ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 496 เปลี่ยนชะตา
ตอนที่ 496 เปลี่ยนชะตา
………………..
หลิวจี้ทำได้เพียงซ่อนความผิดหวังในใจ เค้นรอยยิ้มออกมาอย่างฝืดเฝื่อนแล้วหยิบโฉนดที่นาและโฉนดที่ดินที่เขียนชื่อของตนแล้วยื่นให้หลิวเหล่าฮั่นอย่างไม่สบอารมณ์
“เอ้านี่ โฉนดท่านเก็บไว้เอง ตอนนี้คงวางใจแล้วสินะ”
นึกว่าข้าจะโลภที่ดินพวกนี้จริงๆ หรือ
ข้า หลิว·ซิ่วไฉ·จี้ เป็นคนใจแคบไร้ระดับขนาดนั้นเชียวรึ!
หลิวเหล่าฮั่นเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วพิสูจน์ความไม่ไว้วางใจของตนด้วยการกระทำ
เขา “ถุย!” บ้วนน้ำลายออกมาเพื่อทำให้นิ้วชุ่มแล้วนับโฉนดทีละใบๆ เมื่อแน่ใจแล้วว่าจำนวนครบจึงเก็บเข้าอกเสื้ออย่างดีใจพลางพยักหน้า “ดีๆๆ ครบแล้ว”
พูดจบก็ไม่ได้เหลือบมองหลิวจี้อีกแม้แต่น้อย ถือโฉนดเดินจ้ำอ้าวกลับบ้านไป อยากจะรีบนำข่าวดีนี้ไปบอกคนในครอบครัวเร็วๆ เพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้ดูเจ้าสามผิดไป เขาคืนโฉนดมาจริงๆ ภาษีอากรก็ได้รับการยกเว้นจริงๆ
หลิวจี้ขมวดคิ้ว มองดูฝีเท้าที่เปี่ยมสุขของบิดาแก่ๆ ของตนแล้วสูดปาก “ซี๊ด~”
ทันใดนั้นก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาหน่อยๆ ว่าไม่น่าคืนโฉนดให้ไปเลย ทำอย่างไรดี……
ต้าหลางกับพวกเด็กๆ จับปลากลับมาจากนา แต่ละคนสกปรกมอมแมมจนดูไม่ได้ ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้านั้นกลับเจิดจ้าเสียจนแทบจะทำให้ตาของหลิวจี้บอด
“ท่านพ่อ!”
เมื่อเห็นเด็กๆ ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลนพุ่งเข้ามาหา หลิวจี้ก็รีบถอยหลังกรูดทันที
“พวกเจ้าไปคลุกโคลนกันมาหรืออย่างไร” หลิวจี้ถามอย่างไม่เชื่อสายตา
เด็กๆ หัวเราะแหะๆ พยายามจะเนียนๆ ผ่านไป ซื่อเหนียงพลันยกตะกร้าขึ้นมาอวดท่านพ่อ “ท่านพ่อท่านดูเร็ว ข้าจับได้ตัวใหญ่ที่สุดเลยนะ!”
ซานหลางแค่นเสียง “เห็นๆ กันอยู่ว่าพี่ใหญ่กับพี่รองช่วยกันต้อนไว้ในสุ่ม เจ้าถึงจับได้”
พูดพลางก็อวดปลาตัวเล็กที่ตนจับได้ “ท่านพ่อดูที่ข้าจับสิ มีชีวิตชีวาที่สุดเลย คืนนี้ให้น้าหลี่ตุ๋นน้ำแกงดื่ม ต้องอร่อยเป็นพิเศษแน่”
เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตากลมโตที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังของฝาแฝดทั้งสองคู่ หลิวจี้ก็ไม่ได้ใจอ่อนแม้แต่น้อย เขาจับแขนของทั้งสองอย่างรังเกียจแล้วลากไปที่โอ่งน้ำ อยากจะจับเจ้าเด็กเปื้อนโคลนสองคนนี้โยนลงไปในโอ่งน้ำล้างๆ เสียให้รู้แล้วรู้รอด
“จัดการตัวเองให้สะอาดเดี๋ยวนี้เลยนะ ให้ตายสิ พอลับหลังข้า พวกเจ้าแต่ละคนจะก่อกบฏกันหรืออย่างไร!”
