ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 478 สอบผ่านแล้ว
ตอนที่ 478 สอบผ่านแล้ว
………………..
“คุกเข่าลง” นางสั่งอีกครั้ง
หลิวจี้พยักหน้าอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อมองท่าทีหยิ่งทะนงของนางที่นั่งอยู่บนโต๊ะในขณะนี้ สมองของเขาว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไรและก็จะไม่ปฏิเสธด้วย
เขาวางเครื่องนอนในอ้อมแขนลงบนพื้นเพื่อรองไว้ งอเข่าทั้งสองข้างลงเล็กน้อย ดวงตามองตรงไปที่นาง เข่าซ้ายงอลงก่อนแล้วตามด้วยเข่าขวา คุกเข่าลงตรงๆ ต่อหน้านาง
สุดสายตาของเขาคือชายกระโปรงที่นางเลิกขึ้นสูงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผ้าบางๆ ที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ กองอยู่บนต้นขา เผยให้เห็นเรียวขาที่เห็นลายกล้ามเนื้อชัดเจน ทั้งเหยียดตรงและเรียวยาว
นางลดสายตาลงมองเขา เขาต้องเงยหน้าขึ้นสูงจึงจะสบสายตากับนางได้
ใต้ลำคอที่เรียวยาวคือไหปลาร้าสองข้างที่งดงามสมส่วน เสื้อผ้าที่เปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นแผ่นอกกว้างที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
“จับขาข้าไว้”
ลมหายใจของหลิวจี้ติดขัด ในสมองที่เลือนลางของเขาพลันมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามา ที่แท้นางชอบเล่นแบบนี้นี่เอง!
มือใหญ่ที่เห็นข้อนิ้วชัดเจนจับข้อเท้าที่ไขว่ห้างอยู่นั้นไว้อย่างแผ่วเบา นางมีพละกำลังมหาศาล แต่ข้อเท้ากลับบอบบางจนเขาสามารถกุมไว้ได้ทั้งฝ่ามือ
ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ ช่างทำให้คนตื่นเต้นจนอยากจะทำเรื่องที่ล่วงเกินกับมันอย่างรุนแรง
…
“เมียจ๋า น้ำหนักมือกำลังดีหรือไม่”
ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
หญิงสาวสูดปากเสียงดัง สั่งเสียงต่ำอย่างไม่พอใจ “เมื่อครู่เจ้าไม่ได้กินข้าวหรือ ออกแรงอีกหน่อย!”
ชายหนุ่มไม่มีคำบ่นแม้แต่คำเดียว “ได้เลย”
แต่ในชั่วขณะที่ก้มหน้าลง ในแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่กล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูดออกมา
น้ำหนักที่กดลงมาไม่เบาไม่หนัก แต่ก็ทำเอาเขาหายใจไม่ออก หลิวจี้รีบเก็บความคิดอกุศลทั้งหมดของตนในทันที ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างยอมจำนน วางขาของนางไว้บนตักของตนแล้วนวดๆๆ
ฉินเหยาหรี่ตาลง ถอนหายใจออกมาอย่างสบายใจ “ไม่เลว ฝีมือดีขึ้นเรื่อยๆ”
นั่งบนโต๊ะจนเจ็บก้น ทั้งสองจึงย้ายไปที่เครื่องนอนบนพื้น หลังจากนอนไปสักพักฉินเหยาก็รู้สึกว่ายืดแข้งยืดขาไม่สะดวกเลยย้ายสมรภูมิไปที่เตียงอีกครั้ง
ไม่รู้ว่านวดไปนานเท่าไหร่แล้ว ในตอนที่หลิวจี้รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นเครื่องนวดไร้ความรู้สึก ในที่สุดเสียงนอนหลับอุตุของใครบางคนก็ดังมาจากบนเตียง
มือของเขาไม่กล้าหยุด เขาเอียงศีรษะมองนางแวบหนึ่ง
จะว่าแปลกก็แปลก สตรีดุร้ายที่ฆ่าคนไม่กะพริบตา ทั้งยังชอบบิดหัวคนให้หลุดจากคอ พอหลับไปกลับมีท่าทางไร้เดียงสาไม่เป็นพิษเป็นภัย ช่างทำให้คนโมโหจนเขี้ยวสั่นระริกจริงๆ
ขาในมือของเขาไร้เรี่ยวแรงแล้ว วางพาดอยู่บนฝ่ามือของเขาอย่างอ่อนปวกเปียก ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในใจหลิวจี้ จากนั้นเขาก็อ้าปากขึ้นทันที คิดจะกัดขาข้างนี้แรงๆ สักคำ!
“เจ้าอยากตายหรือ!”
