ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 477 กินจนอิ่ม
ตอนที่ 477 กินจนอิ่ม
………………..
เมื่อในกระเป๋ามีเงิน ฉินเหยาย่อมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
นางคิดในใจว่าหากห้างการค้าฟู่หลงไม่ทำการค้ากล่องเครื่องใช้สตรี มารดาผู้นี้ก็จะทำเอง
หลิวจี้รู้ว่าฉินเหยาไม่ชอบให้ตนเองเข้าไปยุ่งเรื่องการค้าของนาง เขาจึงไม่ถามอะไรมากอีกอย่างรู้งาน เพียงแต่เอ่ยถามเชิงหยั่งเชิงว่า
“เมียจ๋า พรุ่งนี้ก็จะประกาศผลสอบแล้วนะ”
“ข้ารู้แล้ว”
เสี่ยวเอ้อร์ในร้านยกน้ำชามาขึ้นโต๊ะ ฉินเหยาก็รินให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง แต่น้ำชากลับอุ่น ดื่มแล้วไม่ชื่นใจ
หลิวจี้รีบถลึงตาใส่เสี่ยวเอ้อร์ทันที ก่อนจะสั่งด้วยท่าทีทรงอำนาจเต็มเปี่ยม “เมียจ๋าของข้าชอบดื่มของเย็นๆ เอาน้ำแข็งไสที่ดีที่สุดในร้านของพวกเจ้ามาสามถ้วย!”
พอสั่งเสี่ยวเอ้อร์เสร็จ เขาก็รีบอธิบายกับฉินเหยาว่า “เมียจ๋า ข้าเลี้ยงเอง”
นี่ช่างเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนัก ฉินเหยาโบกมือให้เสี่ยวเอ้อร์ที่มองมาทางนางเพื่อขอคำยืนยัน ให้ไปเตรียมของตามที่หลิวจี้สั่ง
หลิวจี้ล้วงถุงเงินใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้อย่างว่าง่าย
“หอเติงอวิ๋นยกเว้นค่าเครื่องดื่มให้แขกทุกคนในคืนนั้น นี่คือเงินค่าเหล้าที่ได้คืนมา สิบตำลึงเชียวนะ” เขาพูดราวกับกำลังมอบของล้ำค่า
นัยน์ตาดอกท้อของเขากะพริบปริบๆ ส่งสายตาอย่างคาดหวังว่า ‘รีบชมข้าเร็วเข้าสิ’
ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะมองเขาอีกสองสามครั้ง นี่เขาไปเจอเรื่องกระทบกระเทือนใจอะไรมา ถึงได้เปลี่ยนนิสัยไปได้?
หลิวซานเอ๋อร์ผู้นี้ มีวันที่จะยอมคืนเงินด้วยตัวเองด้วยหรือนี่
แต่ใครกันจะไปมีปัญหากับเงินเล่า ฉินเหยามองเขาอย่างพึงพอใจแล้วยิ้มออกมา ก่อนจะเก็บเงินใส่กระเป๋าของตัวเองอย่างเด็ดขาด
แม้จะไม่ได้รับคำชมที่คาดหวังไว้ แต่หลิวจี้ก็ไม่ได้ท้อใจ เขายังคงหยั่งเชิงต่อไป “พรุ่งนี้ประกาศผลแล้ว เมียจ๋าจะไปดูกับข้าหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “แน่นอนว่าข้าต้องไปดูอยู่แล้ว”
หากเขาสอบผ่าน ทุกคนก็ย่อมยินดี
แต่ถ้าหากยังสอบไม่ผ่าน เช่นนั้นก็…
ทันใดนั้นหลิวจี้ก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบ ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกเสียใจขึ้นมา
หากนางไม่ไป อย่างน้อยถ้าสอบไม่ผ่าน เขาก็อาจจะมีเวลาหนีเอาตัวรอดได้มากขึ้น
ตอนนี้ดีเลย พูดออกไปแล้ว ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีชื่อบนป้ายประกาศ…หลิวจี้เหลือบมองสตรีตรงข้ามอย่างระมัดระวัง ใบหน้าเย็นชานั้นทำให้หัวใจดวงน้อยของเขาสั่นสะท้าน
นะโม อมิตาภพุทธ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ผู้เมตตา เง็กเซียนฮ่องเต้ ท่านดาวเหวินฉวี่ ได้โปรดอวยพรให้ข้าสอบผ่านด้วยเถิด! คนตัวเล็กในใจของหลิวจี้พนมมือขึ้นอธิษฐานอย่างบ้าคลั่ง
