ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 482 ประสงค์จะว่าจ้างฮูหยิน
ตอนที่ 482 ประสงค์จะว่าจ้างฮูหยิน
………………..
ตอนนี้ค่าพลังป้องกันของหลิวจี้ขึ้นถึงขีดสุดแล้ว เขาหันมาทุ่มเทให้กับการทำน้ำแกงเนื้อแพะของตนต่อ ตั้งใจว่าจะอาศัยน้ำแกงดีๆ สักชามเพื่อจะได้โดนซ้อมน้อยลงสักยก
ก็เพราะ…หากไม่ใช่เพราะเขาจะไปหาเครื่องปรุง หากไม่ใช่เพราะเขาอยากรู้อยากเห็นเกินไป หากไม่ใช่เพราะเขาสังเกตเห็นความผิดปกติได้ไม่ทันท่วงที เมียจ๋าก็คงไม่ต้องลงมือ
ในเรื่องการตระหนักถึงข้อผิดพลาดของตนเอง เขาซิ่วไฉหลิวจี้ผู้นี้เป็นมืออาชีพ!
ผลสุดท้ายก็คือ น้ำแกงเนื้อแพะที่ไม่มีเครื่องปรุงรสย่อมไม่ได้อร่อยเลิศเลออะไรนัก
โชคดีที่ฉินเหยายังไว้หน้าเขาอยู่บ้าง ดื่มไปกว่าครึ่งชาม
หลิวจี้ลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก หลังจากกินอาหารกลางวันมื้อพิเศษนี้เสร็จ เขาก็รีบยกชามไปล้างริมแม่น้ำอย่างคล่องแคล่ว ทั้งยังสั่งห้ามไม่ให้ซ่งอวี้เข้ามายุ่งอย่างต้องการแสดงฝีมือครั้งใหญ่
เมื่อล้างหม้อและชามเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามคนก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตกแล้ว แต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องนอนค้างแรมกลางแจ้งในคืนนี้เพราะฉินเหยาคำนวณเวลาและระยะทางไว้ในใจแล้ว
ด้วยความเร็วขนาดนี้ พอถึงช่วงพลบค่ำก็น่าจะไปถึงบริเวณใกล้ๆ สถานีพักม้าพอดี
หากโชคดีหน่อย คืนนี้ที่สถานีพักม้าไม่มีขุนนางเข้าพัก พวกเขาก็จะได้ห้องพักแขกที่ปลอดภัยสักสองห้อง
แต่เห็นได้ชัดว่า หลังจากที่หลิวจี้ไปตีหญ้าให้งูตื่นจนเจอเข้ากับการลอบสังหารเมื่อตอนกลางวัน ชะตาก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าการเดินทางในวันนี้คงไม่ราบรื่นนัก
รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าได้ไม่ถึงห้าร้อยเมตร ร่างในชุดสีแดงเข้มร่างหนึ่งก็พลันกลิ้งลงมาจากเนินเล็กๆ ริมถนน
ใช่แล้ว กลิ้งลงมา
อาจเป็นเพราะหมดเรี่ยวแรงแล้ว เขาจึงนอนขวางอยู่บนเส้นทางที่รถม้าต้องผ่านไป กว่าจะยันกายท่อนบนลุกขึ้นมาได้ก็ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุโกลาหล ซ่งอวี้รีบหยุดรถม้าทันทีแล้วมองไปยังนายท่านใหญ่ข้างกายอย่างตกใจ “นายท่าน มีคนคนหนึ่งขวางทางอยู่ข้างหน้าเราขอรับ!”
ซ่งอวี้ “…”
“จะลงไปดูหน่อยหรือไม่ขอรับ” ซ่งอวี้ถามอย่างเป็นกังวลพร้อมขอคำสั่งจากฉินเหยาที่อยู่ในตัวรถม้า
คนผู้นั้นดูท่าทางไม่ค่อยดีนัก แต่กลับสวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมทอลายเนื้อดี เห็นได้ชัดว่าฐานะไม่ธรรมดา
ฉินเหยาโผล่ศีรษะออกมาดูแวบหนึ่งก็เห็นว่าเป็นชายคนเดียวกับที่ถูกชายชุดดำลอบสังหารเมื่อครู่นี้เอง
เขาลุกขึ้นจากพื้นอย่างโซซัดโซเซ ฝืนยืนอยู่กลางถนน ดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องมายังรถม้าของพวกเขาอย่างไม่วางตา
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านี่เป็นตัวปัญหาใหญ่จึงออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดว่า “อ้อมไป”
เสียงของนางไม่ดังแต่ก็ไม่เบาจนเกินไป พอที่จะทำให้อีกฝ่ายได้ยินอย่างแจ่มชัด
ชายผู้นั้นชะงักไปอย่างเห็นได้ชัดอาจไม่เคยคิดว่าตนจะถูกรังเกียจเช่นนี้
แต่พอนึกย้อนไปถึงตอนที่ชายชุดดำกัดยาพิษฆ่าตัวตายเมื่อครู่ ท่าทางที่ไม่สะทกสะท้านของสตรีผู้นี้ก็ทำให้รู้ว่านางไม่ใช่คนที่มองด้วยสามัญสำนึกทั่วไปได้
ซ่งอวี้สังเกตเห็นเค้าลางบางอย่างจากสายตาของฮูหยินและนายท่านของตนจึงพยักหน้า รับคำสั่งแล้วขับรถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าอีกครั้ง ตั้งใจจะอ้อมไปทางริมถนน
ไม่คาดคิดว่า ขณะที่รถม้ากำลังจะเคลื่อนผ่านชายผู้นั้นไป ฝ่ามือกว้างใหญ่ข้างหนึ่งก็พลันวางลงบนคานลากรถม้า
“ขออาศัยรถไปด้วยสักระยะได้หรือไม่” เขาถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
สายตาของเขามิได้มองชายสองคนบนคานลากรถม้า แต่มองไปยังฉินเหยาที่อยู่ด้านในรถม้า
ฉินเหยาลดสายตาลงมองฝ่ามือใหญ่บนคานลากรถม้าซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไปอยู่บ้าง ฝ่ามือนั้นหนาและกว้างเป็นพิเศษ นิ้วทั้งห้าเรียวผอม ทั้งยังผิดรูปเล็กน้อย
ฝ่ามือเช่นนี้ มีเพียงผู้ฝึกวรยุทธ์ที่ใช้อาวุธมาเป็นเวลานานเท่านั้นจึงจะมีได้
แววตาฉงนฉายวาบผ่านดวงตาของฉินเหยา คนผู้นี้เมื่อครู่นี้เกือบจะถูกชายชุดดำคนนั้นฆ่าตายงั้นหรือ ไม่น่าจะเป็นไปได้
แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนางด้วยเล่า!
“ไม่ได้” นางกล่าวอย่างเย็นชา
หลิวจี้สมกับเป็นสมุนมือเอกของฉินเหยา เขารีบชี้ไปที่มือของชายผู้นั้นซึ่งวางอยู่บนคานลากรถม้าแล้วกล่าวซ้ำอย่างเกรี้ยวกราด “บอกว่าไม่ได้อย่างไรเล่า ยังไม่รีบปล่อยมืออีก!”
เสียง “ตุบ” ดังขึ้นทีหนึ่ง ชายผู้นั้นก็หยิบป้ายคำสั่งออกมาแผ่นหนึ่งแล้วโยนเข้ามาในตัวรถม้าด้วยความจำใจอยู่บ้าง
ฉินเหยาใช้เท้าเหยียบไว้ ก่อนจะก้มลงหยิบขึ้นมาเปิดดู มันคือป้ายโลหะที่หนักอึ้ง ด้านหน้าสลักอักษรตัวใหญ่สี่คำว่า ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’
โอ้โฮ ที่แท้ก็เป็นขุนนาง!
“เมียจ๋า นั่นอะไรน่ะ ระวังอย่าให้โดนอาวุธลับเขาเข้านะ…” หลิวจี้ชะโงกหน้าเข้ามาอย่างเป็นห่วง คำเตือนของเขาขาดห้วงไปเมื่อเห็นอักษรสี่ตัวบนป้าย น้ำเสียงพลันเปลี่ยนไป “ผู้ตรวจการแผ่นดิน?!”
เขารีบเงยหน้าขึ้นมองฉินเหยาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นนางพยักหน้ายืนยันว่าป้ายเป็นของจริงก็รีบหันขวับกลับไปมองชายสภาพน่าสมเพชที่จับคานลากรถม้าของพวกเขาไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด เสื้อผ้าเปื้อนเลือด ผมเผ้ายุ่งเหยิง
หลิวจี้ถามเสียงเบาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ท่านคือผู้ตรวจการแผ่นดินหรือขอรับ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หัวใจของหลิวจี้ก็เต้นรัวขึ้นมาสองครั้ง ในหัวพลันมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามา ชายชุดดำนั่นตายก็เพราะมาเจอเข้ากับข้า ถ้าคิดแบบนี้ ปัดเศษขึ้นลงแล้วก็เท่ากับว่าข้าช่วยชีวิตขุนนางคนนี้เอาไว้มิใช่หรือ
เมื่อชายผู้นั้นเห็นสองสามีภรรยาเงียบไป ความหวังก็ผุดขึ้นในใจอีกครั้ง
เขาปล่อยมือจากคานลากรถม้า ถอยหลังไปครึ่งก้าวเล็กน้อย ฝืนร่างกายที่อ่อนแรงของตนแล้วประสานหมัดคารวะ “ข้าน้อยเป็นคนจากเมืองหลวง…”
แต่คาดไม่ถึงว่า เพิ่งจะเริ่มแนะนำตัวเองได้เพียงประโยคเดียว สตรีในรถม้าก็พูดแทรกขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องแนะนำตัว ข้าไม่อยากฟังและก็ไม่อยากรู้ ขึ้นรถมาเถอะ จะไปส่งที่โรงเตี๊ยม ส่วนที่เหลือท่านก็จัดการเองแล้วกัน”
ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ปฏิบัติหน้าที่แทนโอรสสวรรค์ยังถูกลอบสังหารได้ เรื่องราวเบื้องหลังที่พัวพันอยู่นี้ เพียงแค่คิดฉินเหยาก็รู้สึกหนังศีรษะชาไปหมดแล้ว
อีกทั้ง ผู้ตรวจการท่านนี้ยังมีวรยุทธ์ เห็นได้ชัดว่าคนที่ส่งเขามาก็รู้ว่าการเดินทางครั้งนี้อันตรายจึงได้ส่งคนเช่นนี้มา
ดังนั้น ทำเป็นไม่รู้อะไรเลยจะดีที่สุด!
ส่งคนไปที่สถานีพักม้าแล้วมอบให้เจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าจัดการ ให้คนของทางการเหล่านี้จัดการกันเอง
นางส่งสายตาให้หลิวจี้และซ่งอวี้ ทั้งสองคนก็ลงจากรถแล้วช่วยกันพยุงผู้ตรวจการสภาพน่าสมเพชผู้นี้ขึ้นไปบนรถม้า
ฉินเหยาขยับไปนั่งริมประตูรถม้า เหลือพื้นที่ในตัวรถม้าทั้งหมดไว้ให้เขานอน
หลิวจี้ที่เมื่อครู่ยังทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา ตอนนี้กลับเปลี่ยนมามีใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ทั้งป้อนน้ำป้อนเสบียงแห้งให้ ทั้งยังกำชับว่าหากรู้สึกไม่สบายตรงไหนให้บอกได้เลย พวกเขาสามารถชะลอรถม้าให้ช้าลงได้
จนกระทั่งหลิวจี้พยายามจะแอบสอบถามว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงถูกลอบสังหาร ฉินเหยาที่ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งมาตลอดถึงได้ถีบเขากระเด็นออกจากตัวรถม้าไป
หลิวจี้ลูบจมูกอย่างเจื่อนๆ ไม่ถามก็ไม่ถาม ตัวเขาก็ไม่ได้อยากจะฟังนักหรอก
แต่ว่าพวกเขาก็ควรจะทิ้งชื่อไว้บ้างมิใช่หรือ มิฉะนั้นในภายภาคหน้า ผู้ตรวจการท่านนี้จะไปตามหาผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณได้จากที่ใด
มีหรือที่ฉินเหยาจะมองแผนในใจของเขาไม่ออก นางยกมือขึ้นทำท่าปาดคอ ใครบางคนก็พลันสงบเสงี่ยมในทันที
ผู้ตรวจการท่านนี้กินดื่มเสร็จแล้วก็ล้มตัวลงนอนหลับไปอย่างสะลึมสะลือ
ฉินเหยายัดป้ายคำสั่งของเขาคืนไปให้ราวกับเป็นเผือกร้อนแล้วกล่าวว่า “อีกเดี๋ยวถึงสถานีพักม้าแล้วข้าจะเรียกท่าน”
ชายที่หลับใหลอย่างมึนงงได้ยินคำพูดของนางก็ฝืนยกเปลือกตาที่หนักอึ้งให้เปิดขึ้นอีกครั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงเจรจาต่อรองอย่างอ่อนแรงว่า
“ฮูหยินท่านนี้ ท่านน่าจะมองออกว่าข้าเองก็เป็นผู้ฝึกวรยุทธ์คนหนึ่ง ไม่ขอปิดบัง จริงๆ แล้ววรยุทธ์ของข้าไม่ได้ด้อยเลย ที่วันนี้เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดภายใต้น้ำมือศัตรูก็ล้วนเป็นเพราะไม่คุ้นกับสภาพบ้านเมืองต่างถิ่น”
“ร่างกายของข้ายังต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกหลายวัน แต่การลอบสังหารตลอดเส้นทางนี้ย่อมไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่…”
เมื่อสัมผัสได้ถึงเจตนาอันแรงกล้าของฉินเหยาที่อยากจะอุดปากเขา เขาก็รีบหยุดพูดไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวต่อ
“วรยุทธ์ของฮูหยินไม่ธรรมดา ข้าประสงค์จะว่าจ้างฮูหยินให้เดินทางคุ้มกันข้าไปจนถึงจวนที่ว่าการมณฑลของอำเภอไคหยาง ไม่ทราบว่าฮูหยินจะยินดีช่วยเหลือหรือไม่”
เขารับปากอย่างจริงจังว่า “เมื่อถึงที่หมายแล้ว ข้าจะตอบแทนอย่างงามแน่นอน! และจะไม่ให้ปัญหาย่างกรายไปถึงตัวฮูหยินด้วย!”
ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างประหลาดใจ บังเอิญถึงเพียงนี้เชียวหรือ เขาก็จะไปอำเภอไคหยางด้วย?