ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 497 ปราบด้วยกำลัง
ตอนที่ 497 ปราบด้วยกำลัง
ฉินเหยาคิดว่าตนเองน่าจะติดเชื้อปัญญานิ่มมาจากเหล่าพ่อลูกแล้วเป็นแน่ ถึงได้นำยันต์สงบจิตแผ่นนั้นไปติดไว้ที่ประตูใหญ่ของห้องนอน
แต่พูดก็พูดเถอะ!
อักขระยันต์สีแดงที่แฝงด้วยกลิ่นอายของลัทธิเต๋าอันลึกลับนี้ ดูไปแล้วก็ให้ความรู้สึกที่ลึกลับอยู่ไม่น้อย
ทำให้รู้สึกขึ้นมาในทันทีว่าภูตผีปีศาจจะไม่กล้ำกรายเข้ามาในบ้านหลังนี้แล้ว!
อาวั่งเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ “ฮูหยิน ข้ามีเรื่องต้องรายงานขอรับ”
เสียงที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ฉินเหยาเกือบจะชกออกไปหนึ่งหมัด
นางแสร้งทำเป็นใจเย็นแล้วหันกลับไปมอง “มีเรื่องอะไรหรือ”
อาวั่งชี้ไปยังตีนเขาที่มืดสนิทในสวนหลังบ้านแล้วพุ่งตัวหายวับออกไป
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยแล้วก้าวเท้าตามไป
เมื่อมาถึงตีนเขาหลังบ้าน ท่ามกลางแสงจันทร์จางๆ อาวั่งปีนขึ้นไปยืนอยู่บนยอดไม้ ทางหนึ่งสังเกตสถานการณ์โดยรอบ อีกทางหนึ่งก็กระซิบกับฉินเหยาที่อยู่ใต้ต้นไม้
“ตั้งแต่วันที่ฮูหยินกับนายท่านใหญ่กลับมา ข้าก็รู้สึกอยู่ตลอดว่ามีคนแอบซุ่มมองอยู่ในที่มืด”
“ตอนแรกข้าคิดว่าตนเองคงกังวลเกินไป แต่เมื่อวานตอนที่ข้าไปส่งนายท่านที่จวนที่ว่าการอำเภอ ตอนออกจากหมู่บ้านก็รู้สึกถึงสายตาสอดส่องนี้อีก วันนี้หลังจากกลับเข้าหมู่บ้าน ข้าจงใจไปตักน้ำที่ริมแม่น้ำก็พบคนหน้าแปลกสองคนเข้าจริงๆ”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ช่วงนี้มีคนสร้างบ้านเยอะ คนงานจากข้างนอกก็เยอะ อาจจะเป็นคนงานที่มาใหม่หรือไม่”
อาวั่งส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ไม่ใช่ขอรับ!”
เขาเคยผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นมืออาชีพ การจดจำใบหน้ายิ่งเป็นวิชาบังคับของนักฆ่าพลีชีพ ขอเพียงเป็นคนที่เขาเคยเห็นก็จะไม่มีวันลืม
แต่คนสองคนนั้น ไม่ได้เข้ามาพร้อมกับหน่วยก่อสร้าง
อีกทั้งเสียงฝีเท้าของคนงานทั่วไปก็ไม่ได้เบาถึงเพียงนั้นและจะไม่ปรากฏตัวอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเป็นพิเศษเพื่อคอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวในบ้านของพวกเขา
แต่เมื่อเขาลองยืนยันดูอีกครั้งในตอนเย็นวันนี้ก็พบว่าเป้าหมายที่อีกฝ่ายจับตามองคือฮูหยินและนายท่านใหญ่ของตน ไม่ใช่เขา
คนสองคนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเองก็เป็นวรยุทธ์
“ฮูหยิน ระหว่างทางกลับมาจากเมืองหลวงของมณฑลเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่ขอรับ” อาวั่งถามหยั่งเชิง
อันที่จริงเมื่อวานและวันนี้ระหว่างทางเขาก็ได้ยินข่าวมาบ้าง เกี่ยวกับเรื่องผู้ตรวจการแผ่นดินและศีรษะของพวกโจร
ประกอบกับระหว่างทางไปศาลเจ้าในวันนี้ มีบางคำพูดที่นายท่านเผลอหลุดปากพูดออกมา เขาก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
ฉินเหยาตกใจเล็กน้อย หากไม่ใช่อาวั่งเตือน นางก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ เลย
“ระหว่างทางกลับก็เจอปัญหาเข้าเล็กน้อยจริงๆ”
ฉินเหยาเล่าเรื่องที่ระหว่างทางรับงานคุ้มกันให้ผู้ตรวจการแผ่นดินหวังจิ่นและสังหารนักฆ่าไปสามสิบคนในคราวเดียวให้อาวั่งฟัง
ลองคิดในมุมกลับกัน หากนักฆ่าที่นางฝึกฝนมาด้วยตนเองถูกกวาดล้างรวดเดียวจนสิ้นซาก เกรงว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะไม่ตามสืบสาวราวเรื่อง
ฉินเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “พวกเราอาจจะ…ไปล่วงเกินขุมอำนาจบางแห่งเข้าแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในอกของฉินเหยา หวังจิ่นเคยบอกว่าจะไม่สร้างปัญหาให้นาง ผลลัพธ์กลับเป็นเช่นนี้หรือ
เมื่ออาวั่งเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดแล้วกลับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ตามมาตรฐานการทำงานของพวกนักฆ่าพลีชีพ ปัญหาเช่นนี้ ฆ่าทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง
ดังนั้นอาวั่งจึงกล่าวว่า “ฮูหยิน ข้าจะไปฆ่าสายลับสองคนนั้น”
ฉินเหยาส่ายหน้า “นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้ หากทำให้อีกฝ่ายโกรธเคืองขึ้นมา เกรงว่าจะสร้างปัญหาให้กับหมู่บ้านได้”
“เรื่องเร่งด่วนตอนนี้ คือต้องสืบให้รู้ถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายว่าเหตุใดจึงส่งสายลับมา พวกเขาอยากรู้อะไร หรืออยากจะทำอะไร”
แต่จะทำอย่างไรถึงจะรู้จุดประสงคพวกนี้ของอีกฝ่ายได้เล่า
จับสายลับสองคนนั้นมาทรมานเค้นความจริงน่ะหรือ
ไม่ได้!
ทำเช่นนั้นกลับเป็นการเปิดโปงว่าพวกนางรู้ตัวแล้วว่ามีสายลับของอีกฝ่ายอยู่ มีแต่จะทำให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้น
อาวั่ง “ไม่เช่นนั้นก็ฆ่าทิ้งเสียเถิดขอรับ”
เขารับรองได้ว่าจะฆ่าอย่างไร้ร่องรอย ทำให้คนเบื้องหลังของพวกเขาหาศพไม่เจอแม้แต่ซาก
ฉินเหยาส่งสายตาเหนื่อยหน่ายให้อาวั่ง “เมื่อเจอปัญหาอย่าเอาแต่ใช้กำลัง บางครั้งพวกเราก็ต้องลองใช้สมองคิดหาวิธีการดูบ้าง”
นางยกมือส่งสัญญาณให้อาวั่งหยุดพูด นางต้องการเวลาคิดเงียบๆ
สามวินาทีต่อมา
คิดอะไรกัน! คิดกับผีสิ!
ฉินเหยากัดฟันพูดอย่างโมโห “ใครเป็นคนก่อเรื่อง ผู้นั้นก็จงไปจัดการปัญหาให้มารดาผู้นี้เสีย!”
อาวั่งตะลึงงันไปชั่วขณะ ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วหรือว่าจะใช้สมองคิดน่ะ
ฉินเหยากวักมือเรียกให้เขาลงมา อย่าเอาแต่ยืนบนต้นไม้สิ มีวิชาตัวเบาแล้วอย่างไรเล่า ไม่รู้หรือว่าเงยหน้าพูดแล้วคอจะเคล็ดน่ะ
อีกอย่างก่อนหน้านี้นางคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเคลื่อนไหวรวดเร็วเพียงนี้จึงไม่ได้ระวังตัว
ตอนนี้รู้แล้วว่ามีสายลับอยู่ใกล้ตัว ด้วยความสามารถในการรับรู้ของนาง ขอเพียงอีกฝ่ายปรากฏตัวนางก็จะรับรู้ได้ในทันที ไม่จำเป็นต้องให้อาวั่งคอยสอดส่องอยู่บนต้นไม้
อาวั่งร้องโอ้เสียงหนึ่งแล้วกระโดดลงมาจากต้นไม้เบาๆ เท้าเหยียบลงบนใบไม้ได้เบาเสียยิ่งกว่าแมว มีเพียงเสียงเสียดสีเบาๆ จนแทบไม่ได้ยิน
ฉินเหยาสั่ง “เดี๋ยวเจ้ากลับไปเก็บสัมภาระแล้วไปอิงเทียนฝู่กับหลิวจี้”
แม้ว่าเป้าหมายใหญ่ที่สุดของอีกฝ่ายอาจจะเป็นนาง แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ลงมือกับหลิวจี้
ฉินเหยาไม่อยากให้การลงทุนของตนเองที่เพิ่งจะเห็นผลตอบแทน ยังไม่ทันได้เสวยสุขกับผลประโยชน์มหาศาลก็ถูกคนอื่นกำจัดเสียแล้ว
อาวั่งไม่ได้ตอบรับในทันที คิ้วที่ขมวดเล็กน้อยของเขาดูแล้วเหมือนไม่ค่อยเต็มใจนัก
เขาถามอย่างกังวล “แล้ววัวกับไก่ที่บ้านจะทำอย่างไรขอรับ ยังมีแตงกวาที่ข้าเพิ่งปลูก แตงเย็นในไร่ก็เริ่มออกผลเล็กๆ แล้ว ช่วงนี้อากาศร้อน ต้องคอยดูน้ำในนา จะมากไปหรือแห้งไปก็ไม่ได้ มิฉะนั้นข้าวจะเติบโตไม่ดี….”
ฉินเหยาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอาวั่งจะพูดมากได้ถึงเพียงนี้ นางตกใจอย่างยิ่ง
แต่นางก็ได้สติในไม่ช้าแล้วจัดการให้เขาหุบปากด้วยหมัดเดียว
อาวั่งหลบไม่พ้นจึงโดนหมัดเหล็กซัดเข้าไปเต็มๆ ร่างปลิวกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร เท้าครูดไปบนพื้นทรายเป็นทางยาว ส้นเท้าหลังยันเข้ากับก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งไว้อย่างแรงจึงจะสามารถทรงตัวได้อย่างทุลักทุเล
เมื่อเห็นฉินเหยาเดินลงมาจากเชิงเขาอย่างใจเย็น อาวั่งก็กัดฟันขบกรามแน่น นี่เป็นการใช้กำลังปราบปรามที่ร้ายกาจนัก!
นางกำชับต่อ “เจ้าช่วยข้าจับตาดูหลิวจี้ไว้ให้ดี อย่าให้เขาไปมั่วสุมกับพวกคุณชายเสเพลจนเสียคนไปอีก”
หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะโดนอีกหมัด อาวั่งก็อยากจะพูดเสียจริงว่า ด้วยนิสัยอย่างนายท่านใหญ่ จะถูกผู้อื่นชักนำให้เสียคนได้อย่างไร เขาไม่ไปชักนำผู้อื่นให้เสียคนก็ดีมากแล้ว!
น่าเสียดายที่เขาไม่กล้าโต้เถียงเลยแม้แต่น้อย มิฉะนั้นเขาก็จะไม่ได้กลับบ้านอีก ต้นกล้าผักเล็กๆ ที่บ้านก็จะไม่มีคนดูแล พอไม่มีคนดูแล พวกมันก็จะเหลืองและเน่า…
“เจ้าฟังข้าพูดอยู่หรือไม่” ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างน่ากลัวพลางถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
อาวั่งประสานหมัดอย่างจริงจัง “ฮูหยินโปรดวางใจ ข้าจะปกป้องนายท่านให้ปลอดภัยและจะดูแลนายท่านเป็นอย่างดี ไม่ให้เขาไปชักนำผู้อื่นให้เสียคนอย่างแน่นอน!”
“ไม่ใช่ขอรับ ต้องเป็นไม่ให้ผู้อื่นชักนำนายท่านให้เสียคนอย่างแน่นอน” อาวั่งรีบแก้คำพูดอย่างจริงจัง
ฉินเหยาหลุดหัวเราะออกมา “เจ้าก็มีอารมณ์ขันเหมือนกันนี่”
“ไปเตรียมตัวเถอะ เรื่องที่บ้านมีข้าอยู่ ไม่ปล่อยให้ต้นกล้าผักเล็กๆ ของเจ้าต้องเน่าเหลืองหรอก”
เมื่ออาวั่งได้ยินเช่นนี้ ในใจก็ไม่ค่อยเชื่อถือนัก แต่ในเมื่อฮูหยินพูดเช่นนี้แล้ว ต้นกล้าผักเล็กๆ ของเขาก็น่าจะรอดไปจนถึงวันที่เขากลับมาได้กระมัง
อาวั่งกลับห้องไปเก็บสัมภาระด้วยความกังวลและอาลัยอาวรณ์เต็มเปี่ยม
ฉินเหยาที่ยืนรับลมภูเขาอันเย็นสบายอยู่ในสวนหลังบ้าน แววตาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างยิ่งยวด
หากหวังจิ่นพูดแล้วไม่เป็นคำพูดก็อย่าโทษนางแล้วกันที่บิดศีรษะของเขาส่งไปให้ผู้อื่นเพื่อแลกกับความสงบสุข!