ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 481 นักฆ่าตัวจริง
ตอนที่ 481 นักฆ่าตัวจริง
………………..
ชายในชุดดำตลอดร่างคนหนึ่งซึ่งกำลังมัดชายอีกคนในชุดลำลองสีแดงเข้ม สบเข้ากับสายตาของหลิวจี้ที่โผล่พรวดออกมาพอดี
ใบหน้าสองดวง ดวงตาสี่คู่ หนึ่งสายตาเย็นเยียบแฝงจิตสังหาร ส่วนอีกสายตาหนึ่งเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นที่ถูกคนพบ
นัยน์ตาทั้งหกสบประสานกัน อากาศในชั่วพริบตานั้นพลันหยุดนิ่ง
ดวงตาของหลิวจี้กลอกไปมา ในหัวมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างเชื่องช้า…ดูเหมือนข้าจะโผล่มาในที่เกิดเหตุลอบสังหารเสียแล้ว!
จิตสังหารในดวงตาของชายชุดดำเข้มข้นจนแทบจะปะทุออกมา
มีดสั้นคมกริบที่เดิมทีจ่ออยู่บนคอของชายในชุดลำลองสีแดงเข้มก็เบี่ยงออกเล็กน้อย
การเผชิญหน้ากันสั้นๆ นี้ดูเหมือนจะยาวนานอย่างยิ่ง แต่ความจริงแล้วยังไม่ถึงครึ่งชั่วลมหายใจด้วยซ้ำ
ในชั่วพริบตานั้น หลิวจี้แทบจะทิ้งตัวไปด้านข้างและม้วนตัวไปกับพื้นตามสัญชาตญาณ!
มีดสั้นตวัดผ่านศีรษะของเขาดัง ‘ฉัวะ’ เส้นผมที่ปลิวไสวอย่างยุ่งเหยิงสัมผัสกับคมมีด ขาดไปส่วนหนึ่งแล้วค่อยๆ ร่วงหล่นลงตรงหน้าหลิวจี้
หัวใจของเขากระหน่ำเต้นรัว โดยไม่ลังเลอีก รีบใช้ทั้งมือทั้งเท้าตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งกลับไปทางเดิม ทั้งวิ่งทั้งตะโกนลั่นว่า “เมียจ๋า ช่วยข้าด้วย!”
ชายชุดดำหรี่ตาลง แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน จิตสังหารก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
ชายในชุดลำลองสีแดงเข้มที่ถูกจับพยายามจะขัดขวาง แต่เพราะสูดดมยาสลบเข้าไปไม่น้อยจึงไม่มีเรี่ยวแรงมากนัก เขาถูกชายชุดดำเตะกระเด็นไปอย่างแรง ทำได้เพียงร้องเตือนเสียงแผ่วว่า “ระวัง!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของเขา หลิวจี้ก็รู้สึกว่าคอเสื้อด้านหลังถูกใครบางคนกระชากอย่างแรง พอหันกลับไปมองก็เห็นดวงตาคู่เดียวที่โผล่ออกมาจากชุดดำของชายผู้ลึกลับ เต็มไปด้วยจิตสังหารที่พวยพุ่ง
มีดสั้นจ่อไปยังลำคอที่เงยขึ้นของหลิวจี้แล้วปาดเข้ามา
ทว่า เขาที่กำลังจะได้ไปพบพญายมกลับไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ชั่วร้ายและเปี่ยมเสน่ห์
ใบหน้าของหลิวจี้นั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ รอยยิ้มนี้เมื่อประกอบกับเส้นผมที่ปลิวไสวยุ่งเหยิงก็ให้ความรู้สึกงดงามน่าทึ่งจนหลุดพ้นจากโลกียะ ทั้งยังแฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนของภูตพรายที่ราวกับจะลากคนให้ตกลงไปในกับดัก
แววตาของชายชุดดำมืดครึ้มลง ความเร็วในมือพลันเร่งขึ้นในบัดดล ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องกำจัดผู้เห็นเหตุการณ์ที่ยั่วยุคนนี้ให้สิ้นซากโดยเร็วที่สุด!
แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีก้อนหินแหลมคมก้อนหนึ่งลอยละลิ่วแหวกอากาศมา กระทบเข้าที่ข้อมือของเขาดัง “แกร๊ก”!
