ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 491 เหลิง
ตอนที่ 491 เหลิง
“มาแล้ว! มาแล้ว!”
เสี่ยวไหลฝูจูงมือซานหลาง ทั้งสองคนวิ่งหน้าตั้งกลับมาจากช่องเขาตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน วิ่งพลางตะโกนเรียกเสียงดังลั่นอย่างตื่นเต้น
ต้าหลางและเอ้อร์หลางที่รออยู่หน้าโรงงานเครื่องเขียนพอได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งเฮือก รีบวิ่งกลับไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านทันที
ได้ยินเพียงเสียงของเอ้อร์หลางตะโกนก้องว่า “ท่านอาอาวั่ง ท่านพ่อท่านแม่ของข้ากลับมาแล้ว!”
อาวั่งและอินเยว่ที่กำลังนั่งเรียนอยู่ใต้ระฆังทองแดงกลางหมู่บ้านพลันหยุดชะงักแล้วพรวดพราดลุกขึ้นยืน
อาวั่งตีระฆังเพื่อส่งสัญญาณให้ชาวบ้านมารวมตัวกัน
อินเยว่รีบหยิบป้ายผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะหินขึ้นมาถือไว้ข้างหนึ่งแล้วโยนอีกข้างให้อาวั่ง
ทั้งสองคนก้าวแยกออกไปทางซ้ายและขวา พรึ่บเดียว ป้ายผ้าสีแดงผืนหนึ่งก็ค่อยๆ ถูกกางออก
เมื่อเห็นชาวบ้านรีบแบกกลองใบใหญ่และหิ้วฆ้องทองแดงมารวมตัวกัน ทั้งสองก็สบตากันครั้งหนึ่ง ก่อนจะชูป้ายผ้าเดินตรงไปข้างหน้า
“เมียจ๋า เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่”
ตรงช่องเขา หลิวจี้ที่นั่งอยู่บนคานลากรถม้าพลันหูกระดิก เขาเอ่ยถามคนที่อยู่ด้านหลังอย่างสงสัย
ฉินเหยาซึ่งกำลังหลับตาพักผ่อนอยู่ในรถม้า พอได้ยินก็ลืมตาขึ้นพลางเงี่ยหูฟัง เสียงฆ้องกลองดังสนั่นหวั่นไหวและใกล้เข้ามาทุกขณะ
ครู่ต่อมา รถม้าก็วิ่งพ้นจากช่องเขา ทันใดนั้นประทัดสองม้วนก็ราวกับร่วงหล่นจากฟ้า เสียงประทัดที่ดังเปรี๊ยะปร๊ะทำให้ทั้งม้าหนึ่งตัวและคนสามคนตกใจเป็นอย่างมาก
ฉินเหยาโผล่หน้าออกจากตัวรถม้า เงยหน้าขึ้นมองไปยังต้นตอของเสียงฆ้องกลองที่ดังสนั่น ดวงตาของนางก็พลันเบิกกว้าง
เห็นเพียงเงาคนจำนวนมากอยู่เบื้องหน้า ดูจากท่าแล้ว คาดว่าผู้เฒ่าและเด็กๆ จากหมู่บ้านตระกูลหลิวคงพากันมาจนหมดสิ้นแล้ว
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเป็นอันดับแรกคือป้ายผ้าสีแดงสด บนนั้นเขียนไว้ว่า ‘ยินดีต้อนรับซิ่วไฉกงหลิวจี้กลับสู่บ้านเกิด!’
ใต้ป้ายผ้าคือกลองใบใหญ่ที่ฉินเหยาไม่เคยเห็นมาก่อน ต้าหลางยืนอยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นว่านางมองมา ค้อนไม้ในมือก็ทุบลงไป ‘ตุ้ม ตุ้ม’ เสียงกลองดังกึกก้องสะเทือนฟ้า
ด้านหลังกลองคือเหล่าคนจากเรือนเก่าตระกูลหลิวที่กำลังถือผ้าสีโบกสะบัดอย่างสุดแรง
ส่วนชาวบ้านที่เหลือล้วนล้อมอยู่ด้านหลัง ตะโกนข้อความบนป้ายผ้าเสียงดังว่า “ยินดีต้อนรับซิ่วไฉกงหลิวจี้กลับสู่บ้านเกิด!”
