ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 480 คนแรก
ตอนที่ 480 คนแรก
“อะไรนะ”
“เจ้าซึ่งเป็นสตรีนางหนึ่งกลับได้เป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านตระกูลหลิวของเราหรือ”
หลิวจี้แทบไม่เชื่อหูและสายตาของตัวเอง
ทว่าตราทองแดงที่คุ้นเคยในมือของฉินเหยากลับคอยย้ำเตือนเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่านี่คือเรื่องจริง
นางได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน!
หลิวจี้เบิกตากว้างมองตราทองแดง จากนั้นจึงหันไปมองซ่งอวี้ซึ่งเป็นคนขับรถม้า “บอกข้าที ว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง”
ซ่งอวี้ยิ้มเสียใจ “นายท่าน เป็นเรื่องจริงขอรับ ฮูหยินได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่แล้ว ชาวบ้านทุกคนร่วมกันลงคะแนนที่ศาลบรรพชน”
“ไม่!”
เสียงคำรามอย่างแตกสลายดังก้องไปทั่วทั้งป่าราวกับสายฟ้าฟาดในวันฟ้าโปร่ง ทำให้นกนับไม่ถ้วนในป่าแตกตื่นจนบินหนีไป
เปรี้ยง! พลันปรากฏสายฟ้าสีเงินสายหนึ่งฟาดลงมาจากท้องฟ้าที่แจ่มใส
หลิวจี้ที่กำลังแหงนหน้าคำรามลั่นอยู่บนรถม้าถึงกับตัวสั่นสะท้าน ไม่ใช่กระมัง ความคับแค้นใจของเขามากมายถึงขั้นเรียกสายฟ้าได้แล้วหรือ
เห็นได้ชัดว่าเขาคิดมากไป
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมอง ท้องฟ้าที่แจ่มใสพลันถูกเมฆดำที่ม้วนตัวมาจากแดนไกลบดบังอย่างรวดเร็วพลันมีสายฟ้าอีกสายฟาดลงมา ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องอู้อี้ดังลั่นจากเบื้องบน ฝนเม็ดใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดได้ทันตั้งตัว โหมกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
หลิวจี้รีบมุดเข้าไปในตัวรถม้า ซ่งอวี้ก็รีบคุมรถม้าไปจอดชิดริมถนนด้านใน
ฉินเหยาส่งหมวกงอบออกมาใบหนึ่ง ส่วนตัวเองก็สวมอีกใบแล้วมุดออกจากตัวรถม้าพลางมองฝ่าม่านฝนสีเทาหม่น นางจำได้ว่าแถวนี้น่าจะมีศาลาพักริมทางอยู่
น่าเสียดายที่ฝนตกหนักเกินไป เส้นทางเบื้องหน้าจึงถูกบดบังด้วยม่านน้ำจนหมดสิ้น
“ฮูหยิน ฝนห่าใหญ่นี้มาทั้งเร็วทั้งแรง น่าจะหยุดในไม่ช้า พวกเราจะรออยู่ริมถนนแล้วค่อยเดินทางต่อดีหรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้า โบกมือเป็นสัญญาณให้เขาเข้าไปในตัวรถม้าด้วยกัน ประทุนรถและตัวรถม้าที่เคลือบเงาไว้กันฝนได้ดีพอสมควร
เพียงสงสารเจ้าม้าเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เหล่าหวงของตนเอง ฉินเหยาตบหัวม้าเบาๆ เป็นการปลอบโยน เป็นเชิงบอกให้มันอยู่เฉยๆ จากนั้นจึงเข้าไปในตัวรถม้า
เสียงฟ้าผ่ายังคงดังไม่หยุด เป็นเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่ฉินเหยาเคยได้ยินมาในปีนี้
ฉินเหยาหันกลับไปชำเลืองมองหลิวจี้ที่ยังคงมีสีหน้าไม่ยินยอม “ก็เจ้านั่นแหละเสียงดัง จะตะโกนตอนไหนไม่ตะโกน ดันมาตะโกนเรียกฝนเสียได้ ทีนี้สนุกแล้วใช่หรือไม่”
หลิวจี้เบือนหน้าหนีพลางแค่นเสียง ‘เหอะ’ ในลำคอ แค่รู้ว่าฉินเหยาได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาก็แทบจะสติแตกอยู่แล้ว เรื่องนี้มันพลิกการรับรู้ของเขาไปโดยสิ้นเชิง
แต่เรื่องนี้ยังไม่นับเป็นอะไร ทันใดนั้นซ่งอวี้ก็บอกเขาว่า แต่เดิมชื่อของเขาก็อยู่ในรายชื่อผู้ท้าชิงด้วยเช่นกัน
เมื่อได้รู้รายละเอียดนี้ หลิวจี้ก็แทบจะกระอักเลือดเลยทีเดียว
เมื่อคืนที่งานเลี้ยงของจวนตระกูลเฮ่อ เขายังแอบยินดีกับตัวเองอยู่เลยว่า บัดนี้ตนเองก็เป็นนายท่านซิ่วไฉแล้ว สตรีร้ายกาจที่บ้านน่าจะสงบเสงี่ยมลงบ้าง คงไม่กล้าลงไม้ลงมือกับเขาโดยง่ายอีกแล้วกระมัง
อย่างไรเสียเขาก็มีตำแหน่งทางการติดตัว ไม่ว่าจะอยู่ในตระกูลหรือข้างนอก การจะบีบจะสตรีนางหนึ่งให้อยู่ในกำมือนั้น จะไปยากอะไร
ใครจะคิด!
