ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 479 เงินของเขา
ตอนที่ 479 เงินของเขา
ขณะนี้เป็นปลายเดือนห้า ยังเหลืออีกห้าถึงหกวันกว่าจะถึงเดือนหก
การสอบระดับย่วนซื่อครั้งถัดไปจะจัดขึ้นที่อิงเทียนฝู่ในช่วงต้นเดือนแปด
การเดินทางจากจังหวัดจื่อจิงไปยังอิงเทียนฝู่ต้องใช้เวลาเดินทางสิบวัน
จะว่าไกลก็ไม่ไกลนัก เดินทางโดยเรือไปตามทางน้ำ เพียงแต่ว่าการใช้ชีวิตบนเรือนั้นค่อนข้างลำบากอยู่บ้าง
ปีนี้ฉีเซียนกวนจะเข้าร่วมการสอบระดับย่วนซื่อต่อไป ตระกูลฉีได้เตรียมเรือไว้พร้อมแล้ว เพียงรอผลการสอบระดับฝู่ซื่อของหลิวจี้ประกาศออกมาก็จะออกเดินทางในเร็ววัน
หลิวจี้ติดรายชื่อสอบผ่านการสอบระดับฝู่ซื่อเป็นอันดับสุดท้าย แม้ว่ากงเหลียงเหลียวจะรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ถือว่าสอบผ่าน
ชายชราลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกและตั้งตารออย่างเงียบๆ ว่าศิษย์ทั้งสองของตนจะทำคะแนนได้เช่นไรในการสอบระดับย่วนซื่อ
แต่กงเหลียงเหลียวหารู้ไม่ว่า ศิษย์สายตรงทั้งสองของเขา คนหนึ่งได้อันดับหนึ่งของขั้นหนึ่ง อีกคนได้อันดับสุดท้ายของขั้นสาม บัดนี้ได้กลายเป็นหัวข้อซุบซิบนินทาของชาวบ้านในเมืองหลวงของมณฑลไปแล้ว
แต่เมื่อมองกลับกัน บัณฑิตอันดับสุดท้ายผู้นี้ใช้เวลาอ่านหนังสืออย่างจริงจังเพียงสองปีก็สามารถเอาชนะผู้เข้าสอบจำนวนนับไม่ถ้วนที่ขยันหมั่นเพียรมาตั้งแต่เด็กและผ่านการสอบระดับฝู่ซื่อไปได้ นี่จะไม่เรียกว่าเป็นอัจฉริยะที่ฉายแววช้าอีกรูปแบบหนึ่งได้อย่างไรเล่า
อีกทั้งมาตรฐานการรับศิษย์ของมหาบัณฑิตก็เข้มงวดอยู่แล้ว หากเขาไม่มีดีอะไรเลยจะเข้ามาเป็นศิษย์ของมหาบัณฑิตได้อย่างไร
แล้วจะได้รับการยอมรับจากคุณชายน้อยตระกูลฉีผู้เป็นศิษย์พี่ซึ่งมีฉายาว่าเป็นอัจฉริยะได้อย่างไร
ทิศทางลมเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ เมื่อผู้คนเอ่ยถึงซิ่วไฉกงหลิวจี้ผู้ได้อันดับสุดท้ายในปีนี้ก็มักจะเผลอนึกโยงไปถึงภาพลักษณ์ในแง่บวกอย่าง ‘ผู้ยิ่งใหญ่ย่อมสำเร็จช้า’ หรือ ‘ตราบใดที่ขยันอ่านหนังสือ ก็ไม่มีคำว่าสายเกินไป’ ที่ให้แรงบันดาลใจโดยไม่รู้ตัว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซ่งอวี้ที่แอบทำตามคำสั่งของฮูหยินตนเอง ไปหาคนสร้างกระแสไปทั่ว กล่าวว่า สิ่งที่เจ้าเชื่อก็เป็นแค่สิ่งที่คนอื่น ‘อยากให้เจ้าเชื่อ’ เท่านั้นแหละ