โชคดีที่เสี่ยวเอ้อร์ยกนำน้ำแข็งไสมาขึ้นโต๊ะได้ทันเวลา มิฉะนั้นหลิวจี้คงรู้สึกว่าตนเองจะถูกสายตาเย็นชาของฉินเหยาแช่แข็งจนตายคาที่อยู่ตรงนั้น
ซ่งอวี้กลับมาพร้อมกับอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ สามคนกินกับข้าวหกอย่าง มีทั้งปลาและเนื้อ ทั้งยังมีข้าวสวยหุงจากข้าวสารอย่างดีอีกหนึ่งถังใหญ่
อาหารล้วนเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองหลวงของมณฑล ฉินเหยายึดมั่นในความคิดที่ว่า ‘ในเมื่อมาถึงแล้วก็ต้องกินดื่มให้เต็มที่’ หลายวันที่ผ่านมานี้นางกับซ่งอวี้จึงได้ลิ้มลองอาหารจานเด็ดของพ่อครัวในโรงเตี๊ยมไปเกือบจะครบทุกอย่างแล้ว
หลิวจี้มองอย่างตกตะลึงอ้าปากค้าง “พวกเจ้ากินดีขนาดนี้เลยหรือ”
เมื่อซ่งอวี้ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย นับตั้งแต่มาถึงเมืองหลวงของมณฑล เรื่องใหญ่น้อยโดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นฮูหยินที่จัดการ เขาก็เป็นได้แค่ลูกมือคอยวิ่งซื้อของเท่านั้น
ความใจกว้างของฮูหยินทำให้บ่าวที่ติดตามมาอย่างเขารู้สึกดีใจจนทำอะไรไม่ถูก
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขากิน ไม่ต้องไปฟังหลิวจี้พล่ามไร้สาระ นางคีบปลาตุ๋นชิ้นใหญ่ขึ้นมาเองแล้วเริ่มเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ
หลิวจี้ตกตะลึง “นี่มันชีวิตเทพเซียนอะไรกัน!”
ทันใดนั้นก็รู้สึกเสียใจที่เพิ่งคืนเงินกลับไป
เมื่อนึกถึงวันที่ตนเองต้องดองผักดองกินเองในเรือนรับรองของตระกูลเฮ่อเพื่อรักษาภาพลักษณ์ กินแต่โจ๊กขาวกับผักดองทุกวัน หลิวจี้ก็แทบจะร้องไห้ออกมา
ถึงแม้ว่าศิษย์พี่ตัวน้อยจะนำของดีๆ มาให้กินเป็นครั้งคราว แต่! มันก็ไม่ได้มีให้กินทุกมื้อนี่!
“เจ้าจะกินหรือไม่กิน” ฉินเหยาถูกเขามองจนเริ่มรำคาญจึงถามอย่างไม่สบอารมณ์
หลิวจี้รีบพยักหน้า “กินสิ ข้ากิน!”
เขาไม่เพียงแต่จะกิน แต่ยังจะกินให้อิ่มแปล้ไปเลย!
หลิวจี้หยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเนื้อชิ้นใหญ่หลายชิ้น หางปลาครึ่งชิ้นและผักอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งใส่ชามข้าวของตัวเองจนพูน
ไม่ใช่ว่าฉินเหยาดูถูกเขา แต่ปริมาณขนาดนั้นไม่ใช่สิ่งที่กระเพาะของหลิวจี้จะรับไหวจริงๆ
ฉินเหยากล่าวเสียงเย็น “ข้าขอเตือนเจ้า ถ้ากล้าคายออกมาให้เสียของล่ะก็ สามวันต่อจากนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้กินเนื้ออีกแม้แต่คำเดียว!”
หลิวจี้เชิดคางขึ้นอย่างหยิ่งผยอง ไม่ได้พูดอะไร
หางตาของเขาเหลือบเห็นว่าฉินเหยาก้มหน้าลงแล้ว ไม่ได้สนใจตนเองจึงรีบคีบอาหารในชามของตนไปให้ซ่งอวี้ครึ่งหนึ่งทันที
ซ่งอวี้งงไปเล็กน้อย ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากปฏิเสธ สายตาดุจมีดที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธของนายท่านใหญ่ของเขาก็ตวัดมาแล้ว
ซ่งอวี้จะทำอะไรได้อีกเล่า ก็ต้องกินน่ะสิ
โชคดีที่เมื่อครู่เขาไม่ได้ตักอาหารมาเยอะ มิฉะนั้นคนที่จะไม่ได้กินเนื้อในอีกสามวันข้างหน้าคงจะกลายเป็นตัวเอง!
