ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 492 คนประเภทเดียวกัน
ตอนที่ 492 คนประเภทเดียวกัน
ในครั้งนี้ฉินเหยานอนหลับสนิทมาก แม้แต่เสียงก่อสร้างบ้านในสวนหลังบ้านก็ไม่สามารถปลุกนางให้ตื่นได้
หลิวจี้คนขี้เมานั่นยิ่งหลับเป็นตาย เขานอนหลับลึกไปจนถึงบ่ายถึงเพิ่งจะตื่นขึ้นมาในสภาพที่ราวกับลืมวันลืมคืน
ฉินเหยาตื่นก่อนเขาหนึ่งชั่วยามและได้พาพวกเด็กๆ ไปที่เรือนเก่ามารอบหนึ่งแล้ว
ฉินเหยานำเงินสิบตำลึงไปให้หลิวเหล่าฮั่น นางจะปล่อยให้ผู้เฒ่าเป็นคนออกเงินค่าจัดเลี้ยงได้อย่างไร ย่อมต้องนำเงินไปคืนให้อยู่แล้ว
ส่วนที่เกินมาก็ถือว่าเป็นค่าเหนื่อยให้กับท่านผู้เฒ่าไป
ตอนแรกหลิวเหล่าฮั่นไม่ยอมรับ แต่พอนึกถึงเมื่อคืนที่กลับบ้านไปแล้วโดนนางจางบิดหูจนเจ็บระบมก็สูดปากรับเงินไปอย่างอิดออด
ฉินเหยาส่งยิ้มล้อเลียนราวกับมองออกทุกอย่าง พยักหน้าให้ชายชราแล้วจึงนำขบวนหางน้อยๆ ทั้งสี่ของนางจากไปเพื่อเริ่มตรวจตราตามที่ต่างๆ
ที่โรงงานเครื่องเขียนมีซ่งอวี้อยู่ เรื่องนั้นจึงไม่รีบร้อน
นางไปดูความคืบหน้าที่สำนักศึกษาก่อน
ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงติดตามท่านแม่ไปไม่ห่างกาย
พอตื่นเช้ามาเห็นผลไม้แห้งที่หัวเตียง สามพี่น้องชายจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้พวกเขาไม่ได้ทักทายท่านแม่ที่กลับมาถึงบ้านเลย
หัวใจที่พองฟูจากการประจบประแจงของชาวบ้านพลันสงบลงไม่น้อย เมื่อมองผลไม้แห้งในมืออีกครั้งก็รู้สึกผิดขึ้นมาในใจ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเช้าสามพี่น้องจึงเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องของฉินเหยา ภายในระยะหนึ่งจั้งไม่มีคนหรือสัตว์เลี้ยงเข้ามาใกล้ได้ ใครกล้ารบกวนการนอนของท่านแม่ พวกเขาก็จะถลึงตาใส่คนนั้น
แม้แต่หลี่ซื่อที่กำลังทำอาหารก็ยังต้องเคลื่อนไหวให้เบาลงโดยไม่รู้ตัว พอนางรู้ตัวอีกทีก็ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ตอนนี้ฉินเหยาบอกสามพี่น้องไปแล้วว่าตนไม่ได้โกรธ แต่ทั้งสามที่ยังรู้สึกผิดก็ยังไม่ยอมไปไหน
พวกเขาเดินตามหลังฉินเหยาและถามไม่หยุดว่า “ท่านแม่ มีอะไรให้พวกเราทำหรือไม่ขอรับ”
ต้าหลาง “น้าเหยา ท่านอยากดื่มน้ำหรือไม่ขอรับ”
เอ้อร์หลาง “ท่านแม่ ท่านร้อนหรือไม่ ให้ข้าใช้ใบตองพัดให้เอาไหมขอรับ”
ซานหลางที่กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ เอ่ยถามว่า “ท่านแม่ ท่านหิวหรือไม่ จะกินผลไม้แห้งหน่อยไหมขอรับ”
ซื่อเหนียงจูงมือท่านแม่ หันกลับไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พวกพี่ชายแล้วกระซิบกับฉินเหยาเสียงเบาว่า “ท่านแม่ เราอย่าไปสนใจพวกเขาเลยเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังๆ เมื่อเด็กๆ ได้ยินเสียงหัวเราะของนางก็พากันหัวเราะตามอย่างเซ่อซ่า ทั่วทั้งภูเขาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของห้าแม่ลูก
ฉินเหยาเด็ดหญ้าหางสุนัขต้นหนึ่งมาหมุนเล่นบนปลายนิ้ว ความรู้สึกของการได้กลับบ้านนี่มันดีจริงๆ!
สำนักศึกษาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ตอนนี้ลุงเก้าได้จัดตารางการทำงานให้ชาวบ้าน ทุกคนจะผลัดกันมาทำงานครึ่งวัน เพื่อไม่ให้กระทบกับงานในไร่นาและคนที่มาทำงานก็จะได้ไม่เหนื่อยเกินไป
ดูจากความคืบหน้าในตอนนี้แล้วก็น่าจะคาดหวังได้ว่าสำนักศึกษาจะสร้างเสร็จก่อนเดือนเก้าในปีนี้
เด็กๆ ในหมู่บ้านที่ไม่มีอะไรทำก็จะมาช่วยด้วย หวังว่าสำนักศึกษาจะสร้างเสร็จในเร็ววัน
เมื่อเห็นฉินเหยามาตรวจดู พวกเด็กๆ ที่กำลังช่วยผู้ใหญ่ขนอิฐอยู่ที่สถานที่ก่อสร้างก็รีบกรูกันเข้ามา ถามนางอย่างตื่นเต้นว่าเหรียญรางวัลทำเสร็จแล้วหรือยัง
ฉินเหยาเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว พอโดนเด็กๆ เตือนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้
แต่นางไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า ตอบกลับไปอย่างใจเย็นว่า “ข้าเขียนแบบเสร็จแล้ว วางใจเถอะ ช่างตีเหล็กของหมู่บ้านเซี่ยเหออีกไม่นานก็ทำออกมาได้แล้ว”
นางส่งสัญญาณให้ทุกคนตั้งใจทำงาน หากมีเรื่องอะไรก็ให้ไปหานางได้เลย จากนั้นฉินเหยาก็พาลูกๆ ทั้งสี่คนไปเดินดูรอบๆ บ้านร้างในหมู่บ้าน
บ้านของซ่งจางได้เริ่มก่อสร้างแล้ว มีการส่งพ่อบ้านคนหนึ่งมาควบคุมงาน ตอนนี้รากฐานก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว
ที่ดินในหมู่บ้านหลายแปลงถูกบัณฑิตที่มีเงินซื้อไป ตอนนี้ก็ได้เริ่มลงมือก่อสร้างแล้วเช่นกัน
ฉินเหยาจากไปเพียงครึ่งเดือน แต่หมู่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมู่บ้านกลับกลายเป็นสถานที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ไปแล้ว
มีหน่วยก่อสร้างจากภายนอกอยู่หลายหน่วย หน่วยหนึ่งมีประมาณสิบคน ทำให้มีคนเดินอยู่ในหมู่บ้านเพิ่มขึ้นหลายสิบคน
เมื่อรวมกับคนงานกว่าร้อยคนในโรงงานเครื่องเขียน พอถึงตอนเย็น คนที่เดินออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวสามารถเรียงกันเป็นแถวยาวได้เลย
มีคนก็มีการพัฒนา โรงน้ำชาของบ้านช่างไม้หลิวได้เพิ่มส่วนของร้านอาหารเข้ามา เตรียมอาหารกลางวันให้หน่วยก่อสร้างจากภายนอกทุกวัน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกก้อนหนึ่ง
เมื่อคนกินข้าวเยอะขึ้น ความต้องการผักก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตอนนี้ไข่ไก่ของท่านยายหวังสามารถขายภายในหมู่บ้านจนหมดได้แล้ว
ฉินเหยาคิดว่า หากสามารถทำให้การค้ากล่องเครื่องใช้สตรีลุล่วงและเป็นไปได้ด้วยดี หมู่บ้านตระกูลหลิวก็จะอยู่ไม่ไกลจากการหลุดพ้นจากความยากจนแล้ว
เด็กทั้งสี่คนเดินตามหลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไม่หยุด ตอนแรกฉินเหยายังรู้สึกว่าแปลกใหม่ดี แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าหนวกหูจึงหาข้ออ้างไล่สี่พี่น้องกลับบ้านไปหาพ่อของพวกเขาเพื่อทำการบ้าน
นางมาที่โรงงานเครื่องเขียนตามลำพัง เรียกผู้จัดการของแต่ละแผนกมาที่ห้องทำงานเล็กๆ ของนาง เพื่อเปิดประชุมย่อยสั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาและปรับปรุงกล่องเครื่องใช้สตรี จากนั้นได้จัดตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนาที่นำโดยอวิ๋นเหนียงขึ้นมา รับผิดชอบงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยเฉพาะ
เมื่อจัดการเรื่องงานเสร็จสิ้นก็เดินจากไปอย่างสง่างาม
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน!”