เสียงที่ดังสนั่นนั้นทำให้หลิวจี้ถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ
จากนั้นมุมปากก็ยกสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งชนิดที่ห้ามไม่อยู่ แทบไม่ต้องครุ่นคิด เขาลุกขึ้นยืนบนคานลากรถม้าตามสัญชาตญาณ โบกแขนทั้งสองข้างตอบรับอย่างอบอุ่น “พี่น้องทั้งหลาย ข้าเจ้าหลิวสามกลับมาแล้ว!”
เมื่อได้รับการตอบรับ ทุกคนก็ยิ่งตื่นเต้น โบกผ้าสีในมือราวกับจะให้มันขาดสะบั้นไปข้างหนึ่ง
ซ่งอวี้เร่งรถม้ามาถึงเบื้องหน้าทุกคน ซื่อเหนียงวิ่งออกมาพร้อมกับดอกไม้ป่าช่อใหญ่ในอ้อมแขน นางยิ้มพลางยื่นให้ท่านพ่อ จากนั้นก็ไม่แม้แต่จะมองอ้อมแขนที่พ่อของนางกางออกรอกลับกระโดดขึ้นไปบนรถม้าแล้วโผเข้าสู่อ้อมกอดของท่านแม่ทันที
ฉินเหยาลูบศีรษะเล็กๆ ของนางเบาๆ พลางมองไปยังอาวั่งและอินเยว่ที่ชูป้ายผ้าสูง มุมปากของนางพลันกระตุกอย่างแรง ด้านหนึ่งเค้นรอยยิ้มเพื่อรับมือกับความกระตือรือร้นของชาวบ้าน อีกด้านหนึ่งก็กัดฟันถามเสียงลอดไรฟัน
“นี่เป็นความคิดของผู้ใด”
ซื่อเหนียงกระซิบข้างหูท่านแม่ “เป็นความคิดของพวกเราทุกคนเจ้าค่ะ แต่ท่านปู่เป็นคนต้นคิด”
“ท่านแม่ ที่บ้านจัดโต๊ะเลี้ยงแล้วนะเจ้าคะ เมื่อวานรอพวกท่านไม่มา ทุกคนก็กินกันไปแล้วรอบหนึ่ง ทั้งป้าใหญ่ ภรรยาท่านลุงรองแล้วก็ญาติๆ ฝั่งบ้านเดิมของท่านย่า ทุกคนมากันหมดเลยเจ้าค่ะ!”
พูดพลางชี้ไปที่กลองใบใหญ่ที่พี่ใหญ่กำลังตีอย่างเมามันจนเสียงดังตุ้มๆ “กลองใบใหญ่นี่ยังยืมมาจากหมู่บ้านของภรรยาของท่านลุงรองด้วย”
“ท่านแม่ ท่านพ่อของข้าเป็นซิ่วไฉแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงเบิกตากลมโตอย่างคาดหวัง ถามด้วยความดีใจ
ฉินเหยาพยักหน้า รอยยิ้มที่มุมปากจริงใจขึ้นเล็กน้อย “ใช่แล้ว ได้ที่โหล่เลยล่ะ”
ซื่อเหนียงไม่สนใจเลยว่าจะได้ลำดับที่เท่าไร ในเมื่อท่านแม่บอกว่าเป็นก็หมายความว่าตอนนี้ท่านพ่อเป็นซิ่วไฉตัวจริงเสียงจริงแล้ว!
เด็กหญิงตัวน้อยซบอยู่ในอ้อมอกของท่านแม่ มองแผ่นหลังสูงใหญ่ที่กำลังถูกชาวบ้านห้อมล้อมเดินเข้าไปในหมู่บ้านด้วยรอยยิ้ม นางก็พลันรู้สึกว่า ท่านพ่อในวันนี้สิจึงจะสมกับเป็นท่านพ่อ
“ผู้ใหญ่บ้าน ยินดีด้วยขอรับ! ตอนนี้ท่านก็ได้เป็นฮูหยินซิ่วไฉแล้ว!”