นางกลับได้เป็นผู้ใหญ่บ้านเสียอย่างนั้น!
บัดนี้เอกสารที่เขาต้องใช้เพื่อเดินทางไปอิงเทียนฝู่สำหรับเข้าร่วมการสอบระดับย่วนซื่อล้วนต้องผ่านมือนาง!
แต่หลิวจี้เป็นคนรู้จักปลอบใจตัวเอง เศร้าได้ไม่เกินหนึ่งถ้วยชาเขาก็นึกขึ้นได้ทันที…เมียของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน นี่เป็นคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์เลยนะ
“ฮี่ๆๆ~” เขาไม่อาจหักห้ามมุมปากที่ยกสูงขึ้นได้จนส่งเสียงหัวเราะออกมา
หากไม่ใช่เพราะฝนห่าใหญ่ด้านนอกเพิ่งจะหยุดตกพอดี ฉินเหยาเห็นท่าทางเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายราวกับคนบ้าของเขาคงได้ตบหน้าเขาไปฉาดใหญ่แล้ว
หลิวจี้คุกเข่าประสานหมัดคำนับ “น้อมรับบัญชา!”
แล้วรีบมุดออกจากตัวรถม้า คว้าสายบังเหียน เตรียมจะบังคับม้าให้เดินทางต่อ
ซ่งอวี้รีบตามออกมา “นายท่าน ให้ข้าน้อยทำเองเถิดขอรับ”
“เช่นนั้นก็ได้” หลิวจี้จึงส่งสายบังเหียนให้ซ่งอวี้แล้วหันไปยิ้มให้ฉินเหยาอย่างใสซื่อ
ฉินเหยาขี้เกียจจะสนใจเขา ผลักเปิดประตูรถม้าด้านหลังแล้วเอาหมวกงอบที่เปียกฝนไปแขวนไว้ท้ายรถให้แห้ง
หลิวจี้มองถนนโคลนข้างหน้าอย่างเบื่อหน่าย ทันใดนั้น เงาดำๆ ในพงหญ้าริมถนนก็ปรากฏแก่สายตา
เขาตื่นเต้นจนลุกขึ้นยืนบนคานลากรถม้าแล้วเพ่งมองดู เป็นแพะภูเขาสีดำตัวหนึ่งที่วิ่งลงมาจากภูเขา เปียกโชกจากฝนห่าใหญ่ กำลังสลัดขนอยู่ตรงนั้น
“เมียจ๋า เมียจ๋า!” หลิวจี้กดเสียงต่ำรายงานเข้าไปในรถม้าอย่างตื่นเต้น “มีแพะภูเขาสีดำตัวหนึ่ง”
พูดจบก็อดเลียริมฝีปากไม่ได้ เนื้อแพะภูเขาเอามาตุ๋นกินนี่แหละสุดยอดที่สุดแล้ว
ฉินเหยาปิดประตูหลังรถอย่างใจเย็นแล้วเงยหน้ามองออกไปนอกรถ ในพงหญ้าที่ห่างออกไปร้อยก้าว สามารถมองเห็นเขาแพะสองข้างได้อย่างชัดเจน
นางโบกมือ หลิวจี้ก็รีบถอยออกจากตำแหน่งข้างประตู
เห็นเพียงฉินเหยามาที่คานลากรถม้า ก้มตัวลงไปใต้รถแล้วดึงเอาบางสิ่งออกมา ดาบเล่มใหญ่ที่หนักอึ้งสีเงินก็เผยความคมปลาบ
ซ่งอวี้สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ อดไม่ได้ที่จะพลอยตึงเครียดไปด้วยจึงชะลอความเร็วรถลง
รถม้าค่อยๆ เข้าไปใกล้ เงาดำในพงหญ้าพลันหยุดนิ่ง รู้สึกถึงความผิดปกติ
น่าเสียดายที่สายเกินไป
ฉินเหยาเหวี่ยงดาบออกไป!