หลิวจี้วางอ่างไม้ลง ตักน้ำให้พี่น้องไม่กี่คนเต็มอ่างใหญ่แล้วยืนเท้าสะเอวกำกับการอยู่ที่เดิม ให้พวกเขาจัดการตัวเองจนกลับมาดูเป็นผู้เป็นคน
ฉินเหยานั่งมองความวุ่นวายในลานบ้านจากในห้องโถง เมื่อมีเศษโคลนกระเด็นมา นางก็ขยับตัวเล็กน้อยหลบได้อย่างแม่นยำ ไม่เปื้อนน้ำโคลนแม้เพียงนิด
แต่หลิวจี้ไม่ได้โชคดีขนาดนั้น เนื้อตัวเขาเต็มไปด้วยเศษโคลน
เด็กที่บ้านสี่คนบวกกับเสี่ยวไหลฝูอีกหนึ่งคน รวมเป็นห้าคน ใช้น้ำในโอ่งจนหมดไม่เหลือสักหยด ถึงพอจะกลับมาดูเป็นผู้เป็นคนได้
อาวั่งผูกม้าและให้อาหารสัตว์เลี้ยงเสร็จก็กลับมาและหยิบปลานาในกระบุงนั้นมาควักไส้อย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อจัดการเสร็จ หลี่ซื่อก็มารับช่วงต่อ นำไปตุ๋นทั้งหม้อ กลิ่นหอมฟุ้งจนฉินเหยายังน้ำลายสอ
เด็กๆ ที่อาบน้ำจนสะอาดแล้วถูกหลิวจี้มอบหมายภารกิจใหม่ให้ไปตักน้ำ ถ้าน้ำในโอ่งไม่เต็ม ใครก็อย่าหวังว่าจะได้กินข้าวเลย
พี่น้องหลายคนใครมีถังก็ยกถัง ใครไม่มีถังก็ยกอ่างไป เดินเท้าเปล่าวิ่งไปยังบ่อน้ำของหมู่บ้านอย่างร่าเริง
ไม่นานก็วิ่งกลับมาอีกครั้ง น้ำในมือเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ เน้นสัมผัสประสบการณ์ระหว่างทางเป็นหลัก
สุดท้ายก็เป็นอาวั่งที่ทนดูต่อไปไม่ไหว เขาถือถังน้ำขนาดใหญ่พิเศษที่ฉินเหยาใช้เป็นประจำ ไปเที่ยวเดียวก็เติมน้ำในโอ่งที่บ้านจนเต็ม
ส่วนเสื้อผ้าสกปรกที่เปลี่ยนออกมา ในเมื่อสำนักศึกษาก็ปิดภาคเรียนอยู่ เสื้อผ้าของใครก็ซักกันเอาเองแล้วกัน
หลิวจี้ก็เปลี่ยนเป็นชุดสะอาดกลับมา พอเห็นว่ากับข้าวตั้งโต๊ะพร้อมแล้ว หลี่ซื่อก็พาเสี่ยวไหลฝูเลิกงานกลับไป ที่เหลืออยู่คือครอบครัวของฉินเหยาที่ในที่สุดก็ได้เริ่มกินข้าว
“เรื่องเอกสารธุระต่างๆ จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ” ฉินเหยาถามขณะกินปลาที่หลิวจี้แกะก้างออกให้หมดแล้ว
หลิวจี้พยักหน้า มือก็ยุ่งไม่หยุด พอเห็นฉินเหยากินปลาไปหลายคำ เขาก็เลือกปลาสองตัวมาวางบนจานเปล่า ดึงก้างออกแล้วคีบเนื้อไปไว้ในชามของนาง
ทุกครั้งที่เขาคิดจะทำอะไรแผลงๆ ก็มักจะเอาอกเอาใจเช่นนี้ ฉินเหยาชินเสียแล้วและรับบริการอย่างสบายใจ
“ท่านพ่อ ท่านจะไปเมืองหลวงของมณฑลเมื่อใดขอรับ” ต้าหลางถามด้วยความห่วงใย
หลิวจี้แกะก้างปลาไปพลางตอบโดยไม่เงยหน้า “ออกเดินทางเช้าตรู่ของวันมะรืน”
“หา ท่านพ่อเพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วันเองนะขอรับ” ซานหลางค่อนข้างจะรับไม่ได้
ถึงแม้ท่านพ่อจะอยู่บ้านหรือไม่อยู่ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนัก แต่แม้แต่ฉินเหยาก็ต้องยอมรับว่า ตอนที่หลิวจี้อยู่บ้าน ที่บ้านมักจะคึกคักเป็นพิเศษเสมอ
ก่อนหน้านี้จากไปทีก็สองเดือน เพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วันก็จะไปอีกแล้วและกว่าผลสอบระดับย่วนซื่อจะออกก็ปาเข้าไปเดือนเก้าแล้ว
ซื่อเหนียงหักนิ้วนับเวลา ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าปลาในชามไม่อร่อยอีกแล้ว
ส่วนเอ้อร์หลางกลับดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน เขาแค่สนใจว่าท่านพ่อจะยังคงโชคดีต่อไปได้หรือไม่
“ท่านพ่อ ท่านว่าการสอบระดับย่วนซื่อครั้งนี้ท่านจะได้ที่โหล่อีกหรือไม่ขอรับ” เอ้อร์หลางถามด้วยสีหน้าจริงจัง
หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าเขาจริงจังขนาดนี้ หลิวจี้คงสงสัยไปแล้วว่าเจ้าลูกชายคนดีคนนี้กำลังแดกดันตนเองอยู่