หลิวต้าฝูเดินออกมาจากฝูงชน มาหยุดอยู่หน้ารถม้าแล้วกล่าวแสดงความยินดีด้วยรอยยิ้ม
ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่ค่อนข้างคุ้นเคยกับฉินเหยาก็ตามมาสมทบเพื่อแสดงความยินดีกับนาง ในไม่ช้า รถม้าก็ถูกห้อมล้อมจนไม่มีทางไป
ฉินเหยาไม่เหมือนหลิวจี้ที่คล่องแคล่วราวกับปลาได้น้ำ นางกลัวสถานการณ์ที่คนเยอะๆ เช่นนี้จะตาย พอฝืนรับคำไปได้สองสามประโยคก็ส่งสัญญาณให้ซ่งอวี้เคลื่อนรถกลับบ้านราวกับจะหลบหนี
ทว่าพอมาถึงหน้าประตูบ้าน นางถึงได้รู้ว่าที่เมื่อครู่ซื่อเหนียงบอกว่าที่บ้านจัดงานเลี้ยงนั้นเป็นอย่างไร
สวนหลังบ้านของนางถูกขยับขยาย กำแพงล้อมรอบถูกสร้างเสร็จเรียบร้อย ตัวบ้านสร้างไปแล้วกว่าครึ่ง ที่เหลือล้วนเป็นที่ว่างกว้างขวาง
ในเวลานี้ ที่เรือนส่วนหน้ามีโต๊ะจัดเลี้ยงยาวเหยียดหนึ่งแถวยังไม่พอ สวนหลังบ้านยิ่งน่าตกใจกว่า มีโต๊ะจัดเลี้ยงถึงสามแถว ทำเอาฉินเหยาตกตะลึงไปเลย
“โอ๊ะ! นั่นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหลิวมาแล้ว!”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้น ฉินเหยาที่เพิ่งหนีจากปากทางเข้าหมู่บ้านก็ถูกเหล่าญาติจากต่างหมู่บ้านที่อยู่ในลานบ้านเข้ามารุมล้อม
ซื่อเหนียงมองใบหน้าที่ยิ้มจนแข็งค้างของท่านแม่ก็ป้องปากแอบหัวเราะ แอบลงจากรถม้าเพื่อไปตามกองหนุน
เพราะฉินเหยาขับรถม้ามา ความเร็วจึงไวกว่าพวกของหลิวจี้ที่เดินเท้าอยู่บ้าง ในตอนนี้กองทัพใหญ่ของหมู่บ้านตระกูลหลิวและหลิวจี้ยังคงอยู่ข้างหลัง
ตามธรรมเนียม เมื่อถูกหลิวเหล่าฮั่นลากมาที่ศาลบรรพชน จะต้องคุกเข่าคารวะบรรพบุรุษก่อน พอเสร็จพิธีแล้ว ทุกคนจึงพากันมุ่งหน้าไปยังเรือนของฉินเหยา
“ท่านพ่อ!” ซื่อเหนียงอาศัยความตัวเล็กของตนมุดผ่านฝูงชนเข้าไปราวกับปลาไหลจนมาถึงเบื้องหน้าท่านพ่อที่กำลังดีใจจนลืมตัว นางกระตุกแขนเสื้อของเขาอย่างแรง บิดาแก่ๆ จึงเพิ่งจะก้มหน้าลงมาเห็น
ซื่อเหนียงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงเอ่ยว่า “ท่านแม่เรียกเจ้าค่ะ!”
บิดาแก่ๆ พลันได้สติในทันที เขาโบกมือปฏิเสธคำเชิญของชาวบ้านที่ชวนไปดื่มเหล้าที่บ้านเป็นพัลวันพลางแหวกกลุ่มพี่น้องที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้า พลางวิ่งกลับบ้านและตะโกนไปด้วยว่า
“ไปๆๆ ไปที่บ้านข้ากันให้หมด ข้าจะเอาเหล้าดีที่บ้านออกมา คืนนี้พวกเราไม่เมาไม่เลิก!”
