ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 476 ชื่อเสียงฉาวโฉ่
ตอนที่ 476 ชื่อเสียงฉาวโฉ่
คดีของฟ่านและหนิง ในวันรุ่งขึ้นก็ได้มีการไต่สวนอย่างเปิดเผยที่ที่ว่าการอำเภอ
หนิงถูกแทงด้วยกระบี่ แต่กระบี่แทงไม่ลึก หลังผ่านการรักษาอย่างเร่งด่วนของหมอก็ไม่เป็นอะไรมากแล้ว
ศีรษะของฟ่านก็มีแผลแตก ทั้งสองคนถูกคนรับใช้ของตนหามขึ้นศาลมา นอนฟังการไต่สวน
นอกจากสองคนนี้ ยังมีสตรีจากหอหงซิ่วอีกนางหนึ่งถูกฟ่านที่โกรธและอับอายแทงจนบาดเจ็บสาหัส นางไม่สามารถมาที่ศาลได้ ผู้ดูแลหอจึงมาขึ้นศาลแทนนาง
ในรอบครึ่งเดือนที่ว่าการอำเภอของเมืองหลวงแห่งมณฑลแทบจะไม่เปิดศาลไต่สวนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ครั้งนี้ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริกก็เป็นเพราะสถานะพิเศษของฟ่านและหนิง
บนศาล สองสหายในวันวานกลับกลายเป็นศัตรูที่ไม่เผาผีกัน สร้างความวุ่นวายในศาล ทำให้ชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลได้ดูเรื่องสนุกฉากใหญ่
ความจริงแล้วเหตุการณ์นั้นชัดเจนอย่างยิ่ง ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นที่คุณชายฟ่าน เขาถือกระบี่ทำร้ายคนสองคนด้วยความโกรธหลังดื่มสุรา เดิมทีควรจะถูกปรับและจำคุกทันที
แต่เพราะอีกฝ่ายยอมจ่ายค่าเสียหายจำนวนมหาศาล หอหงซิ่วจึงถอนฟ้อง หนิงก็ยินยอมไกล่เกลี่ยในศาล เขาจึงถูกปล่อยตัวไปโดยไม่มีความผิด
ระหว่างนั้น เหล่าบัณฑิตที่อยู่กับหนิงเมื่อวานก็ถูกเชิญมาให้การที่ศาลทุกคน
เมื่อคืนหลิวจี้หนีรอดไปได้ แต่วันนี้กลับหนีไม่พ้น
ก็ใครใช้ให้เขาอาศัยอยู่ที่จวนของผู้ว่าการเฮ่อเล่า เช้านี้ผู้ว่าการเฮ่อมาหาเขาถึงเรือนรับรองด้วยตนเอง ทั้งสองจึงเดินทางไปที่ว่าการอำเภอด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเพียงการไปตามพิธีเท่านั้น เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหลิวจี้ เขาเพียงแค่ต้องไปให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หอเติงอวิ๋นเมื่อวานให้ชัดเจนก็พอ
คดีความไต่สวนจนถึงตอนเที่ยง ทุกฝ่ายจึงแยกย้ายกันไป
หนิงและฟ่านต่างคนต่างเดินแยกกันไปคนละทาง นับจากนี้ไปเกรงว่าคงจะตัดขาดกันไปจนวันตาย
ส่วนเรื่องที่คนของหอหงซิ่วรู้ความลับเรื่องชาติกำเนิดของฟ่านได้อย่างไรนั้น โฉมงามอธิบายว่าได้ยินมาจากคนอื่น แต่ฟ่านไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย
เขายืนกรานว่าเป็นหนิงที่ปล่อยข่าวออกไป
อีกทั้งเพราะหนิงเป็นคนปากพล่อย ตอนนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็จำไม่ได้แล้วว่าตนเป็นคนปล่อยข่าวออกไปตอนเมาหรือไม่
คนทั้งสองไม่เคยคิดเลยแม้แต่น้อยว่าเบื้องหลังเรื่องนี้จะมีคนวางแผนอย่างแยบยล
ก็ดูรอยยิ้มประจบประแจงของบัณฑิตชุดขาวนั่นสิ เขาจะเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมลึกล้ำเช่นนั้นได้อย่างไร
ต่อให้มีจริง ในฐานะคนบ้านนอกคอกนา เขาจะกล้าดีมาวางแผนยุยงตระกูลสูงศักดิ์ได้อย่างไรกัน
วันต่อมา ตระกูลฟ่านและตระกูลหนิงก็ส่งคนมารับตัวทั้งสองกลับบ้านไปอย่างแข็งขัน เพื่อไม่ให้สร้างความวุ่นวายจนชื่อเสียงของตระกูลต้องมาป่นปี้เพราะคนทั้งสองไปมากกว่านี้
แตกหักกันเพราะสตรีจากหอโคมเขียว ทั้งยังสร้างความวุ่นวายไปถึงศาล ช่างเป็นการสร้างความอัปยศให้ทั้งตระกูลโดยแท้!
