ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 498 สร้างเรื่องเท็จ
ตอนที่ 498 สร้างเรื่องเท็จ
หลิวจี้เตรียมใจพร้อมแล้วว่าจะต้องออกเดินทางลำพังอย่างน่าสงสารและเดียวดาย
ไม่คาดคิดเลยว่า ในช่วงเวลาก่อนออกเดินทาง เมียจ๋าจะจัดให้อาวั่งมาเป็นผู้ติดตามเขา
หลิวจี้รู้สึกประหลาดใจระคนยินดี ในตอนนั้นเขารู้สึกว่าก้างปลาที่ตนช่วยเลาะออกให้เมื่อสองวันก่อนนั้นไม่เสียแรงเปล่าแล้ว
การเดินทางไกลนั้นจะประหยัดเงินเกินไปไม่ได้ ฉินเหยาไม่เพียงแต่ให้เงินสิบห้าตำลึงซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของค่าฝังศพครั้งก่อนแก่หลิวจี้ตามสัญญา แต่นางยังฝากตั๋วเงินอีกห้าสิบตำลึงไว้กับอาวั่ง เผื่อใช้ในยามจำเป็นอีกด้วย
ประกอบกับเนื้อแดดเดียวและเสบียงแห้งที่อาวั่งจัดเตรียมเมื่อคืนก่อนเพียงพอให้คนทั้งสองกินไปตลอดทางจนถึงอิงเทียนฝู่ได้โดยไม่มีปัญหา
“นายท่าน ออกเดินทางได้แล้วขอรับ!” อาวั่งตะโกนมาจากนอกประตู
หลิวจี้จึงค่อยๆ ละสายตาจากฉินเหยาที่กำลังกินข้าวคำโตด้วยความอาลัยอาวรณ์ โบกมือให้ลูกๆ ทั้งสี่ “พ่อไปแล้ว อย่าทำให้ท่านแม่โมโหเล่า รู้หรือไม่”
ต้าหลางกำลังฝึกฝนยามเช้า เขาชูกระบองไม้หนักอึ้งขึ้นแล้วควงสองครั้งเป็นการแสดงออกว่ารับทราบแล้ว
เอ้อร์หลางกินอาหารเช้าอย่างลวกๆ ไปสองคำก็กลับเข้าห้องไปอ่านตำรา ตอนนี้จึงทำได้เพียงแค่โผล่หน้าขึ้นมาเหนือขอบหน้าต่างเพื่อมองส่ง
ซานหลางกับซื่อเหนียงกำลังผสมรำข้าวกับเศษใบผักให้ไก่กินอยู่ในลานบ้าน ท่านแม่ไม่เหมือนท่านพ่อ ไม่ว่าพวกนางจะเล่นซนเพียงใด ขอเพียงซักเสื้อผ้าของตนเองให้สะอาดก็พอ เด็กทั้งสองจึงเล่นกันอย่างสนุกสนาน
กว่าพวกเขานึกขึ้นได้ว่าต้องมาส่งท่านพ่อ หลิวจี้ก็ถูกอาวั่งที่รอไม่ไหวลากตัวขึ้นรถม้าไปแล้ว
ล้อรถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ฉินเหยาลุกขึ้นมายืนส่งที่ลานหน้าบ้าน มองตามไปตลอดทาง จนกระทั่งเห็นรถม้าหายลับเข้าไปในหุบเขา นางก็พลันหันขวับไปยังริมฝั่งแม่น้ำ บุรุษร่างกำยำในชุดเสื้อสั้นแบบคนงานสองคนก็ปรากฏเข้าสู่สายตาอันคมกริบของนางพอดี
คนทั้งสองตกใจไปชั่วขณะ แต่ก็กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังพยักหน้าให้นางอย่างสุภาพ ไม่ต่างจากคนงานคนอื่นๆ ในหมู่บ้านเลยแม้แต่น้อย
เพียงแต่ตอนที่คนทั้งสองหันหลังเดินจากไปกลับพบว่าสายตาคมกริบคู่นั้นยังคงจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของตน
จิตสังหารสายหนึ่งซึ่งไม่รุนแรงนัก แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้ยังคงวนเวียนอยู่ข้างหลังพวกเขา ความเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากฝ่าเท้า ทำให้คนทั้งสองสั่นสะท้านขึ้นมาพร้อมกัน
ถูกจับได้แล้วหรือ
ทั้งสองสบตากัน หนึ่งในนั้นแสร้งทำเป็นหันกลับไปมองทางเนินนั้นอย่างไม่ตั้งใจ สตรีผู้นั้นยังคงยืนมองพวกเขาอยู่ที่เดิม
แต่เมื่อเห็นเขาหันกลับมามอง นางก็เผยรอยยิ้มสดใส โบกมือให้พวกเขาอย่างเปิดเผย แสดงท่าทีเป็นมิตรราวกับจะต้อนรับพวกเขามาสู่การพัฒนาและก่อสร้างหมู่บ้านตระกูลหลิว
นี่เป็นสิ่งที่ฉินเหยาทำจนเคยชินแล้ว หลายวันที่ผ่านมานี้นางเดินตรวจตราในหมู่บ้าน เมื่อเจอคนงานที่มาจากหมู่บ้านอื่นก็มักจะทำเช่นนี้เสมอ ทำให้ผู้คนรู้สึกดีและซื้อใจคนได้ดีเป็นอย่างยิ่ง
คนทั้งสองจับตานางมาหลายวันแล้ว ย่อมรู้ดีถึงวิธีการนี้ของนาง
ในตอนนี้จึงวางใจลงอีกครั้ง คาดว่านางคงแค่รู้สึกถึงสายตาที่กำลังแอบมองของพวกเขา แต่ยังไม่สงสัยในความผิดปกติเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขา นางคงเพียงไม่ชอบที่ถูกคนมองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นเช่นนี้ก็เท่านั้น
