ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 495 ต้าหลางเปลี่ยนคำเรียกขาน
ตอนที่ 495 ต้าหลางเปลี่ยนคำเรียกขาน
………………..
ขณะที่กำลังจะส่งให้หลิวจี้ เขาก็พลันนึกถึงเรื่องเลวร้ายที่เจ้าลูกชายเคยทำไว้ในอดีต หลิวเหล่าฮั่นพลันสะดุ้งโหยง ไม่กล้าปล่อยมือ
ถ้าหากเจ้าสามหลอกเขา เอาโฉนดที่ดินไปแล้วไม่ยอมรับ ครอบครัวของเขาก็แย่แล้วมิใช่หรือ
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาไม่ไว้วางใจของหลิวเหล่าฮั่น หลิวจี้ก็พูดไม่ออกจนตาแทบเหลือกขึ้นฟ้า “ท่านพ่อ ท่านจะให้หรือไม่ให้กันแน่”
หลิวเหล่าฮั่นถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ค่อยๆ คลายมือออก หลิวจี้จึงฉวยไปทันที
“งั้นเอาตามนี้ก่อน ตอนนี้ก็ไม่เช้าแล้ว พวกเรากลับก่อน พรุ่งนี้เช้าข้าจะได้ถือโอกาสไปจวนที่ว่าการอำเภอจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย”
หลิวจี้ดึงฉินเหยาลุกขึ้น ถือโฉนดที่ดินแล้วจากไป
หลิวเหล่าฮั่นตามไปถึงหน้าประตู อ้ำๆ อึ้งๆ สุดท้ายก็ตบต้นขาฉาดใหญ่ ลองเสี่ยงดูสักตั้งแล้วกัน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความไม่ไว้วางใจเช่นนี้จากบิดาแท้ๆ หลิวจี้ก็โมโหอยู่บ้าง ระหว่างทางกลับบ้านก็ยังไม่วายบ่นกับฉินเหยา
“เมียจ๋าเจ้าว่าพ่อข้าหมายความว่าอย่างไร หรือว่าข้าที่เป็นถึงซิ่วไฉผู้ยิ่งใหญ่จะโลภที่ดินแค่ร้อยกว่าหมู่ของเขา”
“พ่อลูกคู่อื่นเขาเชื่อใจกัน มีใครเหมือนพ่อข้าบ้างเล่า ที่วันๆ เอาแต่ระแวงลูกชายตัวเอง นี่ข้าอุตส่าห์เสี่ยงเพื่อหาผลประโยชน์มาให้เขา ไม่ขอบคุณสักคำก็ช่างเถอะ แต่เจ้าดูสายตาของเขาสิ ขาดแค่ชี้นิ้วมาที่จมูกข้าแล้วเตือนว่าอย่าได้ฮุบที่ดินของเขาไป!”
ฉินเหยาเห็นว่าเขาน่ารำคาญจึงตวัดสายตาเย็นชาไปทางเขา “ในใจเจ้ารู้ดีก็พอแล้ว พล่ามให้น้อยทำให้มาก เข้าใจหรือไม่”
หลิวจี้ทำเสียงจิ๊ๆ ในลำคอ “เมียจ๋า เจ้าเปลี่ยนสีหน้าเร็วจริงๆ นะ เมื่อกี้ยังบอกว่าทุกอย่างแล้วแต่สามีอยู่เลย พอหันหลังกลับมาเจ้าก็…”
ฉินเหยายกฝ่ามือขึ้น ไม่ต้องมีท่าทางอะไรเพิ่มเติม คนบางคนก็รีบเอามือปิดปากเงียบเสียงไปเอง
แต่เมื่อมองดูโฉนดที่ดินในอกเสื้อ ในใจของหลิวจี้ก็อดจะแอบดีใจไม่ได้ เกียรติยศชื่อเสียงนี่ช่างเป็นของดีจริงๆ
เขาเพิ่งจะสอบได้ซิ่วไฉแท้ๆ ไม่ต้องพูดถึงเสียงยกยอปอปั้นในหมู่บ้าน แค่คิดว่าบิดาแท้ๆ ที่แต่ก่อนมีแต่รังเกียจไม่ก็ดุด่า ตอนนี้กลับต้องรอให้เขาขยับตะเกียบก่อนถึงจะเริ่มกินข้าวได้ มันช่างสะใจอะไรเช่นนี้
คืนนั้น หลิวจี้กอดโฉนดที่ดินกองนั้นของเรือนเก่าแล้วหลับไป
เป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง เขากลับฝันถึงสตรีสองนางที่ล่วงลับไปแล้ว คนหนึ่งคือมารดาผู้ให้กำเนิดตน ส่วนอีกคนคือมารดาผู้ให้กำเนิดของเด็กๆ
เขามองท้องฟ้าสีเทานอกหน้าต่าง วางโฉนดที่กระจัดกระจายในอกลง ลุกจากเตียงแต่งตัวอย่างรวดเร็วแล้วค้นหาของเสียงดังกุกกักอยู่ในบ้าน ก่อนจะไปปลุกพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ยังหลับอุตุอยู่ในผ้าห่ม ห้าพ่อลูกจึงออกจากบ้านไปแต่เช้าตรู่
ฉินเหยาที่อยู่ในห้องหาวออกมา หญิงสาวพอจะเดาได้ว่าพ่อลูกไม่กี่คนนั้นไปทำอะไรกันจึงเปลี่ยนท่านอนแล้วกลับไปนอนต่อ
เมื่อนอนตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ห้าพ่อลูกก็กลับมาแล้วและกำลังรอนางอยู่ที่ห้องโถงเพื่อรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน
ฉินเหยาบิดขี้เกียจพลางเดินเข้ามาในห้องโถง นางยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม หลิวจี้ที่กำลังจัดวางถ้วยชามก็ชิงเปิดปากอธิบายขึ้นก่อน
“เมื่อคืนข้าฝันไป ถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้บอกเรื่องที่ข้าสอบได้ซิ่วไฉให้ท่านแม่รู้ เช้านี้พอตื่นก็เลยไปไหว้ท่านเสียหน่อย ท่านจะได้วางใจ”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองฉินเหยาแวบหนึ่งแล้วเสริมอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อยว่า “ถือโอกาสแวะไปดูแม่แท้ๆ ของพวกเขาด้วย”
ฉินเหยานั่งลงบนที่ของตนแล้วพยักหน้า “ก็สมควรทำอยู่แล้ว”
หลิวจี้พลันเผยรอยยิ้มลึกลับออกมาทันทีพลางขยิบตาไปทางต้าหลางแล้วกระซิบกับฉินเหยาว่า “ลูกมีเรื่องจะบอกเจ้า”
ฉินเหยามองไปทางสี่พี่น้อง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงพร้อมใจกันหันไปมองพี่ใหญ่ ทำท่าเหมือนรอชมงิ้วอยู่
ฉินเหยายิ้มพลางเลิกคิ้ว “ทำลับๆ ล่อๆ มีเรื่องอะไรกันแน่”
ซานหลางขยับเข้ามาใกล้ ทำทีเป็นกระซิบเสียงเบาข้างหูฉินเหยาเพื่อฟ้องว่า “ท่านแม่ พี่ใหญ่เขาจะเปลี่ยนคำเรียก แต่เขาไม่กล้า”
ต้าหลางรีบถลึงตาใส่ทันที ซานหลางทำหน้าเจื่อนพลางเม้มปาก รีบถอยไปอยู่หลังน้องสาวซื่อเหนียงเพื่อหลบสายตาคมกริบของพี่ใหญ่
ซื่อเหนียงมองพี่สามอย่างระอา แต่ก็ไม่ได้ผลักเขาออกไป ในแววตาเต็มไปด้วยความอ่อนใจ ทำตัวราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อย ดูเผินๆ นึกว่านางเป็นพี่สาวส่วนซานหลางเป็นน้องชายเสียอีก
ฉินเหยามองปฏิกิริยาของเด็กๆ จนครบทุกคน สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ต้าหลางซึ่งมีท่าทางประหม่า
ด้วยแรงช่วยส่งของเอ้อร์หลาง ต้าหลางจึงโซซัดโซเซ “ตุบ” มาคุกเข่าลงตรงหน้าฉินเหยา
ถือโอกาสนี้ เด็กหนุ่มจึงโขกศีรษะลงกับพื้น เอ่ยเรียกอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ท่านแม่”
ฉินเหยาประหลาดใจอย่างยิ่งจนในตอนแรกไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง เรียกให้เด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องล่างลุกขึ้นไม่ทัน
ต้าหลางก้มศีรษะค้างอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยเงยหน้าขึ้นมา ในแววตาเต็มไปด้วยความรักและความเคารพอย่างสุดซึ้งที่ไม่ได้ปิดบังอีกต่อไป
ฉินเหยาตระหนักได้ว่า คำว่า ‘ท่านแม่’ นี้ไม่ได้เป็นเพียงคำเรียกขานเท่านั้น
แต่มันยังหมายถึงความไว้วางใจที่มอบให้ทั้งกายและใจ หาใช่สิ่งที่ควรทรยศหรือทอดทิ้งได้โดยง่ายไม่
ดังนั้น ฉินเหยาจึงขานรับอย่างให้เกียรติ “อืม ลุกขึ้นเถอะ”
“ต่อไปไม่มีอะไรก็ไม่ต้องคุกเข่าแล้ว” นางเสริมพลางอมยิ้ม
ต้าหลางพยักหน้ารับ “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