ก้อนหินเล็กๆ นั้นมีขนาดเพียงเมล็ดพุทรา แต่กลับแฝงไปด้วยพลังมหาศาลดุจสายฟ้าฟาด กลิ่นคาวเลือดและความเจ็บปวดอย่างรุนแรงถาโถมเข้ามาพร้อมกัน บนข้อมือของชายชุดดำปรากฏรูเลือดขึ้นรูหนึ่ง มีดสั้นในมือพลันควบคุมไม่ได้ ร่วงหล่นลงในจังหวะที่ห่างจากคอของหลิวจี้ไม่ถึงครึ่งนิ้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวจี้ยิ่งเผยความหยิ่งผยองและมั่นใจมากขึ้น ชวนให้ผู้ที่ได้เห็นรู้สึกหมั่นไส้จนคันไม้คันมือ
แต่ชายชุดดำกลับไม่สนใจเขา เงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว พลันเห็นร่างบอบบางร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าในพริบตา หมัดหนึ่งก็กวาดเข้ามาอย่างแรง!
ชายชุดดำคิดจะหลบ แต่นั่นเป็นเพียงความคิดที่แวบผ่านเข้ามาในหัว ร่างกายยังไม่ทันได้ตอบสนอง
หมัดที่ดูเหมือนจะเชื่องช้าแต่ความจริงแล้วรวดเร็วอย่างยิ่งนั้นก็ซัดเขากระเด็นออกไปอย่างแรง!
ชายชุดดำเป็นราวกับผ้าขี้ริ้วเก่าๆ เขาถูกหมัดนี้ซัดจนกระแทกลงไปในดิน ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พลางกระอักเลือดออกมาคำโตแล้วตกอยู่ในสภาพกึ่งหมดสติ
ฉินเหยาอาศัยเพียงหมัดเดียว เขาก็ไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก
ชายในชุดลำลองสีแดงเข้มที่คุกเข่าอยู่บนพื้นข้างๆ ร่างกายทั้งชาทั้งอ่อนแรง เบิกตากว้าง สีหน้าดูงุนงงอยู่บ้าง
เขาไม่อยากจะเชื่อว่าชายชุดดำที่เมื่อครู่เกือบจะเอาชีวิตตนไปได้ ยังไม่มีโอกาสได้ลงมือด้วยซ้ำก็ต้องลงไปนอนกองกับพื้นเช่นนี้แล้ว
เขาเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่ปรากฏกายขึ้นมาอย่างกะทันหันอย่างระแวดระวัง นางผู้ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นสัมผัสได้ถึงสายตาของเขาทันทีจึงลดสายตาลงเหลือบมองมา พลังอำนาจอันแข็งแกร่งของนางราวกับอสูรยักษ์ที่อ้าปากดุจทะเลเลือดกว้างนั้นพร้อมที่จะกลืนกินฟ้าดิน!
ปุถุชนธรรมดาอย่างเขา เมื่ออยู่ต่อหน้านางก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก
“เมียจ๋า~” หลิวจี้เรียกสตรีที่อยู่ตรงหน้าเสียงแผ่วอย่างตื่นเต้น
เพียงแค่นางยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องทำสิ่งใดก็สามารถทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างเต็มเปี่ยมได้แล้ว
ฉินเหยามองไปยังร่างในชุดดำและชุดสีแดงเข้มที่นอนอยู่ตรงหน้าเขา หางตากระตุกแล้วกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า “เจ้าช่างโชคดีเสียจริงนะ”
กลางวันแสกๆ เรื่องพรรค์นี้ก็ยังอุตส่าห์มาเจอได้!
หลิวจี้ยิ้มแหยๆ ให้นาง แววตาฉายความรู้สึกผิดออกมาอย่างปิดไม่มิด
รู้ว่าต่อให้ตนอธิบายตอนนี้ก็คงไร้ประโยชน์สำหรับนาง หลิวจี้จึงลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล ปัดฝุ่นที่หัวเข่า จัดผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ หยิบท่อนไม้ที่เพิ่งทิ้งไปขึ้นมาแล้วก้าวฉับๆ ไปข้างหน้าเพื่อสอบสวนชายชุดดำ
แต่ก่อนจะสอบสวน เขาฟาดท่อนไม้ลงบนหัวของอีกฝ่ายเพื่อระบายความโกรธเสียก่อน “บังอาจคิดจะฆ่าข้าเรอะ ข้าจะตีเจ้าให้ตายเลย!”
เขามองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าแล้วทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างรังเกียจ “ตัวประหลาดอะไรกัน กลางวันแสกๆ ยังใส่ชุดดำทั้งตัว น่าขันสิ้นดี บอกมา เจ้าเป็นใคร ถ้าสารภาพมาตามตรง ข้าผู้เป็นนายท่านใหญ่ที่หล่อเหลาและสง่างามผู้นี้ จะให้เมียจ๋าของข้าเหลือศพเจ้าครบส่วน!”
ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะถูกยั่วยุ เขาลืมตาที่หรี่ปรือขึ้นทันใด จ้องมองมาอย่างดุร้ายแล้วทำท่าจะลุกขึ้นมาฆ่าเขาให้ตาย
หลิวจี้ร้องอุทานว่า “เวรแล้ว” ออกมาคำหนึ่งแล้วรีบถอยกรูดไปหลบอยู่ด้านหลังฉินเหยา
ฉินเหยา “…” บางครั้ง นางก็อยากจะตบคนจริงๆ
ครู่ต่อมา เมื่อไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวใดๆ หลิวจี้จึงค่อยๆ โผล่หัวออกมาดู
ชายชุดดำไม่ได้ลุกขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ยังคงนอนอยู่ในหล่มโคลนรูปคนที่เขาจมอยู่
หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งอย่างลำพองใจแล้วใช้ท่อนไม้กระทุ้งชายชุดดำที่พยายามยันกายท่อนบนขึ้นอย่างยากลำบากให้ล้มลงไปอีกครั้งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “บอกมา! ถ้าไม่บอกข้าจะฝังเจ้าเสียเดี๋ยวนี้!”
ชายชุดดำยิ้มอย่างดูแคลน “เหอะ!”
หลิวจี้เบิกตาโพลง “บังอาจเยาะเย้ยนายท่านใหญ่อย่างข้ารึ”
เขาโกรธจนหน้าแดงก่ำ หันกลับไปตะโกนบอกฉินเหยาว่า “เมียจ๋า ฆ่ามันเลย”
ใช้หลุมที่มีอยู่ใต้ร่างของชายชุดดำนี่แหละ ฝังมันไปตรงๆ เลย!
ชายชุดดำยังคงเยาะเย้ย แก้มที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าสีดำพลันขยับ เขากัดยาพิษแตก พิษร้ายแรงก็ออกฤทธิ์ในทันที ทั่วทั้งร่างของเขากระตุกอย่างรุนแรง
“แย่แล้ว รีบง้างปากเขาเร็ว!” ชายในชุดลำลองสีแดงเข้มร้องเตือนอย่างตื่นตระหนก
น่าเสียดายที่สองสามีภรรยาตรงหน้า ไม่มีใครขยับเลยแม้แต่น้อย
หลิวจี้มองชายชุดดำที่ทั่วร่างชักกระตุกด้วยความตกตะลึง ในเวลาเพียงชั่วหนึ่งลมหายใจ ร่างของเขาก็แข็งทื่อและล้มลงบนพื้น สิ้นลมหายใจไปแล้ว
อย่าได้ถามว่าเหตุใดเขาถึงไม่เข้าไปง้างปากชายชุดดำเพื่อเอายาพิษออกมา เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอเรื่องแบบนี้
สำหรับเขาแล้ว เรื่องของนักฆ่าในชุดดำอะไรทำนองนี้ เคยเห็นก็แต่ในหนังสือนิทานเท่านั้น
พอมาเจอตัวเป็นๆ แบบนี้ก็เลยทำอะไรไม่ถูกจริงๆ
อีกอย่างคือ เมียจ๋าของเขายังไม่ได้พูดอะไรแล้วเหตุใดเขาต้องไปฟังคำพูดของเจ้าคนชุดแดงเข้มนั่นด้วย!
“จิ๊ จิ๊” หลิวจี้ถอนหายใจออกมาสองครั้ง ก่อนจะโยนท่อนไม้ที่ใช้กระทุ้งชายชุดดำทิ้งไปอย่างรังเกียจว่าเป็นลางร้าย เขายังเช็ดฝ่ามือกับเสื้อผ้าของตนอย่างแรงจนสะอาดแล้วถอยไปยืนนิ่งๆ อย่างเชื่อฟังอยู่ด้านหลังเมียจ๋าของตน
ฉินเหยามองไปยังสีหน้าที่มืดมนจนยากจะคาดเดาของชายชุดแดง ก่อนจะหันหลังกลับอย่างเย็นชาแล้วเรียกหลิวจี้ “ไปกันเถอะ”
เนื้อแพะย่างสุกได้ที่แล้ว ส่งเสียงฉี่ฉ่าและมีน้ำมันร้อนๆ หอมกรุ่นไหลออกมา
ซ่งอวี้พลิกเนื้อแพะบนโครงไม้ครั้งหนึ่งพลางมองฮูหยินและนายท่านของตนที่เดินออกมาจากพงหญ้าเบื้องหน้าอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
การได้ออกมากับฮูหยินในครั้งนี้ ทำให้เขาเข้าใจในอุปนิสัยและระดับพลังยุทธ์ของฮูหยินมากขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว
ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นในพงหญ้า ข้าไม่ถาม ข้าไม่พูด แค่แล่เนื้อแพะที่ย่างสุกแล้วถวายก็พอ
ฉินเหยารับชามไม้ที่เต็มไปด้วยเนื้อย่างมาอย่างพึงพอใจ ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเริ่มกินอย่างใจเย็น