ตอนนี้เหลือเวลาไม่ถึงสองวันก็จะถึงวันประกาศผลสอบแล้ว หลิวจี้กับอาจารย์และศิษย์พี่เดินทางมายังหอเอกสารอีกครั้ง เมื่อมองชั้นหนังสือที่ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่ภายในหอก็รู้สึกสดชื่นปลอดโปร่ง
ไม่มีเสียงสุนัขมาเห่าหอนกวนใจอีกต่อไป
กงเหลียงเหลียวไปเล่นหมากล้อมกับเจ้าของหอที่สวนด้านหลังตามปกติ ในหอตำราจึงเหลือเพียงศิษย์พี่ศิษย์น้องฉีเซียนกวนและหลิวจี้สองคน
หลิวจี้เลือกตำราโบราณมาเล่มหนึ่ง หาที่นั่งริมหน้าต่างที่มีแดดส่องถึงแล้วนั่งลงอ่านอย่างสงบใจ
แสงแดดสาดส่องลงบนร่างของเขาทำให้ทั้งร่างอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสง่างามศักดิ์สิทธิ์ ราวกับเป็นคนละคนกับในยามปกติที่มีท่าทีเจ้าเล่ห์
ฉีเซียนกวนยืนเอามือไพล่หลังอยู่ตรงหน้าเขา จ้องมองแล้วมองอีก เขารู้สึกอยู่เสมอว่าเรื่องของฟ่านและหนิงไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยัน
อย่างไรก็ตาม จุดพิรุธที่ใหญ่ที่สุดก็คือการไม่มีพิรุธเลยนี่ล่ะ
“ศิษย์น้อง ระยะนี้เจ้าดูสุขุมขึ้นมากนะ” ฉีเซียนกวนกล่าวเสียงเรียบ ไม่ใช่คำชม ไม่ใช่คำตำหนิ เป็นเพียงการเตือนว่าปฏิกิริยาที่ปกติเกินไปของเขากลับดูไม่ปกติ
ทุกคนในหอตำราต่างรู้ดีว่าฟ่านหนิงทั้งสอง ใช้หลิวจี้สมุนผู้นี้เป็นเป้าหมายในการรังแก
ดังนั้น หลิวจี้จึงควรเกลียดสองคนนี้ถึงจะถูก
ฟ่านหนิงทั้งสองก่อเรื่อง ทั้งยังถูกคนในครอบครัวลากตัวออกจากหอเอกสารไปอย่างแข็งขัน ต่อให้เขาไม่แสดงท่าทีดีใจออกมาก็ไม่ควรมีท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนเช่นนี้
ฉีเซียนกวนเตือนอย่างจริงจังว่า “นี่มันน่าสงสัยยิ่งนัก”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฉีเซียนกวนเห็นขนตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยและมีปฏิกิริยาตอบสนอง ก็รู้ว่าเขาฟังเข้าหูแล้วจึงหันหลังเดินจากไปหาตำราของตนเอง
หลิวจี้ยักคิ้วงามพลางปิดตำราลงทันที เลิกแสร้งทำเป็นสงบนิ่งแล้วรีบเดินตามเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างหน้าไม่กี่ก้าวไป ยื่นมือไปกอดศีรษะนั้นจากด้านหลังแล้วขยี้แรง ๆ อย่างสะใจ
“ศิษย์พี่ตัวน้อยของข้า เหตุใดสมองของเจ้าจึงได้เฉียบแหลมนักนะ!” หลิวจี้กล่าวลอดไรฟัน
ฉีเซียนกวนเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟในทันที งอแขนหมายจะถองศอกใส่เขา แต่หลิวจี้เบี่ยงตัวหลบได้ทัน ก่อนจะสลัดตัวหลุดออกมา หันกลับมาจะชกคืน แต่กลับถูกหลิวจี้ซึ่งแขนยาวกว่าคว้ากดศีรษะเอาไว้ได้ก่อน
ฉีเซียนกวนเหวี่ยงหมัด แต่กลับชกโดนเพียงอากาศธาตุ เฉียดหลิวจี้ไปเพียงนิดเดียวเสมอ เขาอดที่จะโกรธจนหน้าแดงไม่ได้จึงตะโกนเสียงดังลั่น “ใครอยู่ข้างนอก!”
สือโถวและผู้คุ้มกันคนอื่นๆ รีบกรูเข้ามาทันที หลิวจี้สะดุ้งเฮือก ก่อนจะจุปากใส่ฉีเซียนกวนแล้วร้องว่า “ไม่เล่นแบบนี้สิ!”
เขารีบปล่อยมือแล้วเผ่นแน่บหนีไปอย่างรวดเร็ว
สือโถวรีบกวาดตามองคุณชายของตน เมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไร เพียงแต่ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังนกก็มองไปยังร่างที่กำลังวิ่งหนีไปด้านนอกแล้วเอ่ยถาม
“คุณชาย จะให้ตามไปหรือไม่ขอรับ”
ฉีเซียนกวนโบกมือปฏิเสธ จัดเสื้อผ้าของตนเองให้เข้าที่ จัดผมให้เรียบร้อยอีกครั้ง ตบเข่าสองสามทีแล้วไล่ตามออกไปเอง
“หลิวจี้ เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้นะ!”
