพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัยและล้อเลียนเงียบๆ
ฉินเหยาไม่ทันสังเกต นึกว่าเป็นจดหมายจากห้างการค้าฟู่หลงจึงเอื้อมมือไปรับพลางถามอย่างสงสัย “จดหมายจากเจี่ยงเหวินรึ”
ซองจดหมายถูกพลิกกลับมา บนซองเขียนอักษรไว้ตัวโตว่า ‘ถึงเหยาเหนียงภรรยาสุดที่รัก เปิดผนึกโดยเร็ว’
มุมปากของฉินเหยากระตุก “นี่มันอะไรกัน!”
หลิวไป่หัวเราะเสียงดังลั่น “เจ้าสามนี่ปกติดูจะเป็นคนเหลาะแหละ ไม่นึกเลยว่าจะหวานเลี่ยนขนาดนี้”
“น้องสะใภ้เจ้ารับกลับไปค่อยๆ อ่านเถิด ข้ากลับก่อนล่ะ เรื่องที่ห้างการค้าข้าแจ้งพี่ใหญ่ซ่งไปแล้ว เดี๋ยวเขาจะบอกเจ้าอีกที”
หลิวไป่พูดจบก็หันหลังกลับเรือนเก่าไป
จากบ้านไปเกือบครึ่งเดือน เขาก็อยากจะเจอหน้าคนในครอบครัวเร็วๆ เช่นกัน
ฉินเหยาถือจดหมายกลับบ้าน รู้สึกเหมือนจดหมายในมือนี่ร้อนผ่าว แทบจะอดใจไม่ให้โยนมันทิ้งลงแม่น้ำไม่ไหว
เมื่อกลับถึงบ้าน กินข้าวเย็นกับเด็กๆ เสร็จแล้วและกลับมาอยู่คนเดียวในห้อง นางจึงค่อยเปิดจดหมายฉบับนี้ออก
ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ลูกๆ รู้ว่าบิดาแท้ๆ ของพวกเขาส่งจดหมายมา แต่ดูจากตัวอักษรหลายตัวบนซอง ‘ถึงเหยาเหนียงภรรยาสุดที่รัก เปิดผนึกโดยเร็ว’ แล้ว สัญชาตญาณบอกนางว่าเนื้อหาข้างในน่าจะไม่เหมาะกับเด็ก
เมื่อเปิดจดหมายออก ข้างในมีกระดาษซ้อนทับกันอยู่หลายแผ่น หนามิใช่น้อย
แผ่นแรก ทั้งหน้ากระดาษเต็มไปด้วย ‘เมียจ๋า สบายดีไหม’ ‘เมียจ๋า อยู่รึเปล่า’ ‘เมียจ๋า กินข้าวอร่อยไหม’ ‘เมียจ๋า นอนหลับสบายดีไหม’
ฉินเหยาเพียงกวาดตามองแวบเดียวก็คว่ำกระดาษแผ่นนั้นลง ไม่อยากให้จิตใจของตนเองต้องแปดเปื้อน
“เขาบ้าไปแล้วหรือไง…”
ไม่รู้ว่าเขาอยู่ในสภาวะจิตใจแบบไหน ถึงได้เขียนคำทักทายเต็มหน้ากระดาษขนาดนี้ออกมา
โชคยังดีที่เนื้อหาในจดหมายแผ่นที่สองกลับมาเป็นปกติในที่สุด ยกเว้นประโยคขึ้นต้นที่ว่า ‘เมียจ๋า ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน’
หลิวจี้เขียนในจดหมายว่า เขาได้เข้าไปอาศัยอยู่ในตระกูลเฮ่อเป็นที่เรียบร้อยแล้วและหลังจากผ่านความวุ่นวายมาพักหนึ่ง เขากับฉีเซียนกวนก็ทำเค้กออกมาได้สำเร็จ
แต่ผลที่ตามมาค่อนข้างจะเลวร้าย ฉีเซียนกวนมือชาจนยกพู่กันไม่ขึ้น ทำเอาท่านป้าฉีตกใจยกใหญ่ ถึงกับไปเชิญหมอชื่อดังทั่วทั้งเมืองกลับมาดูอาการ ผลปรากฏว่า เป็นเพียงเพราะตอนตีไข่ใช้แรงไม่ถูกวิธี กล้ามเนื้อจึงบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
พักฟื้นไม่กี่วันก็หายดี ไม่ได้พิการและไม่ส่งผลกระทบต่อการสอบ
แน่นอนว่า หลิวจี้ผู้ชาญฉลาดอย่างเขาได้มอบหมายงานตีไข่ให้สือโถวและอากู่ทำตั้งแต่แรกจึงรอดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ไปได้อย่างงดงาม
เขายังบอกให้ฉินเหยาไม่ต้องเป็นห่วง ทั้งเขาและฉีเซียนกวนจะไม่พลาดการสอบแน่นอน
ท้ายสุด เขาวาดรูปรอยยิ้มขนาดใหญ่และวาดรูปลูกศรชี้ให้ดูหน้าถัดไป
ฉินเหยาล่ะยอมใจเขาจริงๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงตัวอักษร แต่นางกลับมองเห็นใบหน้ายียวนกวนประสาทของหลิวจี้ลอยออกมาจากตัวอักษรเหล่านั้น
ฉินเหยาพลิกไปยังหน้าถัดไปตามคำใบ้ของหลิวจี้ ปรากฏว่าเป็นภาพวาด
ลายเส้นที่หวัดและไม่ใส่ใจเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นฝีมือของหลิวจี้แน่นอน
ในภาพวาดวาดอาคารที่เหมือนหอคอยสูง บนนั้นมีป้ายเขียนไว้ว่า ‘หอเอกสาร’
ใต้หอ มีคนตัวเล็กๆ สามคน
ด้านซ้ายคือเด็กหนุ่มที่ทำหน้าบึ้งและกอดอกอยู่
ตรงกลางคือชายชราผมขาวที่นั่งอยู่บนรถเข็น
ส่วนด้านขวาคือชายหนุ่มรูปงามที่กำลังโบกมืออย่างสุดความสามารถ
เหตุใดถึงดูออกว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามน่ะหรือ
ก็เพราะบนใบหน้าของคนผู้นั้น มีตัวอักษรสองตัวเขียนไว้โต้งๆ ว่า ‘รูปงาม’ น่ะสิ!
