ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 493 ครอบครัวเดียวกัน
ตอนที่ 493 ครอบครัวเดียวกัน
“ข้าไม่เคยรู้สึกว่าวิธีที่ข้าสอนอินเยว่เพื่อเสริมสร้างความจำจะมีอะไรผิด แต่ถ้าฮูหยินไม่พอใจเพราะเรื่องนี้…”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น นึกว่าเขากลัวจะโดนตนทุบตีจนตายก็เลยจะเลือกพูดว่าจะไม่ช่วยเหลืออินเยว่ต่อไปแล้ว
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า!
อาวั่งพูดว่า “เช่นนั้นข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้”
“ซู้ด…” ฉินเหยาสูดหายใจเข้าลึก โดนทำให้โมโหเข้าแล้ว!
แต่นางไม่อยากจะชกท่อนไม้ที่ทำให้ตนโมโหแทบตายตรงหน้านี่เลยสักนิด
ในหัวของนางพลันสงบลง ฉินเหยาถามอย่างสงสัยว่า “เจ้าแน่ใจรึว่านางมีพรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์”
อาวั่งพยักหน้าอย่างแน่วแน่แล้วจึงย่อตัวลงหยิบกระบวยตักมูลของเขาขึ้นมาดูแลแปลงผักล้ำค่าของตนต่อ
“เมียจ๋า ทำไมหน้าเจ้าถึงดำคล้ำเช่นนี้”
หลิวจี้โผล่มาที่แปลงผักตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ เขาเหลือบมองสีหน้าเคร่งขรึมของฉินเหยาแล้วเหลือบมองท่าทีรดน้ำผักราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นของอาวั่งอีกครั้ง พลันเบิกตากว้าง ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ชี้ไปที่อาวั่งแล้วถามอย่างโกรธเกรี้ยวว่า
“ใช่เจ้าเด็กอาวั่งนี่หรือไม่ที่ทำให้เจ้าไม่พอใจ”
เมื่อเผชิญหน้ากับการใส่ร้ายอย่างไร้มูลความจริงของนายท่านใหญ่ตนเอง อาวั่งก็เต็มไปด้วยความสงสัย ไม่ใช่อินเยว่หรอกหรือที่ทำให้ฮูหยินไม่พอใจ
ฉินเหยาโบกมือไม่ต้องการพูดถึงเรื่องเมื่อครู่อีกพลางมองหลิวจี้อย่างสงสัย “เจ้ามาทำอะไร”
หลิวจี้ทำได้เพียงเก็บความสงสัยของตนไว้แล้วตอบว่า “เมื่อครู่จินเป่ามาบอกว่า คืนนี้ให้พวกเราไปกินข้าวเย็นที่เรือนเก่า”
พูดจบก็เบ้ปาก กุมหน้าผากแล้วพูดว่า “ข้ายังเวียนหัวอยู่เลย”
ความนัยก็คือ เขาไม่อยากไปกินข้าวเย็นที่เรือนเก่ามื้อนี้
ฉินเหยาเห็นปฏิกิริยาของเขาก็พอจะเดาได้ในใจ คงจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสถานะซิ่วไฉของหลิวจี้ในตอนนี้เป็นแน่
“เรื่องภาษีที่นาที่ดินต่อให้เจ้าไม่เอ่ยปาก ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมาถึงอยู่ดี ในเมื่อพวกเขาเรียกเราไปกินข้าวก็ไปเถอะ ถือโอกาสที่สองวันนี้เจ้าอยู่บ้าน จัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นแต่เนิ่นๆ”
เมื่อได้ยินฉินเหยาพูดเช่นนี้ หลิวจี้ก็ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ไม่ได้โวยวายว่าตนปวดหัวอีกต่อไป
สองสามีภรรยากลับไปยังเรือนส่วนหน้า ฉินเหยาให้หลี่ซื่อเตรียมอาหารเย็นสำหรับเด็กๆ ที่บ้านต่อไป
ในเมื่อเป็นการพูดคุยเรื่องสำคัญ เรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ย่อมหลีกเลี่ยงการโต้เถียงไม่ได้ เป็นการดีที่สุดที่พวกเด็กๆ จะไม่เข้าไปยุ่งด้วย
รอจนกระทั่งจินฮวาและจินเป่ามาเรียก ฉินเหยาและหลิวจี้ที่ไม่เต็มใจนักจึงเพิ่งจะออกจากบ้าน