ทุกคนพากันหัวเราะแล้วเดินตามไปเป็นขบวน
พวกเด็กๆ ดีใจกันที่สุด มีต้าหลางและจินเป่านำขบวน ด้านหลังมีเด็กเล็กๆ เดินตามเป็นพรวน วิ่งวุ่นไปมาในลานบ้าน ไม่ยอมพลาดของอร่อยแม้สักอย่างเดียว
โต๊ะจัดเลี้ยงเตรียมพร้อมแล้ว พอคนมากันครบ นางเหอและหลี่ซื่อก็ตวัดตะหลิว เริ่มงานเลี้ยง!
เนื้อหมูครึ่งซีกที่ฉินเหยาซื้อกลับมาไม่ได้ถูกนำมาใช้เลย หลิวเหล่าฮั่นควักเงินเก็บส่วนตัวทั้งหมดออกมาซื้อหมูอ้วนมาทั้งตัว รับรองว่ามีข้าวและเนื้อให้กินอย่างไม่อั้น
แม้นางจางจะอดบ่นไม่ได้ว่าพวกเขาบ้าตามกระแส แต่ครั้งนี้หลิวจี้ก็ทำให้ทั้งบ้านได้หน้าไม่น้อย เอาเถอะ…ก็ปล่อยให้พวกเขาบ้ากันไปอีกสักสองสามวันก็แล้วกัน
คืนที่ฉินเหยาได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านยังไม่คึกคักเท่าวันนี้ ตลอดงานเลี้ยงแม้ว่านางจะไม่ต้องกังวลใจอะไรเลย แต่กลับรู้สึกมึนงงอยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งเที่ยงคืน ทุกคนแยกย้ายกันกลับไป ในลานบ้านพลันเงียบสงบลง เมื่อมองดูสภาพที่เละเทะเกลื่อนลานบ้าน นางถึงค่อยรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง
หลิวจี้เมาจนหมดสติ อาวั่งแบกเขาไปยังห้องหนังสือและจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้นายท่านใหญ่ผู้หล่อเหลาองอาจของตนอย่างยากลำบาก จากนั้นจึงถอยออกมา
หลังงานเลี้ยงมีถ้วยชามหม้อไหกองอยู่มากมาย อาวั่งเก็บกวาดเรือนส่วนหน้า หลี่ซื่อรับผิดชอบสวนหลังบ้าน ซ่งอวี้และเสี่ยวไหลฝูก็เข้ามาช่วยด้วย ไม่เช่นนั้นคงเก็บกวาดไม่เสร็จ
ส่วนพวกต้าหลางสี่พี่น้องพากันเล่นกับเด็กๆ ในหมู่บ้านจนลืมโลก ตอนที่ท่านแม่กลับมาก็ยังไม่ทันได้มาเจอหน้า ตอนนี้พลังงานหมดเกลี้ยงแล้วจึงนอนหลับสนิทอยู่ในห้อง
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาที่ได้สัมผัสถึงความรักความเอาใจใส่ในเชิงบวกจากบิดา
ชาวบ้านที่เคยรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขาอย่างยิ่งในวันวาน วันนี้กลับยกย่องพวกเขาเสียจนลอย
เมื่อต้องเผชิญกับความห่วงใยและไมตรีจิตมากมายขนาดนี้อย่างกะทันหัน แม้แต่ผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหลิงขึ้นมาบ้าง นับประสาอะไรกับเด็กๆ ที่เคยถูกกีดกันมาโดยตลอด
ฉินเหยามองจันทร์เสี้ยวสว่างนอกหน้าต่างแล้วยิ้มบางๆ นางวางผลไม้แห้งที่ซื้อมาไว้ข้างหัวเตียงของเด็กๆ จุมพิตที่หน้าผากของพวกเขาแต่ละคน แล้วกล่าวว่า “ราตรีสวัสดิ์”