ในชั่วพริบตาก่อนที่ปลายฟันจะสัมผัสเข้ากับผิวหนัง คนที่หลับสนิทอยู่บนเตียงก็พลันลืมตาขึ้น
สายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารกลายเป็นคมมีด จ่ออยู่ที่คอของเขา
ร่างกายของหลิวจี้แข็งทื่อ เขาค่อยๆ ถอยกลับไป วางขาของนางลงอย่างเบามือและห่มผ้าห่มบางๆ ให้เรียบร้อย จากนั้นก็กลิ้งลงไปบนพื้นอย่างคล่องแคล่วแล้วม้วนตัวเองเข้าไปในเครื่องนอน
ฉินเหยาส่งเสียงเหอะในลำคออย่างเย็นชา จากนั้นจึงหลับตาลงและนอนหลับไปอีกครั้ง
ร่างกายได้รับการผ่อนคลายอย่างเต็มที่ การนอนครั้งนี้ฉินเหยาหลับสบายเป็นอย่างยิ่ง
เพียงแต่สายตาขุ่นเคืองคู่นั้นที่ข้างเตียงมันช่างร้อนแรงเกินไป นางจึงจำต้องลืมตาตื่นขึ้นมาก่อนเวลาแล้วยื่นมือออกไปชกเขาทีหนึ่ง!
เสียงหมัดกระทบเนื้อดังตุบ ก้องกังวานชัดเจนเป็นพิเศษภายในห้องพักแขกที่เงียบสงบ
หลังจากความเงียบอันน่าประหลาดผ่านไปชั่วครู่ เสียงร้องโหยหวนของหลิวจี้ก็ดังขึ้นในห้องทันที
เขากุมจมูกกลิ้งไปมาบนเครื่องนอน ผ่านไปครู่ใหญ่ความเจ็บปวดจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่จึงค่อยๆ บรรเทาลง
มีของเหลวอุ่นๆ ไหลออกมาจากจมูก หลิวจี้ใช้หลังมือเช็ดจมูกโดยไม่รู้ตัว พอยกขึ้นมาดูก็พบว่า “ละ…เเลือดกำเดาไหล?”
ในไม่ช้า เสียงกรีดร้องราวกับหมูถูกเชือดก็ดังลั่นไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม
ซ่งอวี้มาถึงเป็นคนแรก ขณะที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู ประตูก็ถูกฉินเหยาเปิดออกมาก่อน
นางกุมขมับอย่างจนใจ สั่งซ่งอวี้ว่า “ไปตักน้ำบ่อมาสักอ่าง เร็วหน่อย”
ซ่งอวี้เหลือบมองนายท่านของตนที่หันหลังให้ประตูห้องและกำลังขดตัวด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น ข้าน้อยมิกล้าถาม ข้าน้อยมิกล้าเอ่ย เมื่อได้รับคำสั่งแล้วก็รีบวิ่งลงไปตักน้ำข้างล่าง
หลังจากประคบด้วยน้ำเย็น เลือดกำเดาที่ทะลักไม่หยุดของหลิวจี้ก็หยุดไหลในที่สุด
ฉินเหยามองผ้าเช็ดหน้าที่ใช้อุดจมูกหลายผืนในอ่างน้ำ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย นางแค่ต่อยเบาๆ ไปทีเดียว คนที่ทนมือทนเท้าอย่างหลิวจี้ถึงกับเลือดกำเดาไหลมากขนาดนี้เชียวหรือ นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลย
เมื่อสายตาสำรวจของนางกวาดมา คนบางคนก็ร้อนตัวรีบหันหน้าหนี ไม่ยอมสบตากับนาง
คนตัวเล็กในใจของหลิวจี้ร้องไห้สะอึกสะอื้น นางทำให้เลือดลมของคนพลุ่งพล่านครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายของเขายังไม่พังก็ถือว่าดีมากแล้ว แค่เลือดกำเดาไหลเพิ่มอีกหน่อยจะเป็นอะไรไป!
เพราะมัวแต่เสียเวลากับเลือดกำเดาของหลิวจี้ไปไม่น้อย พอสองสามีภรรยาไปถึงจวนที่ว่าการมณฑล ป้ายประกาศผลการสอบระดับฝู่ซื่อก็ถูกติดขึ้นไปแล้ว
ใต้กำแพงสูงที่ติดป้ายประกาศ มีคนถอนหายใจอย่างผิดหวัง มีคนโห่ร้องอย่างตื่นเต้นและก็มีคนที่ความพากเพียรมาหลายปีสัมฤทธิ์ผลในที่สุด ร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหล
ว่ากันว่าครั้งแรกไม่คุ้นเคย ครั้งที่สองย่อมคุ้นชิน แต่ครั้งที่สองนี้…ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ของผู้เข้าสอบรอบข้างหรือไม่ ฉินเหยากลับรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้
นางมีกำลังมาก แค่ใช้แขนสองข้างปัดซ้ายขวา หลิวจี้ก็สามารถเดินตามช่องทางเล็กๆ ที่นางเปิดให้เข้าไปอยู่หน้าป้ายประกาศได้อย่างง่ายดาย
ด้วยความมั่นใจในตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล เขาจึงเริ่มมองจากอันดับแรกของป้าย
ยิ่งมองไล่ลงมา ใจของหลิวจี้ก็ยิ่งเย็นเยียบ
ไม่น่าจะเป็นไปได้ เขาต้องสอบผ่านสิ!