เมื่อวานเพิ่งจะกินเลี้ยงไป แต่วันนี้อาหารที่เรือนเก่าเตรียมไว้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย มีทั้งไก่แก่ตุ๋นหนึ่งตัว ปลาตุ๋นหนึ่งตัว แถมยังมีขาหมูต้มอีกครึ่งขา
กลิ่นหอมของเนื้อนั้นเข้มข้นยิ่งกว่าตอนวันปีใหม่เสียอีก คนที่ไม่รู้เรื่องคงนึกว่าคนเรือนเก่าถูกหวย ถึงได้ใจป้ำขนาดนี้
ฉินเหยาและหลิวจี้สบตากัน หลิวจี้ก้าวเข้าไปในประตูก่อน ส่วนฉินเหยาเดินรั้งท้ายไปสองก้าว
นี่เป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง ปกติแล้วหลิวจี้จะเป็นฝ่ายเดินตามหลังฉินเหยาเสมอ
นางจางที่กำลังจัดถ้วยชามตะเกียบอยู่ในห้องโถงเห็นดังนั้นก็แอบขยิบตาให้หลิวเหล่าฮั่น เตือนให้เขาสังเกตรายละเอียดนี้
แต่หลิวเหล่าฮั่นกลับหัวเราะออกมา เขามั่นใจในแผนการของวันนี้มาก
บอกตามตรงว่ากับฉินเหยานั้นเขารับมือไม่ไหวจริงๆ แต่เจ้าสามก็เป็นลูกชายแท้ๆ ของตน ในเมื่อวันนี้คนตัดสินใจคือเจ้าสาม ความหวังที่จะสำเร็จก็ย่อมมีสูงมาก
“ท่านพ่อ ท่านแม่” ฉินเหยาเอ่ยเรียกพลางยิ้ม
หลิวจี้ทำได้เพียงพยักหน้าให้ผู้ใหญทั้งสองอย่างเสียไม่ได้และไม่ต้องรอให้ใครเชิญก็นั่งลงในตำแหน่งที่เขาคิดว่ามีกับข้าวดีที่สุดเหมือนเช่นเคย
หากเป็นเมื่อก่อนฝ่าเท้าของหลิวเหล่าฮั่นคงฟาดลงไปแล้ว
แต่วันนี้ชายชรากลับเปลี่ยนไป ไม่เพียงไม่ทำหน้าถมึงทึงใส่เขา ยังเชื้อเชิญฉินเหยาให้นั่งอย่างกระตือรือร้น
แถมยังให้นางจางจัดสำรับใหม่เลื่อนกับข้าวดีๆ ไปไว้ตรงหน้าสองสามีภรรยา
หลิวไป่และหลิวจ้งนำสุราออกมา พูดอย่างกระตือรือร้นว่า “เจ้าสาม เมื่อวานเจ้ามัวแต่สนใจคนอื่น วันนี้ต้องมาดื่มกับพวกเราดีๆ สักสองจอกนะ”
นางเหอนำผัดไข่ใส่กุยช่ายจานสุดท้ายมาวาง พลางตีมือจินเป่าและจินฮวาที่แอบยื่นมาหยิบแล้วยิ้มแย้มพลางยกจานไปวางตรงหน้าสองสามีภรรยาฉินเหยาซึ่งตรงหน้าเต็มไปด้วยถ้วยชามแล้วพูดว่า
“เหยาเหนียงเอ๋ย วันนี้กินให้เต็มที่เลยนะ พี่สะใภ้รองของเจ้าอุตส่าห์หุงข้าวเพิ่มไว้หม้อหนึ่ง รับรองว่าพอแน่นอน!”
ฉินเหยาเพียงยิ้มและพยักหน้ารับคำ ไม่ได้พูดอะไรอีก
ท่าทางดูไม่กระตือรือร้น แต่ก็ไม่เย็นชา
ปกตินางก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ทุกคนจึงไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
มีเพียงจินฮวา จินเป่า และต้าเหมาที่วันนี้โดนผู้ใหญ่ไล่ไปนั่งโต๊ะเล็กในห้องครัว ไม่ให้ขึ้นโต๊ะกินข้าวด้วย
พวกเด็กๆ นั้นรับรู้ได้ไวที่สุด พอเห็นสถานการณ์ก็รู้ว่าวันนี้ผู้ใหญ่ที่บ้านจะพูดเรื่องสำคัญ แต่ละคนได้น่องไก่ไปคนละหนึ่งชิ้นก็เลยยอมร่วมมืออย่างว่าง่าย ถือชามของตนไปยืนกินอยู่หน้าประตูห้องครัวพลางชะโงกหน้ามองมาทางห้องโถงอย่างอยากรู้อยากเห็น
เมื่อกับข้าวมาครบแล้ว นอกจากนางชิวที่ต้องดูแลต้าเหมาไม่ได้ขึ้นโต๊ะ คนอื่นๆ ในเรือนเก่าก็มานั่งกันพร้อมหน้า
ไม่มีใครขยับตะเกียบ ทุกคนต่างจับจ้องไปที่หลิวจี้
การปฏิบัติเช่นนี้เขาไม่เคยได้รับมาก่อนเลยในอดีต ในใจของหลิวจี้จึงค่อนข้างจะลำพองอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้ดีว่าการปฏิบัติเช่นนี้เป็นเพราะสถานะซิ่วไฉของตนจึงไม่ได้ลิงโลดจนลืมตัว
หลิวเหล่าฮั่นกระแอม “แค่กๆ” สองครั้ง แล้วยกจอกสุราขึ้นก่อนเป็นคนแรก ส่งสัญญาณให้หลิวจี้ “เจ้าสาม เจ้าพูดอะไรสักหน่อยสิ”