ส่วนความจริงน่ะหรือ ใครจะสนใจกัน
นับจากนั้นเป็นต้นมา หลิวจี้ก็ถูกผูกติดกับภาพลักษณ์ของคนขยันหมั่นเพียร ยากจนและเป็นอัจฉริยะที่ฉายแววช้าอย่างไม่อาจหวนกลับ
และเพราะท่าทางดูป้ายประกาศอันแปลกประหลาดของสองสามีภรรยาในวันนั้น ในเดือนห้านี้หลิวจี้จึงกลายเป็นที่โด่งดังขึ้นมาเล็กน้อย
จากคนไร้ชื่อเสียงเรียงนามกลายเป็นชาวบ้านยากจนที่บัณฑิตในจังหวัดจื่อจิงพอจะจดจำได้บ้าง
เพื่อให้ทันการสอบระดับย่วนซื่อที่อิงเทียนฝู่ หลิวจี้จึงต้องรีบกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องและซับซ้อนให้เรียบร้อย
ประจวบเหมาะกับที่ฉินเหยาก็กำลังจะเดินทางกลับเช่นกัน หลิวจี้ถึงกับร้องออกมาว่ายอดเยี่ยมจริงๆ!
คืนก่อนเดินทางกลับ ตระกูลเฮ่อเชิญสองสามีภรรยาไปร่วมงานเลี้ยงที่จวน เพื่อแสดงความยินดีกับหลิวจี้ที่สอบได้และเพื่อเลี้ยงส่งคนทั้งสอง
ซิ่วไฉที่เป็นอัจฉริยะที่ฉายแววช้าและยังขยันหมั่นเพียร ไม่ว่าอาจารย์หรือศิษย์พี่ของเขาจะเป็นใคร ในสายตาของตระกูลใหญ่เช่นตระกูลเฮ่อก็ล้วนมีคุณค่าพอที่จะลงทุนด้วยแล้ว
ดังนั้นอาหารมื้อค่ำนี้จึงจัดเตรียมไว้อย่างหรูหราอลังการ สองสามีภรรยากินดื่มกันอย่างเต็มที่จนกระทั่งดึกดื่นจึงกลับมายังโรงเตี๊ยม
หลิวจี้เมาจริงๆ มีชีวิตอยู่มาค่อนชีวิต ค่ำคืนนี้คือช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดในชีวิตของเขา
ใต้เท้าผู้ว่าการถึงกับรินสุราให้เขาด้วยตนเอง กวาดตามองไปทั่วทั้งจังหวัดจื่อจิง จะมีซิ่วไฉสักกี่คนที่ได้รับเกียรติเช่นนี้กัน!
เขาโซซัดโซเซพุ่งเข้าไปในห้องพักแขก เมื่อได้กลิ่นเครื่องนอนของตนเองก็ทิ้งตัวลงบนที่นอนอันอ่อนนุ่มดังตุบแล้วซุกหน้าหัวเราะเสียง “เหะๆๆ”
ฉินเหยาเหลือบมองหลิวจี้ที่กำลังดิ้นอยู่บนพื้นอย่างพูดไม่ออก ขมับของนางพลันเต้นตุบๆ
นางเอื้อมมือไปปิดประตู เดินอ้อมคนที่กำลังดิ้นอยู่แล้วมายังชั้นวางอ่างล้างหน้าเพื่อเทน้ำเตรียมล้างหน้าล้างตา
ไม่คาดคิดว่า เงาดำสายหนึ่งจะคลานเข้ามาที่เท้าของนางแล้วกอดขาของนางไว้อย่างกะทันหัน
ฉินเหยาก้มหน้าลงก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เส้นผมยุ่งเหยิงและดวงตาแดงก่ำกำลังช้อนขึ้นมองนาง ดูเหมือนสติสัมปชัญญะของเขาจะเลือนรางไปแล้ว