แม้อาหารจะมีมากมาย แต่เมื่อมีนักกินจุอย่างฉินเหยาอยู่ด้วย ภารกิจกินให้เกลี้ยงจานก็ยังคงดำเนินต่อไปจนสำเร็จ
หลิวจี้กินจนจุก แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะลุกจากไปเพื่อกลับไปยังตระกูลเฮ่อ
ซ่งอวี้หาเหตุผลปลีกตัวออกไปก่อนตั้งแต่ตอนที่ฉินเหยาวางตะเกียบแล้ว
เขาเป็นคนมีไหวพริบ ว่ากันว่าห่างกันไม่นาน ใกล้ชิดกว่าข้าวใหม่ปลามัน เขาจึงไม่อยู่เป็นก้างขวางคอที่นี่หรอก
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ฉินเหยาพักผ่อนจนเกือบจะเพียงพอแล้วจึงลุกขึ้นเตรียมกลับห้อง
นางไม่ได้เรียกหลิวจี้ แต่คนบางคนกลับย่องตามหลังมาอย่างลับๆ ล่อๆ
เมื่อเห็นนางหันกลับมามอง เขาก็ยิ้มประจบประแจงทันทีพร้อมกับอธิบายอย่างจริงจังว่า
“ที่นี่อยู่ใกล้กับจวนที่ว่าการมณฑล พรุ่งนี้เช้าจะได้สะดวกไปดูป้ายประกาศด้วยกัน อีกอย่างตระกูลเฮ่อก็นอนกันเร็ว ป่านนี้เจ้าบ้านคงจะนอนกันหมดแล้ว ข้าเป็นแขกคนนอก ตอนนี้กลับไปย่อมต้องรบกวนพวกเขาเป็นแน่”
ฉินเหยามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า “วันนี้เจ้าอาบน้ำแล้วหรือยัง”
บัดนี้เป็นปลายเดือนห้า อากาศร้อนระอุ แค่เดินออกไปข้างนอกไม่กี่ก้าวก็เหงื่อท่วมตัวแล้ว ฉินเหยาจึงต้องอาบน้ำทุกวัน
มาตรฐานที่สูงเช่นนี้ ส่งผลให้ซ่งอวี้ต้องเปลี่ยนนิสัยเดิมๆ ของตนเองไปด้วย ตอนนี้เขาจึงอาบน้ำวันละครั้ง
สีหน้าของหลิวจี้แข็งทื่อไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่าตระกูลเฮ่อจะไม่มีธรรมเนียมเช่นนี้
แขกย่อมต้องตามใจเจ้าบ้าน ครั้งสุดท้ายที่เขาอาบน้ำ…ดูเหมือนจะเป็นครั้งที่แล้วนั่นแหละ
“ถ้ายังไม่อาบน้ำให้สะอาดก็ห้ามเข้าห้องข้า” ทิ้งคำพูดนี้ไว้ ฉินเหยาก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หลิวจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเขาคิดไปถึงไหน ในดวงตาของเขาก็พลันปรากฏแววเขินอายตื่นเต้นขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาอยากจะหัวเราะแต่ก็พยายามกลั้นไว้จนต้องเม้มปาก
ครึ่งชั่วยามต่อมา ประตูห้องของฉินเหยาก็ถูกเคาะ
“เข้ามา!” นางพิงอยู่ข้างเตียง กำลังดีดลูกคิดดังกรอกแกรก
หลิวจี้ใช้เท้าเตะประตูเปิดเข้ามา เขาเดินเข้ามาพร้อมกับอุ้มเครื่องนอนที่ขอมาจากเสี่ยวเอ้อร์ของร้านอย่างรู้งาน
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นก็เห็นบุรุษรูปงามในชุดสีขาวหลวมๆ ปล่อยผมสีดำขลับสยายเต็มแผ่นหลัง กำลังอุ้มม้วนเครื่องนอนปรากฏกายอยู่ตรงหน้า ดวงตาดอกท้อที่ชุ่มชื้นคู่นั้นมองมาที่นางอย่างเขินอาย
เขาที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ผิวพรรณถูกไอน้ำรมจนขาวอมชมพู ช่างเป็นภาพของปีศาจล่มเมืองโดยแท้
ฉินเหยารู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาทันใด นางวางลูกคิดลง ลุกขึ้นเดินอ้อมเขาไปรินชาเย็นที่โต๊ะเพื่อดับกระหาย
ตั้งแต่ต้นจนจบ สายตาของนางไม่เคยละไปจากร่างของเขาเลย สายตาที่จ้องมองอย่างไม่ปิดบังและเต็มไปด้วยการคุกคามก้าวร้าวนั้น กลายเป็นตาข่ายที่แน่นหนา ดักจับเขาไว้ในพื้นที่แคบๆ จนขยับไปไหนไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
นิ้วเรียวยาวของหลิวจี้ที่อุ้มเครื่องนอนอยู่หดเกร็งโดยไม่รู้ตัว กอดผ้าห่มในอ้อมแขนแน่นขึ้น
เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก รู้สึกเพียงว่าห้องพักแขกที่คับแคบนี้ร้อนอบอ้าวเหลือเกิน ร้อนจนเลือดทั่วทั้งร่างกายแทบจะลุกเป็นไฟ
“มานี่” ฉินเหยาสั่งขึ้นมาทันที
หลิวจี้หันกลับไป นางไปนั่งอยู่บนโต๊ะตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ ไขว่ห้าง กอดอกมองลงมาที่เขาอย่างคนที่เหนือกว่า