หลิวจี้เงยหน้าขึ้น มองไปที่ทุกคนบนโต๊ะอาหาร ทุกใบหน้า ทุกสีหน้าล้วนเต็มไปด้วยความยินดีและประจบเอาใจเล็กน้อย
ในบรรดาคนทั้งหมด สายตาของหลิวเหล่าฮั่นชัดเจนที่สุด เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและทะนงตน
ในใจของหลิวจี้ไหววูบ เขาลุกขึ้นยืน ไม่ได้พูดอะไร เพียงยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียว จากนั้นก็นั่งลงหยิบตะเกียบ “กินเถอะ”
ทุกคนต่างตกตะลึง แค่นี้เองรึ
เมื่อคืนเขาไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา วาทศิลป์ของเขาลื่นไหลไม่ขาด ได้แสดงฝีมือไปรอบใหญ่
หลิวเหล่าฮั่นเป็นคนที่ตั้งสติได้เร็วที่สุด เขายิ้มแล้วพูดว่า “กินเถอะๆ คนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจ”
ทุกคนหัวเราะฮ่าๆ แล้วเริ่มลงมือขยับตะเกียบ
นางเหอคีบปีกไก่ตุ๋นสีเหลืองน่ากินให้หลิวจี้ “เจ้าสาม พี่สะใภ้ใหญ่จำได้ว่าเจ้าชอบกินปีกไก่ที่สุด สมัยก่อนที่บ้านยังยากจน เพื่อของกินชิ้นนี้ เจ้าแอบฆ่าแม่ไก่ที่บ้านไปตัวหนึ่ง ทำให้พี่ใหญ่ของเจ้าโดนท่านพ่อเฆี่ยนไปหนึ่งหน เจ้ายังจำได้หรือไม่”
หลิวจี้แทะปีกไก่พลางพยักหน้าตอบอืมๆ “ข้าจำได้ว่าแม่ไก่ตัวนั้นเลี้ยงไว้ให้ออกไข่สำหรับให้พี่สะใภ้ใหญ่กินตอนอยู่เดือน แต่ผลสุดท้ายกลับโดนข้ากินแล้วโยนความผิดให้พี่ใหญ่ พี่ใหญ่มีปากก็พูดไม่ได้ โดนท่านพ่อตีไปหลายที แถมยังโดนพี่สะใภ้ใหญ่ด่าไปตลอดทั้งปีด้วย”
พูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็หัวเราะเหอะๆ พลางมองใบหน้าที่ยิ้มค้างของนางเหอแล้วถามว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ยังจำได้จนถึงตอนนี้ คงไม่ได้โกรธข้าเรื่องนี้อยู่หรอกนะ”
ขมับของนางเหอกระตุกสองสามครั้ง นางโบกมืออย่างไม่เป็นธรรมชาติ “ลืมไปนานแล้วน่า คนในครอบครัวเดียวกัน จะถือสาหาความกันจริงๆ ได้อย่างไร!”
“ใช่ๆๆ ครอบครัวเดียวกัน อย่าพูดเรื่องพวกนี้เลย รีบกินเถอะ อย่าให้เสียของดีๆ บนโต๊ะนี้” หลิวเหล่าฮั่นเอ่ยชวน
นางจางก็พูดกับฉินเหยาเช่นกันว่า “เหยาเหนียงเจ้าก็กินเยอะๆ นะ หากชอบกินล่ะก็ ต่อไปย้ายกลับมาอยู่ด้วยกัน แม่กับพี่สะใภ้จะทำให้เจ้ากินทุกวัน”
คำว่าย้ายกลับมานั้นถูกเน้นเสียงเป็นพิเศษ
นางเหอรีบขยิบตาให้หลิวไป่ทันที หลิวไป่ลังเลเล็กน้อย แต่โดนหลิวเหล่าฮั่นเหยียบเท้าอยู่ใต้โต๊ะจึงจำต้องเอ่ยปากถามอย่างกระอักกระอ่วนว่า
“เจ้าสาม เจ้าดูสิว่าพวกเจ้าจะหาฤกษ์ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ดีหรือไม่”
นางเหอรีบพูดต่อทันทีบอกว่าห้องใหม่ของหลิวเฝยที่สวนหลังบ้านนางเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว เข้าอยู่ได้สบายมาก
เมื่อพูดถึงขั้นนี้แล้ว หลิวเหล่าฮั่นก็แสดงท่าทีเช่นกัน เมื่อวานเขาได้ถามหัวหน้าตระกูลแล้ว บุตรชายที่แยกบ้านออกไปแล้วสามารถย้ายกลับเข้ามาใหม่ได้ ขอเพียงหลิวจี้เห็นด้วย พวกเขาก็จะกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวเหล่าฮั่น หลิวจี้และฉินเหยาก็วางตะเกียบลงพร้อมกัน
ปูทางมาเสียยืดยาว ในที่สุดก็เข้าประเด็นสำคัญเสียที