“ตอนนี้ข้าเป็นซิ่วไฉ เจ้าก็คือภรรยาของซิ่วไฉ แหะๆๆ ดีใจหรือไม่”
เขาถามโดยไม่รอนางตอบก็ฟุบหน้าลงแล้วเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นวางอำนาจ “ฉินเหยา! เจ้าต้องดูแลสามีอย่างข้าให้ดี ในภายภาคหน้าเจ้าจะได้กินหรูอยู่สบายไม่ลำบาก เข้าใจหรือไม่”
ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างอันตราย
“ดูนี่!” เขาโยนก้อนเงินเล็กๆ หนักห้าตำลึงก้อนนี้ใส่อ้อมแขนของนางอย่างอวดเบ่ง “ข้าให้รางวัลเจ้า! รับไปดีๆ ล่ะ! วันหน้าอย่าได้พูดว่านายท่านน้อยผู้นี้เอาแต่จ้องจะเอาเงินของเจ้า ตอนนี้นายท่านน้อยอย่างข้าก็เป็นคนที่หาเงินเองได้แล้ว…”
พูดไปพูดมา เขาก็พลันปล่อยขาของนาง ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นแล้วยกมือปิดหน้าพลางร้องไห้ฮือๆ ราวกับว่าได้รับความคับข้องใจมาอย่างแสนสาหัส
ฉินเหยามุมปากกระตุก ดูท่าครั้งนี้เขาคงจะเมาแล้วจริงๆ
หลิวจี้เริ่มร้องไห้ฟูมฟาย “ท่านแม่ ท่านไม่รู้หรอก ลูกของท่านถูกคนรังแกอย่างน่าอนาถ สตรีใจร้ายนางนั้นทุบตีคนเจ็บมาก ยังชอบบิดหัวคนอีก ลูกกลัวจะตายอยู่แล้ว…อ๊า!”
ฉินเหยาใช้สันมือสับลงไปทีหนึ่ง หลิวจี้ก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแล้วสลบไปกองกับพื้น
ในที่สุดโลกก็สงบสุขเสียที
ฉินเหยาลองชั่งน้ำหนักก้อนเงินเล็กๆ ที่นายท่านใหญ่หลิวประทานให้ตนดู เงินห้าตำลึงนี้น่าจะเป็นค่าเดินทางที่ทางการและคหบดีในท้องถิ่นร่วมกันสนับสนุนให้เหล่าซิ่วไฉในปีนี้ใช้สำหรับการไปสอบระดับย่วนซื่อ
แต่กลับถูกเจ้าคนอย่างหลิวจี้ซ่อนเอาไว้ หากไม่ใช่เพราะเมาจนลืมตัว เกรงว่าเขาคงไม่ยอมปริปากบอกนางแม้เพียงครึ่งคำ
ฉินเหยาแค่นเสียงเย็นชา เก็บก้อนเงินขึ้นมาก่อน จากนั้นก็ยกคนที่นอนขดอยู่บนพื้นขึ้นไปไว้บนที่นอน ล้างหน้าล้างเท้า เป่าตะเกียงแล้วเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวจี้สะดุ้งพรวดขึ้นมาจากความฝัน เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่สมองกลับว่างเปล่า นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าผิดปกติที่ตรงไหน
เขาลูบคลำไปทั่วตัวรอบหนึ่ง ในใจพลันกระตุกวูบ เงินก้อนสุดที่รักหายไปแล้ว!
ตอนที่ฉินเหยาลุกขึ้นมาจากเตียง คนบางคนก็กำลังคลานหาของอยู่บนพื้นห้องให้วุ่น
นางยักไหล่ ไม่ได้เอ่ยถาม ลงจากเตียงไปล้างหน้าล้างตา จัดเก็บสัมภาระใส่ห่อผ้าให้เรียบร้อยแล้วจึงแสร้งทำเป็นรำคาญเอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าหาอะไรอยู่หรือ”
หลิวจี้ฝืนยิ้มออกมา “ไม่มีอะไร ข้าแค่ดูว่าพื้นของโรงเตี๊ยมนี้แข็งแรงดีหรือไม่”
“เมียจ๋า เจ้าเก็บของเสร็จแล้วหรือ”
เมื่อเห็นฉินเหยาพยักหน้าและกลัวว่าหากให้นางรอนานนางจะอาละวาด หลิวจี้จึงฝืนทนความเจ็บปวดใจ กัดฟันยอมแพ้
เขาลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็วแล้วบอกว่าจะลงไปดูข้างล่างก่อนว่าซ่งอวี้เตรียมรถม้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
ขณะลงบันไดก็ฉวยโอกาสมองหาไปด้วย แต่ก็ไม่พบแม้แต่ร่องรอย
แต่เมื่อคิดดูแล้วก็ใช่ หากทำหายจริงๆ คนอื่นเห็นก็คงเก็บไปนานแล้ว
จนกระทั่งขึ้นรถม้า มองดูกำแพงเมืองหลวงของมณฑลที่ค่อยๆ ห่างออกไป จนรู้แก่ใจว่าไม่มีหวังที่จะหาเจอแล้ว ชายผู้เข้มแข็งมาทั้งชีวิตคนนี้ ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้ามองท้องฟ้าเป็นมุมสี่สิบห้าองศาและหลั่งน้ำตาแห่งความเสียใจจนแทบขาดใจ
ฮือๆๆ เงิน! เงินของข้า!
ด้านในรถม้า
ฉินเหยากำลังไล่ดูหยกคุณภาพต่ำและเศษผ้าไหมเนื้อดีที่อยู่ในหีบ นางไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเลยเพราะกลัวว่าจะมีคนเห็นมุมปากของตนที่กำลังจะฉีกยิ้มแทบจะถึงใบหู
เรื่องการค้าขายกล่องเครื่องใช้สตรี ในที่สุดห้างการค้าฟู่หลงก็ให้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว
พวกเขาอยากจะทำ แต่ต้องขอดูผลิตภัณฑ์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วก่อนแล้วจึงจะลงนามทำการค้ากับโรงงานเครื่องเขียน
ฉินเหยาตอบตกลงอย่างยินดีและยังได้หยกกับเศษผ้าไหมมาจากห้างการค้าฟู่หลงอีกด้วย นางตั้งใจว่าพอกลับไปถึงจะให้ซ่งอวี้จัดตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนาเล็กๆ ขึ้นมา เพื่อทำผลิตภัณฑ์ที่เสร็จสมบูรณ์ออกมาให้เร็วที่สุด
นอกรถม้า หลิวจี้ที่ถูกความเศร้าโศกเข้าครอบงำในที่สุดก็ค่อยๆ ดีขึ้น เขากุมหน้าอกพลางพูดเข้าไปในรถม้า พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของตนเองไปจากเรื่องก้อนเงิน
เห็นแก่หน้าก้อนเงินที่อยู่ในอกเสื้อ ฉินเหยาก็เลยตอบรับไปส่งๆ ว่า “อืม โอ้ อ่า”
คนทั้งสองคุยกันจนกระทั่งหลิวจี้พูดถึงเรื่องที่จะต้องไปหาผู้ใหญ่บ้านที่หมู่บ้านเพื่อประทับตราในเอกสาร ฉินเหยาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนจะยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกเจ้าหลิวจี้คนดวงซวยคนนี้
แต่ว่า ควรจะบอกเขาในตอนนี้ดีหรือไม่นะ
ฉินเหยาล้วงตราทองแดงเล็กๆ ที่ตนซ่อนไว้ในรอยพับของเข็มขัดออกมาแล้วยิ้มอย่างชั่วร้าย
ถ้าอย่างนั้นก็เพิ่มความตกตะลึงเล็กๆ น้อยๆ ให้กับชายผู้น่าสงสารที่ทำเงินหายคนนี้อีกสักหน่อยแล้วกัน!