พอดีกับที่แกะก้างปลาเสร็จ เขาวางจานเนื้อปลาลงตรงหน้าฉินเหยาแล้ววางตะเกียบลง ตั้งใจจะอธิบายให้ลูกๆ ฟังดีๆ ว่าเคอจวี่นั้นเป็นเรื่องอย่างไรกันแน่
“พ่อจะบอกพวกเจ้าอย่างนี้นะว่าการจะสอบติดหรือไม่นั้น ที่จริงแล้วเป็นเรื่องของโชควาสนาล้วนๆ หากในชะตาติดสุดท้ายก็ต้องติด หากในชะตาไม่ติดก็อย่าได้ฝืนเลย”
อาวั่งถาม “แล้วในชะตาของนายท่านติดหรือไม่ขอรับ”
หลิวจี้ถึงกับพูดไม่ออก เลิกคิ้วอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก “ก็น่าจะมีนะ…”
“หึ~” ฉินเหยาหัวเราะออกมา ไม่ได้หัวเราะหลิวจี้ แต่รู้สึกว่าท่าทีของอาวั่งและพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ตั้งใจฟังหลิวจี้พูดจาเหลวไหลอย่างจริงจังนั้นมันน่าขันอยู่หน่อยๆ
ทว่าในสายตาของหลิวจี้กลับกลายเป็นว่านางไม่เชื่อในความสามารถของเขา ถึงได้หัวเราะออกมา
เขาลุกขึ้นพรวดทันที ประกาศเสียงดังว่า “เพื่อความไม่ประมาท พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปที่วัดหาพระอาจารย์มาเปลี่ยนชะตาให้ข้า!”
ฉินเหยา “…”
อาวั่ง “ขอไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ” เขาดูเหมือนจะไม่เคยไปสถานที่อย่างศาลเจ้าหรือวัดมาก่อน
ดวงตาของพวกต้าหลางสี่พี่น้องพลันสว่างวาบ “พวกเราก็อยากไปด้วย!”
หลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ โบกมืออย่างใจกว้าง “เช่นนั้นก็ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ!”
ฉินเหยาปฏิเสธ “ข้าไม่ไป พวกเจ้าอยากไปก็ไปกันเองเถอะ” นางไม่สนใจศาลเจ้าหรือวัดเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น อากาศร้อนๆ เช่นนี้ นางอยากจะอยู่บ้านกินเค้กดื่มน้ำเย็นๆ มากกว่า
ดังนั้นห้าพ่อลูกจึงพยักหน้าพร้อมกัน “ได้!”
ฉินเหยามองดูหลายคนที่เริ่มพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้นก็ส่ายหน้าแล้วหัวเราะออกมาอย่างจนใจ
เช้าตรู่วันถัดมา
หลิวจี้ก็ให้อาวั่งเตรียมรถม้า นำพวกต้าหลางสี่พี่น้องไปด้วยกัน มุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าที่คึกคักที่สุดในอำเภอไคหยาง
แม้ฉินเหยาจะไม่เข้าร่วม ทำให้พ่อลูกไม่กี่คนรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่พอไปถึงศาลเจ้า พวกเขาก็ถูกสิ่งแปลกใหม่และทิวทัศน์ภูเขาที่งดงามจับใจดึงดูดไปจนหมดสิ้น ไม่ได้นึกถึงนางอีกเลย
พ่อลูกไม่กี่คนออกจากบ้านไปตอนเช้ากลับมาถึงก็ตอนเย็น ในมือแต่ละคนมียันต์คนละแผ่น อาวั่งยังพับกระดาษยันต์แผ่นนั้นแล้วใช้เชือกแดงร้อยแขวนคอไว้
เพราะนักพรตบอกว่า ในชะตาของเขามีไอมารติดตัวมาด้วยง่ายต่อการชักนำสิ่งชั่วร้าย พกยันต์นี้ติดตัวไว้จะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข
คนที่ไม่เคยมีความเชื่อใดๆ มาก่อน ประสบความสำเร็จในการโดนนายท่านใหญ่ของตนพาออกนอกลู่นอกทาง หันมาเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจเสียแล้ว
พอมองไปที่เด็กๆ สี่คนก็มีท่าทีเชื่อมั่นอย่างไม่สงสัยเช่นกัน พวกเขาวางกระดาษยันต์ที่พับไว้ใต้หมอน ถึงจะวางใจและนอนหลับไปได้
ฉินเหยามองยันต์สีเหลืองในมือตนเอง ใช่แล้ว พวกเขายังอุตส่าห์นำยันต์สงบจิตกลับมาฝากนางด้วยหนึ่งแผ่น บอกว่าหากพกติดตัวไว้จะสามารถหลีกเลี่ยงการธาตุไฟเข้าแทรกได้!
นี่แน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังแขวะนางอยู่