ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 475 เขาก้าวหน้าขึ้นแล้ว
ตอนที่ 475 เขาก้าวหน้าขึ้นแล้ว
ค่ำคืนนี้ในหอเติงอวิ๋นเต็มไปด้วยความโกลาหล
บทเพลงของนักแสดงเล่นผิดเพี้ยนไปหมด เสียงร้องของนักร้องสาวก็เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนที่บาดหู
เหล่าลูกจ้างพยายามควบคุมสถานการณ์ ผู้คุ้มกันกรูกันเข้ามาควบคุมตัวคุณชายฟ่านแล้วกดลงกับพื้น
เถ้าแก่ส่งคนไปแจ้งทางการ ทั้งยังวุ่นวายกับการไปเชิญท่านหมอ หอเติงอวิ๋นที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบรรยากาศอันดีงาม บัดนี้ได้กลายเป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมอันน่าสยดสยองไปแล้ว
เจ้าหน้าที่ทางการมาถึงอย่างรวดเร็ว สองสหายฟ่านและหนิงรวมถึงพรรคพวกคนอื่นๆ ล้วนถูก ‘เชิญ’ ตัวไป
มีเพียงหลิวจี้ที่ไม่รู้ว่าไปยืนปะปนอยู่ในฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อใด เขามองกลุ่มคุณชายสูงศักดิ์ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทางการควบคุมตัวไปด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและร้อนใจ
ก็ใครใช้ให้เขาแต่งตัวซอมซ่อเล่า เจ้าหน้าที่ทางการจึงไม่ได้มองว่าเขาเป็นพวกเดียวกับคนเหล่านั้น
จนกระทั่งเถ้าแก่โรงเตี๊ยมกล่าวขอขมาและจ่ายค่าชดเชยพร้อมทั้งส่งแขกทุกคนกลับไปหมดแล้ว หลิวจี้จึงเดินจากไปอย่างเชื่องช้าเพียงลำพังภายใต้แสงจันทร์สีเงินนวลของค่ำคืนนี้
เขาไม่ได้กลับไปยังตระกูลเฮ่อในทันที
แม้จะรู้ว่าการกลับไปยังตระกูลเฮ่อในตอนนี้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่ก็ต้องเสี่ยงกับการที่เจ้าหน้าที่ทางการอาจย้อนกลับมาจับตัวเขาไป เขาจึงซื้อเกี๊ยวมื้อดึกมาหนึ่งชามและถังหูลู่รสเปรี้ยวอมหวานอีกสองไม้แล้วเดินอย่างอารมณ์ดีมายังโรงเตี๊ยมที่ฉินเหยาพักอยู่
ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นสองครั้ง “เมียจ๋าเมียจ๋า เปิดประตูให้ข้าที”
ประตูถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว ฉินเหยากอดอกพิงวงกบประตูอย่างเกียจคร้าน มองดูชุดบัณฑิตยากจนสีขาวนวลของเขาด้วยรอยยิ้มที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
ไม่ถูกเจ้าหน้าที่ทางการจับตัวไปด้วย ดูท่าความสามารถจะพัฒนาขึ้นไม่น้อย
ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจของหลิวจี้พลันกระตุกวูบ รู้สึกเหมือนตนเองถูกเปลื้องผ้าจนเปลือยเปล่า ให้ฝ่ายตรงข้ามมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งอย่างไรอย่างนั้น
มุมปากที่อุตส่าห์หุบไว้ตลอดทาง ในที่สุดก็อดไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ฉีกยิ้มกว้างออกมา “เมียจ๋า ข้าดีใจเหลือเกิน! ในที่สุดเจ้าสุนัขบ้าสองตัวนั่นก็ได้รับกรรมตามสนองแล้ว!”
ฉินเหยาผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนจะกลับมายังโรงเตี๊ยมไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ นางเดินไปที่โต๊ะอย่างใจเย็น หยิบอาหารที่เขาซื้อขึ้นมาแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ความลับอะไรกันที่ทำให้คุณชายฟ่านคลุ้มคลั่งได้ถึงเพียงนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มสดใสบนมุมปากของหลิวจี้ก็พลันแข็งค้าง เขามองฉินเหยาอย่างเคลือบแคลงใจ “เมียจ๋า เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคุณชายฟ่านคลุ้มคลั่ง”
ข่าวในเมืองหลวงของมณฑลแพร่กระจายเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ฉินเหยากัดถังหูลู่ไปหนึ่งคำแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “บังเอิญข้าก็อยู่ที่หอเติงอวิ๋นเช่นกัน ตำแหน่งของกาสุรานั่นวางได้เหมาะเจาะยิ่งนัก พอคุณชายหนิงคิดจะใช้ขว้างคนก็คว้าได้ทันที”
หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ อย่างน่าอึดอัดใจ เขาไม่มีทางยอมรับเด็ดขาดว่าเป็นคนจงใจย้ายตำแหน่งกาสุรานั่นเอง!
เขาทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามฉินเหยาแล้วแสร้งชวนคุยเรื่องอื่น “เมียจ๋า ถังหูลู่อร่อยหรือไม่”
ฉินเหยาเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง “เจ้ายังไม่ตอบคำถามของข้า”
หลิวจี้ร้อง “โอ๊ย” ออกมาอย่างตัดพ้อ “เจ้าอย่าถามเลยน่า ข้าบริสุทธิ์ผุดผ่องนะ สายตาที่เจ้ามองมาทำเอาข้านึกว่าตัวเองไปทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามอะไรมาเสียอีก”
ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชา ทันใดนั้นก็โยนถังหูลู่ในมือทิ้ง ตวาดเสียงเข้ม “คำกำชับของข้าก่อนที่เจ้าจะออกไปเมื่อเช้านี้ เจ้าไม่ได้ฟังเข้าไปเลยสินะ!”
นี่ถึงกับเลือดตกยางออกแล้ว เกรงว่าจะต้องมีคนตาย
หากทางการสืบสวนเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ช้าก็เร็วผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังจะต้องถูกลากตัวออกมา
ที่แท้หลิวจี้ก็นึกว่านางโกรธที่เขาใช้เงินสิบตำลึงซื้อสุราเสียอีก ที่ไหนได้เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เอง
เขากล่าวอย่างมั่นใจ “เมียจ๋า เจ้าอย่าโกรธไปเลยน่า เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่าในชีวิตนี้คนที่ข้าหลิวจี้เชื่อฟังที่สุดก็คือเจ้า? ข้าจัดการเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”
พูดพลางก็เลื่อนชามเกี๊ยวร้อนๆ ไปตรงหน้านาง “เจ้าลองชิมดูสิ เกี๊ยวร้านนี้อร่อยมาก ปกติเวลานี้ก็ขายหมดแล้ว โชคดีที่วันนี้ทุกคนพากันไปดูเรื่องสนุกที่หอเติงอวิ๋น ถึงได้มีเหลือ”
ฉินเหยาไม่ขยับ หลิวจี้รีบตักเกี๊ยวป้อนถึงปากนาง เอาอกเอาใจอย่างยิ่ง “ลองชิมดูสิ อร่อยจริงๆ นะ”
ฉินเหยาไม่ยอมอ้าปาก หลิวจี้ลองง้ออีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผลก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง อ้าปากกว้างแล้วกินเข้าไปเองคำโต
เขาก้มหน้าลงเหลือบมองกำปั้นของฉินเหยาที่กำแน่นจนส่งเสียงดังกร๊อบแกร๊บอย่างรวดเร็ว หลิวจี้เปลี่ยนจากท่าทีไม่เอาไหนเป็นจริงเป็นจัง เขารีบวางชามเกี๊ยมหอมฉุยลง นั่งตัวตรงแล้วสารภาพความผิดแต่โดยดี
เขาเล่ารายละเอียดทั้งหมดออกมาอย่างหมดเปลือกว่าตนเองวางแผนและลงมืออย่างไร
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อครึ่งเดือนกว่าก่อน
ตอนนั้นเขาอาศัยสูตรเค้กจนได้เข้าไปในหอเอกสารเรียบร้อย แต่วันแรกที่ไปถึงก็ถูกสองสหายหนิงและฟ่านหาเรื่องด้วยวาจา
เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังถูกหว่านลงในตอนนั้นเอง
หลิวจี้ไม่เคยบอกว่าตนเองเป็นสุภาพบุรุษ ดังนั้นเมื่อคนเลวคิดจะแก้แค้นก็เอาคืนได้ทั้งเช้าจรดค่ำ!