ท้ายภาพยังเขียนไว้ว่า ‘บันทึกการเที่ยวหอเอกสารหนึ่งวัน’
เมื่อเห็นถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็ถึงกับกุมขมับ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงเปิดดูหน้าถัดไป
ยังคงเป็นภาพวาด เป็นภาพชายหนุ่มรูปงามกับฮูหยินผู้เฒ่าที่ยิ้มแย้มกำลังกินเค้กด้วยกัน ข้างๆ ยังมีชายร่างอ้วนพุงพลุ้ยสวมชุดบัณฑิตยืนอย่างนอบน้อมอยู่ ศีรษะสวมหมวกทรงสี่เหลี่ยม
ท้ายภาพเขียนไว้ว่า ‘บันทึกการกินเค้กครั้งแรกกับเจ้าของหอและมารดาของเจ้าของหอ’
หลังจากภาพนี้ ยังมีอีกสองภาพ แม้ลายเส้นจะหวัด แต่รูปแบบการวาดนั้นแปลกใหม่ ทำให้ฉินเหยารู้สึกเหมือนกำลังอ่านการ์ตูนอยู่
ในภาพล้วนเป็นเรื่องราวน่าสนใจที่เจ้าหลิวสามคิดว่าควรค่าแก่การบันทึกไว้ เมื่อภาพวาดถูกคลี่ออก ชีวิตของเขาในเมืองหลวงของมณฑลก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าฉินเหยาอย่างมีชีวิตชีวา
ทั้งๆ ที่นางไม่เคยเห็น แต่กลับรู้สึกเหมือนได้มีส่วนร่วมในทุกๆ วันที่วุ่นวายของเขา
เมื่อดูภาพวาดหลายแผ่นจบ ฉินเหยากลับรู้สึกว่ายังไม่เต็มอิ่ม
กระดาษจดหมายแผ่นสุดท้าย
‘เมียจ๋า อีกสามวันก็จะเข้าสนามสอบแล้ว ในยามนี้ ข้าเงยหน้ามองจันทร์ ในสมองไม่ได้คิดถึงข้อสอบ ไม่ได้คิดถึงคำสอนของอาจารย์ แต่กลับคิดถึงสีหน้าดุร้ายของเจ้าตอนที่ลงมือซ้อมข้า…’
‘ข้ารู้ว่าพูดแบบนี้เจ้าต้องโกรธแน่ แต่เมียจ๋าเจ้าอย่าเพิ่งโกรธนะ การสอบฝู่ซื่อครั้งนี้ ข้ามั่นใจเจ็ดส่วน รอข้าสอบติดก่อน เมียจ๋าเจ้าค่อยโกรธก็ยังไม่สาย ที่ข้าเขียนจดหมายฉบับนี้ก็เพียงหวังว่าเมียจ๋าเจ้าจะวางใจได้’
‘ข้าอยู่ที่เมืองหลวงของมณฑลสบายดี เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง แค่เงินไม่ค่อยพอใช้เท่านั้นเอง เมียจ๋าผู้สวยสดงดงามและอ่อนโยนของข้า ได้โปรดให้พี่ใหญ่ส่งเงินมาให้ข้าบ้างเถิด!’
ท้ายสุด เขาวาดรูปคนตัวเล็กๆ คุกเข่าขอความเมตตา
ฉินเหยาตบปึกจดหมายลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ นี่สินะคือเป้าหมายที่แท้จริงของเจ้า หลิวจี้!
เดิมทีจะโกรธอยู่แล้ว แต่ที่น่าแปลกคือ เมื่อเห็นรูปคนตัวเล็กๆ ที่คุกเข่าขอความเมตตานั้น ใบหน้าที่เย็นชาก็พลันคลายลง
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ที่สับสนวุ่นวายแล้วกลับมาอ่านจดหมายอีกครั้ง
จดหมายถูกส่งมาก่อนเข้าสนามสอบสามวัน ตอนนี้มาถึงมือนางแล้ว คำนวณดู วันนี้ก็คือวันเข้าสนามสอบพอดี
ไม่รู้ว่าความมั่นใจเจ็ดส่วนที่หลิวจี้ว่านั้น จะสอบออกมาได้ผลเช่นไร