ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 494 อย่าให้ต้องมองหน้ากันไม่ติด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 494 อย่าให้ต้องมองหน้ากันไม่ติด
ตอนที่ 494 อย่าให้ต้องมองหน้ากันไม่ติด
ท่ามกลางสายตาที่คาดหวังของหลิวเหล่าฮั่น หลิวจี้ก็จริงจังขึ้นมาอย่างหาได้ยาก
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “แยกบ้านไปหลายปี ข้าชินเสียแล้ว เรื่องย้ายกลับไม่เคยคิดและไม่มีความตั้งใจเช่นกัน”
พอเขาพูดจบ สีหน้าของหลิวเหล่าฮั่นที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจก็พลันเคร่งขรึมลงทันที ส่วนหลิวไป่ หลิวจ้ง นางเหอ นางชิวและคนอื่นๆ รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันหายวับไป
คนในหมู่บ้านโดยพื้นฐานแล้วเป็นคนตรงไปตรงมา คิดอะไรก็แสดงออกทางสีหน้า
ฉินเหยาเหลือบตามองไปรอบๆ หลิวเหล่าฮั่นและนางจางเต็มไปด้วยความตกตะลึง ดูเหมือนไม่เคยคิดว่าหลิวจี้จะปฏิเสธข้อเสนอให้ย้ายกลับมารวมบ้าน
เพราะค่านิยมของครอบครัวในยุคนี้คือลูกๆ หลานๆ อยู่รวมกัน ทรัพยากรแบ่งปันกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากรวมกันได้ก็จะรวม หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ จะไม่ยอมแยกบ้านเด็ดขาด
หลิวไป่และหลิวจ้งต่างถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ดูเหมือนจะคาดเดาผลลัพธ์นี้ได้อยู่แล้ว แต่ก็ยังซ่อนความผิดหวังไว้ไม่มิด
ดวงตาของนางเหอแทบจะพ่นไฟออกมา ขาดเพียงแค่ชี้นิ้วไปที่จมูกของหลิวจี้แล้วตะคอกใส่หน้าว่า เจ้าสาม เจ้าทำแบบนี้ได้อย่างไร!
เมื่อเทียบกันแล้ว นางชิวไม่ได้พยายามเรียกร้องแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ พูดให้สวยหรูก็คือทุกอย่างแล้วแต่บุญวาสนา แต่ความจริงแล้วคือนางไม่อยากเสี่ยง ทั้งคาดหวังให้หลิวจี้ยอมย้ายกลับมา แต่ก็กลัวว่าจะทำให้ความสัมพันธ์ของสองบ้านในตอนนี้พังทลายลง
ฉินเหยาทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อน สังเกตการณ์อยู่เงียบๆ แต่แล้วดวงตาที่ลุกเป็นไฟของนางเหอก็เหลือบมาทางนาง
นางเหอถามอย่างฉุนเฉียวว่า “เหยาเหนียง ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดไว้ไม่ใช่หรือว่าถ้ามีผลประโยชน์จะไม่ลืมคนในครอบครัวเด็ดขาด ใช่หรือไม่!”
ฉินเหยาพยักหน้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ข้าพูดคำไหนคำนั้น”
“แต่เรื่องย้ายกลับ ข้าเป็นแค่สะใภ้ตัดสินใจไม่ได้ ทุกอย่างแล้วแต่สามีจะจัดการ”
เรื่องที่ต้องไปขัดใจคนอื่น นางไม่ขอออกหน้าเด็ดขาด!
หลิวจี้ไม่สนใจเรื่องพวกนั้นอยู่แล้ว พอได้ยินประโยคที่ว่า ‘ทุกอย่างแล้วแต่สามีจะจัดการ’ ต่อให้ต้องเป็นคนออกหน้ารับแทนนาง เขาก็ไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย!