วันนั้นเองเขาก็เริ่มรวบรวมข้อมูลของสองสหายหนิงและฟ่าน อาศัยคนของศิษย์พี่ตัวน้อยฉีเซียนกวนจนสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่คนทั้งสองชอบและเกลียดได้สำเร็จ
ตระกูลหนิงมีฐานะดีกว่าตระกูลฟ่านเล็กน้อย เขาย่อมเป็นคนหยิ่งยโสโอหัง ชอบทำตัวโดดเด่นเป็นที่สุดและก็เกลียดที่สุดเวลาที่มีคนมาแย่งหน้าแย่งตา แม้แต่พี่น้องแท้ๆ ก็ไม่มีข้อยกเว้น
ส่วนคนแซ่ฟ่านนั้นดูภายนอกเป็นคนดี แต่ความจริงใจแคบยิ่งกว่าปลายเข็ม เรื่องล้อเล่นสบายๆ ระหว่างเพื่อนฝูงเขาก็ยังถือมาเป็นจริงเป็นจัง ทั้งยังเป็นประเภทที่เมื่อตนเป็นฝ่ายถูกก็จะไม่ยอมปล่อยคนอื่นไปง่ายๆ การกระทำก็สุดโต่ง
หลังจากได้ข้อมูลสำคัญมาแล้ว หลิวจี้ก็ใช้คารมคมคายของตนประจบสอพลอคนทั้งสอง อีกด้านหนึ่งก็ทนรับความอัปยศเพื่อภารกิจอันหนักอึ้ง สืบหาจุดอ่อนของอีกฝ่ายจากปากของแต่ละคนและคอยยุยงให้แตกแยกกันอยู่ทุกวัน
ในที่สุด สวรรค์ก็ไม่ทอดทิ้งผู้มีความพยายาม เขาได้ล่วงรู้ความลับที่ใหญ่ที่สุดของคุณชายฟ่านจากปากของคุณชายหนิงในยามเมามาย
ที่แท้เขาเป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยานอกบ้าน มารดาเป็นนางคณิกาที่ต่ำต้อยที่สุด เป็นเพราะบิดากับนายหญิงใหญ่ของบ้านไม่มีทายาทจึงได้รับกลับมาเลี้ยงดูในจวน
เรื่องนี้คนแซ่ฟ่านเคยบอกกับคนแซ่หนิงเพียงคนเดียว
แต่บังเอิญว่าหลิวจี้ก็ได้ล่วงรู้เข้าด้วย
ก่อนที่ฉินเหยาจะมาถึงเมืองหลวงของมณฑล เขาก็ครุ่นคิดหาวิธีใช้ความลับนี้ทำให้หนิงและฟ่านกัดกันเองอยู่แล้ว
นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขาพี่น้องรักกันมากจนถึงขั้นใช้ผู้หญิงร่วมกันได้หรอกหรือ หลิวจี้จึงนึกถึงโฉมงามในหอหงซิ่วขึ้นมา
และก็บังเอิญอีกเช่นกัน เพื่อที่จะโอ้อวด หนิงเคยพาเขาไปพบโฉมงามคนนั้นมาแล้ว
จากนั้น แผนการหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจ
ทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดก็แต่เพียงเงินเท่านั้น
หลิวจี้มองฉินเหยาอย่างตื่นเต้นแล้วกล่าวว่า “เมียจ๋า เจ้ามาได้ถูกเวลาจริงๆ หากเจ้าไม่มา ข้าคงต้องถูกเจ้าสุนัขสองตัวนั่นรังแกไปอีกหลายวัน”
เมื่อได้เงินที่เมียจ๋าให้เมื่อคืน พอออกจากโรงเตี๊ยมเมื่อเช้านี้ เขาก็รีบใช้เงินส่งต่อความลับเรื่องชาติกำเนิดของฟ่าน ผ่านมือคนเจ็ดแปดทอดไปจนถึงมือโฉมงามแห่งหอหงซิ่ว
ส่วนที่ว่าทำไมวันนี้เขาถึงคาดการณ์ได้ว่าฟ่านจะไปที่หอหงซิ่วน่ะหรือ นั่นก็เป็นเพราะเขาจงใจวางแผนล่อคนไปที่นั่นเอง
แน่นอนว่าหลิวจี้ไม่ได้มีสายตากว้างไกลหยั่งรู้ฟ้าดินปานนั้น เขาก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าวันนี้ฟ่านจะบุกไปฆ่าคนถึงหอเติงอวิ๋น
เพียงแต่หญิงงามเมืองเหล่านี้มักจะเห็นแก่เงินมากกว่าความสัมพันธ์ เขาจึงมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องนำเรื่องนี้ออกมาพูดไม่ช้าก็เร็ว
ดังนั้นต่อให้วันนี้ฟ่านไม่ได้ฆ่าคน มิตรภาพระหว่างเขากับหนิงก็ต้องขาดสะบั้นลง
เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงได้ถูกหว่านลงไปแล้ว ขอเพียงมีคนคอยเติมเชื้อไฟอีกหน่อย คนทั้งสองจะต้องขัดแย้งกันอย่างรุนแรงและเริ่มกัดกันเองอย่างแน่นอน
เมื่อถึงตอนนั้น ทั้งสองคนต่างต่อสู้กันจนเสียหายย่อยยับทั้งคู่ ตัวเขาก็ไม่ต้องทนถูกรังแกอีกต่อไป
บัณฑิตย่อมรักชื่อเสียง สองคนนี้แสร้งทำเป็นพี่น้องที่รักใคร่กันอย่างลึกซึ้ง แต่กลับมาแตกหักกันเพราะคณิกานางหนึ่ง
ตอนนี้ผลสอบระดับฝู่ซื่อยังไม่ประกาศออกมา คนทั้งสองมีพฤติกรรมเลวทรามเช่นนี้ สำนักข้าหลวงกรมศึกษาไม่มีทางอนุญาตให้คนทั้งสองติดอันดับรายชื่อเด็ดขาด
เท่ากับว่าเขาสามารถกำจัดคู่แข่งที่แข็งแกร่งไปได้อีกสองคนโดยที่ไม่มีใครสังเกต!
ฉินเหยามองหลิวจี้ที่กำลังสารภาพผิดอย่างว่าง่ายเงียบๆ ในใจพลันรู้สึกซับซ้อนขึ้นมา
จอมเสเพลชื่อดังแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิวผู้นี้ เขากำลังพัฒนาก้าวไปบนเส้นทางที่มิอาจบรรยายได้!