ครอบครัวทั้งหกคนกลับมานั่งที่อีกครั้ง หลิวจี้หัวเราะเสียงดังฮ่าๆ บรรยากาศที่เคร่งขรึมเกินไปในที่สุดก็กลับมาผ่อนคลายสบายๆ ตามปกติ
อาจเป็นเพราะอารมณ์ดี วันนี้ฉินเหยาจึงกินข้าวเช้าเพิ่มไปอีกชาม
หลังมื้ออาหาร อาวั่งก็เตรียมรถม้า พาหลิวจี้เข้าเมืองไป
เอกสารที่จำเป็นสำหรับการสอบ ฉินเหยาได้เตรียมไว้ให้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว การเข้าเมืองครั้งนี้ของหลิวจี้จึงมีเป้าหมายหลักสองอย่าง
หนึ่งคือเตรียมเอกสารที่จำเป็นฉบับสุดท้ายสำหรับเตรียมเข้าห้องสอบให้พร้อม สองคือจัดการเรื่องลดหย่อนภาษีอากรของเรือนเก่าให้เรียบร้อย
หากทุกอย่างราบรื่น มะรืนนี้หลิวจี้ก็จะสามารถออกเดินทางไปยังเมืองหลวงของมณฑลเพื่อไปสมทบกับฉีเซียนกวนและคนอื่นๆ ได้
ฉินเหยาที่อยู่บ้านก็ไม่ได้ว่างเฉย ในหมู่บ้านมีคนทะเลาะกันเรื่องชักน้ำเข้านา นางจึงต้องไปไกล่เกลี่ย
เมื่อจัดการข้อพิพาทเรื่องการใช้น้ำของสองครอบครัวเสร็จก็รีบไปช่วยที่สำนักศึกษาต่ออย่างไม่หยุดพัก
ไม้บางท่อนหนักเกินไปและกำลังคนไม่พอ นางคนเดียวแทนคนสิบคน ย่อมต้องลงแรงช่วยอยู่แล้ว
พอออกมาจากสำนักศึกษา หลิวเหล่าฮั่นก็มาหานางที่บ้านอีก ด้านหนึ่งคือกังวลว่าหลิวจี้จะทำอะไรไม่เข้าท่าจึงคอยเลียบๆ เคียงๆ ถามรายละเอียด อีกด้านหนึ่งก็ชวนคุยหาเรื่องปรึกษาเรื่องการต่อเติมบ้าน
ก่อนหน้านี้ฉินเหยาบอกว่าเงินไม่ใช่ปัญหา ให้สร้างแบบดีๆ ได้เลย
แต่ตอนนี้พอสร้างจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว หลิวเหล่าฮั่นถึงได้รู้ว่าที่แท้ฉินเหยาสร้างเพื่อให้ครอบครัวซ่งอวี้อยู่อาศัย เขาคิดในใจว่ามีที่ไหนที่เจ้านายอยู่บ้านดินแต่คนรับใช้ได้อยู่บ้านอิฐมุงหลังคากระเบื้องกันเล่า
เขาจึงเสนอให้ฉินเหยาสร้างห้องเพิ่มอีกสองห้องสำหรับตนเองแล้วให้ครอบครัวซ่งอวี้ไปอยู่บ้านเดิมของพวกนางก็สิ้นเรื่อง
ฉินเหยาลองคิดดูก็เห็นว่ามีเหตุผล แต่ขี้เกียจจะทำเรื่องยุ่งยากแล้ว “ช่างเถอะเจ้าค่ะ ยังคงทำตามแผนเดิมดีกว่า”
การต่อเติมสวนหลังบ้าน ทำให้มีคนเข้าๆ ออกๆ ชีวิตที่ไร้ความเป็นส่วนตัวเช่นนี้ฉินเหยาอยากจะให้มันจบลงเร็วๆ
หากจะสร้างจริงๆ ก็ควรรอให้คนพวกนี้ไม่อยู่แล้ว จ้างคนมาออกแบบบ้านที่สะดวกสบาย ทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ ทำให้เสร็จสมบูรณ์ในคราวเดียวไปเลย
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ เสียงล้อรถม้าก็ดังมา หลิวเหล่าฮั่นไม่สนใจเรื่องจะต่อเติมหรือไม่ต่อเติมอีกต่อไป รีบลุกขึ้นพรวดและพุ่งออกไปนอกประตูใหญ่อย่างคล่องแคล่ว
อาวั่งเพิ่งจะจอดรถม้าเสร็จ หลิวจี้ก็รีบกระโดดลงมาจากรถม้าทันที
ทีแรกเขานึกว่าเสียงฝีเท้าที่วิ่งมาต้อนรับเป็นของฉินเหยา กำลังจะยิ้มกว้างประดุจดั่งดอกไม้บาน
แต่กลับต้องสบเข้ากับใบหน้าแก่ๆ ที่เต็มไปด้วยความกังวลและความคาดหวังของบิดาตนเองอย่างไม่ทันตั้งตัว รอยยิ้มก็พลันแข็งค้าง
“ท่านพ่อ เหตุใดจึงเป็นท่าน!” หลิวจี้อุทานอย่างผิดหวังและรังเกียจ
“แล้วเจ้าคิดว่าเป็นใครเล่า” หลิวเหล่าฮั่นตบแขนเขาเบาๆ อย่างร้อนรน “โฉนดที่ดินเล่า โฉนดที่นาเล่า”