“แค่กๆ~” เขากำหมัดปิดปากไอพยายามกดมุมปากที่ยกขึ้นอย่างบ้าคลั่งลง ก่อนที่นางเหอจะระเบิดอารมณ์ เขาก็ยิ้มบางๆ แล้วพูดขึ้นว่า
“ข้ารู้ว่าต่อให้ข้าย้ายกลับจริงๆ พวกพี่ใหญ่ พี่รอง และเจ้าสี่ก็คงไม่ได้ดีใจอะไรนักหรอก ที่อยากให้ข้าย้ายกลับก็เพื่อผลประโยชน์จากการที่ซิ่วไฉสามารถได้รับการยกเว้นการเกณฑ์แรงงานและภาษีอากรก็เท่านั้น”
“ในเมื่อเมียจ๋าของข้าเคยพูดกับพวกพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองไว้แล้วว่ามีผลประโยชน์จะไม่ลืมคนในครอบครัวเด็ดขาด เช่นนั้นข้าย่อมต้องทำตามสัญญานั้นแทนนางอยู่แล้ว…”
ฉินเหยาลอบกลอกตา แต่ในเมื่อปล่อยให้เขาไปเป็นคนร้ายแล้ว นางก็ไม่ควรหักหน้า เอาเถอะ ปล่อยให้เขาลำพองใจไปอีกสักพักแล้วกัน
หลิวเหล่าฮั่นดีใจขึ้นมาทันที “เจ้าสาม เจ้าตกลงจะย้ายกลับแล้วรึ”
“ไม่ใช่” หลิวจี้โบกมือเป็นสัญญาณบอกให้บิดาอย่าเพิ่งใจร้อน “ข้ามีแผนหนึ่ง ไม่ต้องย้ายกลับแต่ก็สามารถทำให้พี่น้องบ้านเราได้รับการลดหย่อนภาษีอากรได้”
“แล้วการเกณฑ์แรงงานเล่า” หลิวเฝยสมกับเป็นคนที่ได้ไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษา ไม่เหมือนกับคนในครอบครัวที่กำลังดีใจ เขากลับมองเห็นช่องโหว่ในคำพูดของพี่สามได้ในทันที
พี่สามบอกแค่ว่าจะลดหย่อนภาษีอากร แต่ไม่ได้บอกว่าจะงดการเกณฑ์แรงงานด้วย
หลิวจี้ถลึงตาใส่หลิวเฝย มีแต่เจ้าคนเดียวที่ฉลาดนักนะ!
หลิวเฝยจ้องมองพี่สามของตนเขม็ง ไม่ได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย
หลิวจี้จึงจำต้องอธิบายให้ชัดเจน เขาไหวไหล่แล้วพูดว่า “เรื่องการเกณฑ์แรงงานนั้นข้าก็จนปัญญา”
นอกจากจะย้ายกลับมารวมบ้านกันจริงๆ ให้กลายเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง คนในครอบครัวของเขาถึงจะได้รับสิทธิพิเศษในการยกเว้นการเกณฑ์แรงงาน
“แต่!” หลิวจี้เปลี่ยนเรื่องและกล่าวปลอบ “ด้วยสถานการณ์ของบ้านเราตอนนี้ การหาคนไปเกณฑ์แรงงานแทนก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร อย่างไรเสียวิธีของข้าก็ช่วยได้แค่เรื่องการยกเว้นภาษีอากรเท่านั้น”
พูดพลางเห็นว่าท่าทีของคนในเรือนเก่าดูจะไม่ค่อยพอใจนัก หลิวจี้ก็ตบโต๊ะดังปัง! เมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ก็ต้องใช้ไม้แข็งทันที สัญชาตญาณอันธพาลกลับมาอีกครั้ง เขาแค่นเสียงกล่าวว่า
“แค่นี้พวกท่านยังไม่พอใจอีกหรือ ถ้าจะให้ข้าย้ายกลับให้ได้ ข้าก็ย้ายกลับมาได้ แต่ถึงตอนนั้นพวกพี่ใหญ่พี่รองอย่าเสียใจทีหลังแล้วกัน ถ้าคิดจะแยกบ้านไล่ข้าไปอีกรอบ ข้าไม่ไปแล้วนะ!”
พูดจบหลิวจี้ก็หักนิ้วคำนวณ “ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องแยกกันทำนาแยกกันใช้จ่าย เกียรติยศซิ่วไฉของข้าไม่ใช่ได้มาเปล่าๆ ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากเงินที่เมียจ๋าของข้าหามาอย่างยากลำบากทุกเหวิน หากพวกท่านยังไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายมันมากขนาดไหน ข้าจะเอาลูกคิดมาดีดให้ดูเดี๋ยวนี้เลย พี่น้องสี่คนเรามาหารเฉลี่ยกัน!”
“จะเอาแต่ผลประโยชน์โดยไม่ยอมจ่ายสักเหวินเดียวคงไม่ได้กระมัง”
สิ้นเสียงของหลิวจี้ ฉินเหยาก็หยิบลูกคิดขนาดพกพาที่นำติดตัวมาด้วยออกมาอย่างแนบเนียนแล้วยื่นให้เขาจากใต้โต๊ะ
หลิวจี้มองลูกคิดที่ถูกยัดใส่มือตนพลันเบิกตากว้าง สตรีใจร้ายสมกับที่เป็นสตรีใจร้าย เล่ห์เหลี่ยมนี้สูงส่งนัก!
เขายกลูกคิดขึ้นมาเขย่าลูกคิดให้เข้าที่แล้วกระดิกนิ้วเตรียมจะเริ่มคำนวณ
หลิวจ้งยื่นมือออกมาคว้าลูกคิดไปวางไว้ข้างๆ “เจ้าสาม เจ้าลองบอกมาสิว่าวิธีที่เจ้าว่าจะช่วยลดหย่อนภาษีอากรให้บ้านเราได้นั้นมันคือวิธีอะไร”
นางเหอยังไม่ทันตั้งตัว มองหลิวจ้งที่ขวางหลิวจี้ไม่ให้คิดบัญชีอย่างไม่พอใจ แต่แล้วหลิวไป่ก็ถลึงตาใส่นางทีหนึ่งแล้วพูดเสียงเบาว่า
“พอได้แล้วน่า ได้ลดหย่อนภาษีอากรก็ดีมากแล้ว ค่าใช้จ่ายนั้นพวกเรารับไม่ไหวหรอก”
“ครอบครัวเดียวกัน อย่าให้ต้องมองหน้ากันไม่ติด” หลิวไป่เน้นเสียงดังขึ้น นางเหอจึงเพิ่งจะสะดุ้งและได้สติกลับมา
ใช่แล้ว ทั้งครอบครัวต้องพึ่งพาครอบครัวของเจ้าสามอยู่ นางเกือบจะหน้ามืดตามัวไปแล้ว!
นางเหอรีบเค้นรอยยิ้มให้ฉินเหยาและหลิวจี้ ไม่พูดอะไรอีก
เมื่อเห็นท่าทีของพวกเขาเช่นนี้ ในใจของหลิวจี้ก็รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย ผลประโยชน์จากการยกเว้นภาษีอากรของเขานี้ก็ไม่ถือว่าให้ไปโดยเปล่าประโยชน์
สตรีใจร้ายเคยกล่าวไว้ว่า อยากให้ม้าวิ่งก็ต้องให้ม้ากินหญ้า
เขากับคนในเรือนเก่าแทบไม่มีความผูกพันอะไรกัน แต่ตอนที่สตรีใจร้ายอยู่บ้านคนเดียวก็ต้องการให้พวกเขาคอยช่วยเหลืออยู่บ้าง ผลประโยชน์จากตำแหน่งซิ่วไฉนี้ให้ไปบ้างก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้
หลังจากได้ออกไปเผชิญโลกภายนอกมาหลายครั้ง ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของตระกูลขุนนางเก่าแก่ ในใจของหลิวจี้ก็รู้ดีว่ายิ่งไต่เต้าสูงขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องการคนช่วยเหลือมากขึ้นเท่านั้น แต่คนที่ไว้ใจได้กลับยิ่งน้อยลง
และญาติพี่น้องในเรือนเก่าที่มีสายเลือดเดียวกับเขานี่แหละคือผู้ช่วยที่เขาสามารถไว้วางใจให้ใช้งานได้มากที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรฐานทางศีลธรรมของคนในเรือนเก่าก็สูงกว่าเขา ต่อให้เลวร้ายก็คงไม่ร้ายไปกว่านี้ การมีความปรารถนาและความโลภอยู่บ้างกลับทำให้ควบคุมได้ง่าย
ในใจของหลิวจี้กำลังคิดคำนวณแผนการ แต่ภายนอกกลับค่อยๆ เอ่ยความคิดของตนออกมาอย่างไม่รีบร้อน
วิธีของเขานั้นเรียบง่ายและได้ผล นั่นคือให้คนในเรือนเก่า ‘ขาย’ ที่ดินทั้งหมดในนามของพวกเขาให้แก่ตน เช่นนี้ก็จะสามารถยกเว้นภาษีอากรทั้งหมดได้โดยปริยาย
แน่นอนว่าหากไม่วางใจ พวกเขาสองบ้านสามารถเขียนเอกสารอีกฉบับเป็นการส่วนตัวเพื่อรับประกันว่าที่ดินนั้นยังคงเป็นของทางเรือนเก่าอยู่
“อย่างไรที่ดินก็ยังเป็นของพวกท่าน เพาะปลูกเอง เก็บเกี่ยวเอง ข้าก็แค่มีชื่อในโฉนดเท่านั้น” หลิวจี้กางมือกล่าว
ในเมืองมีครอบครัวที่ทำแบบนี้อยู่มากมาย หากชาวบ้านไม่ฟ้องทางการก็ไม่สอบสวน ทุกคนต่างทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง เรื่องก็ผ่านไปอย่างเงียบๆ
บวกกับชื่อเสียงของฉินเหยาในอำเภอไคหยาง หลิวจี้ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าพอที่จะเปิดโปงตนเอง
“หากท่านพ่อว่าดี วันนี้ก็เอาโฉนดที่ดินมาให้ข้าเลย พรุ่งนี้ข้าเข้าเมืองไปทำธุระจะได้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยทีเดียว การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ พวกท่านก็จะได้ไม่ต้องเสียภาษีอากรอีก”
หลิวเหล่าฮั่นใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต แม้จะสนใจข้อเสนอของหลิวจี้มาก แต่เมื่อคิดถึงความเสี่ยงที่จะโดนเปิดโปงก็ลังเลใจ
หลิวไป่และพี่น้องอีกสองคนร้อนใจกันมาก ในที่สุดหลิวเหล่าฮั่นจึงยอมลุกขึ้นกลับเข้าห้องไปอย่างลังเลและนำโฉนดที่ดินทั้งหมดออกมา