ได้ยินเพียงเสียงดัง ‘ฉัวะ’ แพะภูเขายังไม่ทันส่งเสียงร้องโหยหวนก็ถูกดาบที่ลอยมาสับเข้าให้
หลิวจี้รีบลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะๆ เข้าไปดู แหวกพงหญ้าออกดูแล้วส่ายหน้า “จิ๊จิ๊จิ๊~”
เพลงดาบของสตรีใจร้ายผู้นี้ยังคงโหดเหี้ยมเช่นเคย!
หัวแพะที่สมบูรณ์หัวหนึ่งตกอยู่บนพื้นหญ้า ข้างๆ คือดาบเล่มใหญ่ที่ปักเฉียงอยู่บนพื้น
เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาจากตัวแพะ หลิวจี้พลันหมดความอยากกินมันขึ้นมาทันที
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาจากด้านหลัง หลิวจี้ก็หันกลับไปทำหน้าเหมือนจะร้องไห้พลางอ้อนวอน “เมียจ๋า คราวหน้าพวกเราลงมือเบาหน่อยได้หรือไม่ อย่างน้อยก็ช่วยเหลือซากที่สมบูรณ์ไว้ให้หน่อยเถิด สภาพเละเทะเลือดท่วมเช่นนี้จะเอาขึ้นรถม้าได้อย่างไร”
“เอาขึ้นไม่ได้ก็ไม่ต้องเอาขึ้น” ฉินเหยาดึงดาบของตนเองออกมา ดาบดีก็คือดาบดี ไม่มีเลือดสดๆ ติดอยู่แม้แต่หยดเดียว ทั้งหมดไหลไปตามร่องเลือดลงสู่พื้นดินจนหมดสิ้น
นางชี้ไปยังแม่น้ำสายเล็กๆ ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนน “เอาไปจัดการตรงนั้น ถือโอกาสหยุดพักกินข้าวเที่ยงด้วยเลย”
ไม่ต้องเอาไปด้วย หลิวจี้ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบจัดการกับแพะภูเขาผู้น่าสงสารตัวนี้แล้วเรียกซ่งอวี้ให้ไปล้างมันที่ริมแม่น้ำด้วยกัน
ทางด้านฉินเหยา หลังจากจอดรถม้าเรียบร้อยแล้วก็ปล่อยม้าให้ออกไปกินหญ้าและหาฟืนกลับมา ทางฝั่งของหลิวจี้และซ่งอวี้ก็จัดการเสร็จพอดีจึงนำแพะกลับมา
หลิวจี้ทิ้งส่วนที่จัดการลำบากอย่างหัวแพะ เครื่องในและลำไส้ไปอย่างฟุ่มเฟือย อีกทั้งยังฉีกหนังออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหลือเพียงลำตัวส่วนที่มีเนื้อเยอะที่สุดแล้วแบกกลับมา
ฉินเหยาตั้งโครงย่างเตรียมไว้แล้ว สามารถนำมันไปมัดไว้บนโครงย่างได้เลย
เมื่อคิดว่าการกินแต่เนื้อย่างเดียวอาจจะฝืดคอไปหน่อย หลิวจี้จึงไปนำหม้อทหารที่ฉินเหยาพกติดตัวทุกครั้งที่ออกจากบ้านออกมา หั่นเนื้อแพะส่วนที่ดีที่สุดสองสามชิ้นแล้วใส่ลงไปในหม้อเพื่อตุ๋น
ยังขาดต้นหอม ขิง และกระเทียมสำหรับดับกลิ่นคาว หลิวจี้ลุกขึ้นยืนแล้วมองไปรอบๆ ที่นี่มีผักป่าและหญ้าหลากหลายชนิดอยู่ค่อนข้างเยอะ หลังจากขออนุญาตเมียจ๋าแล้ว ถึงได้เดินลึกเข้าไปเพื่อค้นหา
ด้านในมีวัชพืชขึ้นสูงมาก หลิวจี้จึงเก็บท่อนไม้ขึ้นมาท่อนหนึ่งพลางใช้มันแหวกทางพลางเดินไป
ตุบ ท่อนไม้ไม่ได้ตีถูกวัชพืช แต่กลับเหมือนฟาดไปโดนสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ทั้งนุ่มและแข็งในเวลาเดียวกัน
ดวงตาของหลิวจี้เป็นประกายขึ้นมาทันทีหรือว่ายังมีแพะภูเขาสีดำอีกตัว
ไม่ทันได้ฉุกคิดว่าเหตุใดสัตว์ป่าที่ถูกกิ่งไม้ฟาดถึงไม่วิ่งหนีไป
คิดเพียงว่าวันนี้ตนเองโชคดีเป็นพิเศษ เขาจึงรีบชักไม้กลับมาแล้วใช้สองมือแหวกพงหญ้าที่ขึ้นรกทึบเป็นพิเศษตรงหน้าออก ยื่นศีรษะออกไปดูอย่างตื่นเต้น…