เหล่าผู้คุ้มกันมองศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองที่กำลังวิ่งไล่กันอยู่ในแปลงดอกไม้แล้วสบตากันอย่างจนใจ พูดอะไรไม่ออก
ไม่รู้ว่าครั้งหน้าที่กลับเมืองหลวง หากนายท่านผู้เฒ่าเห็นคุณชายน้อยที่ ‘เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง’ เช่นนี้ จะโกรธจนจับพวกเขามาตีด้วยไม้เรียวหรือไม่
ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองคนดูเหมือนกำลังต่อสู้กัน แต่ความจริงแล้วเป็นศิษย์น้องที่แกล้งหยอกศิษย์พี่เล่น หลังจากส่งเสียงดังอยู่เป็นนาน ในที่สุดก็คืนดีกันและกลับมานั่งอ่านตำราคัดลอกบันทึกด้วยกัน
พอถึงตอนเย็น ทั้งสองคนก็ไปรับอาจารย์ที่สวนด้านหลัง จากนั้นจึงออกจากหอตำราและเดินทางกลับเข้าเมือง
ศิษย์อาจารย์ทั้งสามกลับเข้าเมืองได้ทันก่อนประตูเมืองจะปิดเพียงหนึ่งวินาที ฉีเซียนกวนกำลังจะเอ่ยปากถามหลิวจี้ว่าคืนนี้จะกินข้าวเย็นด้วยกันหรือไม่ก็เห็นมุมปากของอีกฝ่ายยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอวดดี “ข้าจะไปกินข้าวกับเมียจ๋าของข้า”
สุดท้าย ภายใต้สายตาอันมืดมนของกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวน เขาก็เสริมขึ้นอีกประโยคว่า “สองวันนี้ข้าไม่กลับมานะ ข้าจะนอนกับเมียจ๋า”
พูดจบก็ทิ้ง ‘คนโสด’ ทั้งแก่และเด็กสองคนไว้เบื้องหลัง เลิกม่านรถม้าขึ้น กะตำแหน่งของโรงเตี๊ยมให้แม่นยำ รอจนกระทั่งรถม้ามาถึงหน้าโรงเตี๊ยมพอดีก็กระโดดลงไปอย่างคล่องแคล่ว
ซ่งอวี้และฉินเหยากำลังจะเดินออกมาส่งเถ้าแก่ฟางซึ่งเป็นพ่อค้าไม้ สองสามีภรรยาสบตากัน ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยคำใด หลิวจี้ก็เปลี่ยนบทบาทเป็นสามีของเถ้าแก่เนี้ยอย่างรวดเร็ว ก้าวเข้าไปทักทายเถ้าแก่ฟางอย่างกระตือรือร้น
หลังจากส่งคนไปแล้ว หลิวจี้ก็รีบเข้ามาหาทันทีพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เมียจ๋า การค้าขายเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ซ่งอวี้ไปสั่งอาหารโต๊ะหนึ่งแล้วพาหลิวจี้ไปหาที่ว่างในโถงของโรงเตี๊ยม เมื่อนั่งลงแล้วจึงกล่าวว่า “นับว่าราบรื่นดี”
ทางเถ้าแก่ฟางได้เจรจาเรื่องราคาเรียบร้อยแล้ว เขารับปากนางว่าจะไม่ขึ้นราคาไม้ในรอบนี้
แต่ในรอบถัดไปเขาไม่สามารถตัดสินใจได้อีก เว้นเสียแต่ว่ายอดสั่งซื้อของฉินเหยาจะมากกว่าเดิมสามส่วน
น่าเสียดายที่ทางห้างการค้าฟู่หลงยังไม่ได้ให้คำตอบที่แน่ชัดกับนาง พวกเขายังคงลังเลเรื่องกล่องเครื่องใช้สตรี
แต่สำหรับฉินเหยาแล้ว เรื่องนี้ยังพอรับได้ เงินที่ได้จากคำสั่งซื้อรอบที่แล้ว เมื่อหักต้นทุนและค่าภาษีออกไปก็ทำกำไรเข้าบัญชีได้สำเร็จหกร้อยห้าสิบตำลึง
เมื่อรวมกับเงินเก็บที่มีอยู่เดิมของที่บ้าน ตอนนี้นางก็มีเงินก้อนใหญ่อยู่ในมือถึงหนึ่งพันห้าร้อยสิบตำลึง
ต่อให้หลังจากนี้จะไม่ทำอะไรเลย แค่อาศัยเงินเก็บก้อนนี้กับไร่นาก็สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องแล้ว
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าจะไม่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือภัยจากน้ำมือมนุษย์ขึ้น