เสียงสตรีอันไพเราะที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง ฉินเหยาไม่เพียงไม่หยุด แต่กลับเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น
อินเยว่รีบวิ่งตามมา แต่น่าเสียดายที่ฉินเหยาฝีเท้าเร็วกว่า นางจึงทำได้เพียงหยุดและตะโกนบอกเสียงดังว่า
“ข้าเรียนรู้ตัวอักษรได้เจ็ดร้อยแปดสิบตัวแล้ว!”
ฉินเหยาตบหน้าผากตัวเอง สบถเสียงเบาว่า “ให้ตายสิ” ฝีเท้าของนางเร่งก็ขึ้นอีกครั้งและหายไปจากสายตาของอินเยว่ในชั่วพริบตา
นางมองถนนในหมู่บ้านที่ว่างเปล่า ไม่เพียงไม่รู้สึกผิดหวัง แต่กลับรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาอีก อีกไม่นานแล้ว อีกไม่นานนางก็จะสามารถเร็วได้เหมือนผู้จัดการใหญ่ฉิน!
พอคิดเช่นนี้ อินเยว่ก็ตื่นเต้นจนตัวสั่นสะท้าน นางกำหมัดแน่น หันหลังกลับและเดินกลับไปยังโรงอาหารเพื่อทำงานเก็บกวาดจิปาถะของตนต่อ
ในแต่ละวันนางทำงานเพียงครึ่งวัน เวลาที่เหลือสามารถนำมาใช้เรียนหนังสือได้ทั้งหมด ตอนนี้อินเยว่รักงานจิปาถะในโรงอาหารนี้จะตายอยู่แล้ว
อีกด้านหนึ่ง
ฉินเหยาหน้าบึ้ง ก้าวฉับๆ เข้าไปในบ้าน ปัดหลิวจี้ที่เข้ามาประจบสอพลอออกไปแล้วเดินอ้อมลูกๆ ทั้งสี่คนที่กำลังขบคิดทำการบ้านอย่างหนัก เดินผ่านญาติๆ ที่ทำงานอยู่ในสวนหลังบ้านและมุ่งตรงไปยังแปลงผักในสวนหลังบ้านทันที
“อาวั่ง!”
เสียงตะโกนดังลั่นจากด้านหลัง ทำให้กระบวยตักมูลในมือของอาวั่งสั่นเล็กน้อยจนเกือบจะหกออกมาสองสามหยด
เขาวางกระบวยตักมูลลงอย่างมั่นคง หันกลับมามองสตรีที่กำลังยืนเท้าสะเอวจ้องตนอย่างเกรี้ยวกราดด้วยความไม่เข้าใจ
“มีเรื่องอะไรหรือขอรับ” อาวั่งถาม
หากไม่ใช่เพราะเมื่อครู่เห็นกระบวยในมือเขาสั่น ฉินเหยาคงเกือบโดนสายตาไร้เดียงสาของเขาหลอกไปแล้ว
ฉินเหยาคาดคั้นอย่างหงุดหงิดว่า “ทำไมเจ้าถึงสอนตัวอักษรนางเยอะขนาดนี้”
อาวั่ง “นางเรียนรู้เร็ว”
ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึก ตะคอกเสียงต่ำว่า “นางเรียนรู้เร็วเจ้าก็สอนเร็วงั้นรึ”
อาวั่งพยักหน้า “ใช่ มีปัญหาอะไรหรือขอรับ”
ฉินเหยา “…”
อาวั่งทำราวกับไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ เขาลุกขึ้นยืนและพูดอย่างจริงจังซึ่งหาได้ยากว่า
“อินเยว่ฉลาดมาก เรียนรู้ตัวอักษรได้เร็ว ความจำดีและอดทนต่อความลำบากได้ แม้จะอายุมากไปหน่อย แต่ก็มีพรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์ ฮูหยินท่านน่าจะลองดู”
ฉินเหยาแทบไม่เชื่อว่าคำพูดนี้จะออกมาจากปากของอาวั่ง นางหรี่ตาลง รู้สึกว่าตนเองคงต้องประเมินท่อนไม้ที่อยู่ตรงหน้านี้ใหม่เสียแล้ว
อาวั่งย่อมสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของนาง เขาจึงชิงพูดขึ้นก่อนที่ฉินเหยาจะทันได้เอ่ยปากถามว่า
“ฮูหยินอย่าคิดมาก ข้ากับอินเยว่เป็นสหายกัน”
เพราะกลัวว่าฉินเหยาจะไม่เชื่อ อาวั่งจึงเสริมขึ้นอีกประโยคว่า “ถึงแม้พวกเราจะไม่เคยพูดออกมา แต่ข้ารู้สึกได้ว่านางก็รู้สึกว่าข้ากับนางเป็นคนประเภทเดียวกัน”
ล้วนเป็นคนที่ค่อยๆ ตื่นขึ้นมาจากความมึนงงสับสนและไม่มีตัวตน