เดี๋ยวนะ…
ฉินเหยากำลังรออย่างร้อนใจ ร่างสูงสง่าด้านหน้าพลันหันกลับมา ทั้งยังกลัวว่านางจะไม่ทันสังเกต เขาจึงกระโดดสูงๆ พร้อมโบกแขนไปมา
“เมียจ๋า! เจ้ามานี่เร็วเข้า!”
ฉินเหยาเดินเข้าไปอย่างสงสัยพลางถาม “มีอะไร”
หลิวจี้ชี้ไปที่ป้ายประกาศที่ติดอยู่สูงที่สุดบนกำแพง พูดเสียงค่อยอย่างกระอักกระอ่วน “เจ้าอุ้มข้าที ข้ามองตัวอักษรข้างบนไม่ค่อยชัด”
ฉินเหยาเหลือบมองเขาอย่างรังเกียจ กวาดสายตามองฝูงชนรอบๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจทางนี้ก็ส่งสายตาให้หลิวจี้พลันยื่นมือออกไปคว้าเอวคอดของเขาแล้วยกขึ้น
ระดับสายตาสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ป้ายประกาศสีแดงมาอยู่ตรงหน้าแล้ว หลิวจี้รีบตรวจสอบเพื่อยืนยัน
“จังหวัดจื่อจิง อำเภอไคหยาง เมืองจินสือ หมู่บ้านตระกูลหลิว…หลิวจี้ ขั้นสามอันดับที่ยี่สิบเอ็ด…ภรรยาแซ่ฉิน บุตรชายคนโตหลิวจื่อวั่ง บุตรชายคนรองหลิวจื่อซู บุตรชายคนที่สามหลิวจื่อหมิง บุตรสาวคนเล็กหลิวผิงหลิง ใช่แล้ว!”
“เมียจ๋า ข้าเองๆ! ข้าสอบผ่านแล้วจริงๆ!” หลิวจี้ตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น
แต่ไม่คาดคิดว่าเสียงตะโกนนี้จะดึงดูดสายตาของคนรอบข้างได้ในทันที
ดังนั้น ชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลจึงได้เห็นภาพอันงดงามที่น่าจะทำให้พวกเขาตกตะลึงไปอีกหลายปี
ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งถูกหญิงสาวร่างบอบบางยกขึ้นกลางอากาศด้วยมือเพียงข้างเดียว
และเพราะเสียงตะโกนของชายผู้นั้น ผู้คนจึงพากันมองไปที่ป้ายประกาศ อ้อ คือหลิวจี้จากอำเภอไคหยางนั่นเอง
หลิวจี้ก้มหน้าลงมองฉินเหยาที่ยกตัวเองขึ้นอย่างง่ายดายอย่างแข็งทื่อแล้วหันไปมองชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลที่กำลังตกตะลึง เขาโกรธจนหน้าแดง “มองอะไรกัน! ไม่เคยเห็นภรรยายกสามีหรืออย่างไร!”
ชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลพยักหน้า ใช่แล้ว เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก แปลกใหม่ดี
หลิวจี้พยายามอย่างยิ่งที่จะข่มความอายจนแทบอยากจะเอานิ้วเท้าจิกพื้นแล้วตบแขนฉินเหยา เมียจ๋า รีบปล่อยสามีลงเร็วเข้า!
ฉินเหยายิ้มอย่างล้อเลียน ปล่อยเขาลงกับพื้นแล้วเงยหน้าขึ้นมองตัวอักษรสีดำบนป้ายสีแดง ขั้นสามอันดับที่ยี่สิบเอ็ด แม้จะเป็นอันดับสุดท้ายของผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับฝู่ซื่อในครั้งนี้ แต่ก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว
ดวงตาของนางส่องประกายดุจดวงดาว มองไปที่คนเจ้าเล่ห์ข้างกายแล้วถอนหายใจยาว
เป้าหมายเล็กๆ อย่างแรก สำเร็จแล้ว
หลิวจี้กำลังตอบรับคนที่เข้ามาแสดงความยินดีกับตนเองโดยรอบทั้งไม่ว่าจะจริงใจหรือเสแสร้ง ทันใดนั้นเขาก็สงสัยว่าตอนนี้ฉินเหยารู้สึกอย่างไร
เมื่อหันกลับไปมองก็สบเข้ากับดวงตาสีดำคู่หนึ่งของนางที่สุกใสราวกับดวงดาว ท่ามกลางผู้คนมากมาย นางมองเพียงเขาผู้เดียว
ในชั่วพริบตานั้น หลิวจี้รู้สึกราวกับว่าหัวใจของเขาถูกใครบางคนเตะอย่างแรง มันบีบรัดอย่างกะทันหัน ทั้งเจ็บแปลบและตื้นตัน
โดยหาสาเหตุไม่ได้ จู่ๆ ก็เกิดความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะรวบรวมของทุกอย่างที่นางชอบจากทั่วทุกมุมโลกมามอบให้นางโดยไม่เลือกวิธีการ เพียงเพื่อแลกกับสายตาที่เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้