คนทั้งสองลอบสบตากันอีกครั้ง หนึ่งในเป้าหมายได้จากไปแล้ว ยังต้องรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปยังเบื้องบน
เดิมทีพวกเขาสองคนต่างเฝ้าจับตาดูอยู่คนละคน ตอนนี้ฝ่ายชายนั้นจากไปแล้ว จะให้คนหนึ่งอยู่ต่อและอีกคนจากไป หรือจะจากไปพร้อมกัน หรือว่าจะอยู่ต่อทั้งคู่ ทั้งหมดนี้ล้วนต้องรอฟังคำสั่งจากเบื้องบน
ดังนั้น คนทั้งสองจึงมัวแต่ยุ่งอยู่กับการส่งข่าวสาร เพียงชั่วขณะที่พวกเขาเผลอเรอจึงไม่ทันสังเกตว่าฉินเหยาได้ออกจากหมู่บ้านไปคนเดียวแล้ว
ฉินเหยาเปลี่ยนไปสวมชุดกระโปรงลายดอกไม้เล็กๆ สีครามสลับขาวของหลี่ซื่อ ใช้ผ้าโพกศีรษะสีเดียวกันโพกผมไว้แล้วหาบข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้สีไปยังโรงโม่น้ำที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
เมื่อวางข้าวเปลือกลงแล้ว สองชั่วยามผ่านไปก็ยังไม่ออกมา
เหล่าหวงที่บ้านถูกอาวั่งพาตัวไป ฉินเหยาจึงไปหาม้าตัวหนึ่งจากโรงงานเครื่องเขียนแล้วตามขบวนส่งของของหลิวไป่ออกจากหมู่บ้านไปพร้อมกัน
เมื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนหลวง นางก็แยกตัวออกจากขบวนเพียงลำพัง มุ่งตรงเข้าไปยังอำเภอไคหยาง
เพียงไม่กี่วัน ข่าวการมาถึงของผู้ตรวจการแผ่นดินก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองแล้ว
ฉินเหยาไม่สนใจว่านี่เป็นข้อมูลที่หวังจิ่นปล่อยออกมาเองเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูหรือเป็นฝีมือของคู่แข่งที่จงใจปล่อยข่าวออกมา ตอนนี้นางเพียงต้องการพบตัวหวังจิ่นเท่านั้น
ได้ยินข่าวว่าเขายังอยู่ในเมือง
ฉินเหยาผูกม้าไว้แล้วมุ่งตรงไปยังจวนซ่ง
อย่างไรเสียนางกับซ่งจางก็ถือว่าเป็นหุ้นส่วนกันในตอนนี้ การยืมมือเขาเพื่อขอพบหวังจิ่นย่อมง่ายกว่าและยังช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาของนางได้อีกด้วย
ผู้ที่ออกมาต้อนรับฉินเหยาคือซ่งฮูหยิน ซ่งจางไม่ได้อยู่ที่บ้าน และก็ไม่ได้อยู่ที่จวนที่ว่าการอำเภอ
เมื่อถามว่าไปที่ใด ซ่งฮูหยินก็ได้แต่ส่ายหน้า “เขาไม่ได้บอกข้า”
เมื่อเห็นความเป็นกังวลในแววตาของซ่งฮูหยินดูไม่คล้ายเสแสร้ง ฉินเหยาคำนวณเวลาของโรงโม่ดูในใจก็ถอนหายใจขุ่นเคืองออกมาเฮือกหนึ่งแล้วถามอีกครั้ง “แล้วใต้เท้าจะกลับมาเมื่อใดหรือเจ้าคะ”
ซ่งฮูหยินกล่าวอย่างไม่แน่ใจนัก “อาจจะกลับมาก่อนมื้อเย็น ฉินเหนียงจื่อ หากเจ้ามีเรื่องด่วนอันใด ไม่สู้พักที่จวนสักคืนหนึ่งดีหรือไม่”
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่เป็นไร วันนี้ขอเพียงใต้เท้ากลับมาก็พอ ในเมื่อเขาไม่อยู่ เช่นนั้นข้าขอเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง รบกวนฮูหยินช่วยส่งต่อให้ใต้เท้าได้หรือไม่”
ซ่งฮูหยินพยักหน้าแล้วรีบให้สาวใช้คนสนิทไปนำกระดาษและพู่กันมา
ฉินเหยาใช้กระดาษสองแผ่น เขียนข้อความง่ายๆ ไม่กี่ประโยค
แผ่นหนึ่งเขียนถึงซ่งจาง ขอให้เขาช่วยส่งสารของนางต่อไปยังหวังจิ่น
อีกแผ่นหนึ่งคือข้อความที่ต้องการบอกหวังจิ่น มีใจความว่า ปัญหามาถึงตัวแล้ว หวังว่านายจ้างจะยังจดจำสัญญาในวันนั้นได้
นอกเหนือจากนี้ ฉินเหยาไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติมอีกแม้แต่ประโยคเดียว
คนที่คิดจะจัดการเรื่องให้ดี ไม่ต้องเขียนมากเขาก็จะจัดการได้เป็นอย่างดี
คนที่ไม่คิดจะจัดการเรื่องให้ดี ต่อให้เขียนคำขู่ไปมากเพียงใดก็ไร้ผล
เห็นแก่หน้าซ่งจาง ฉินเหยาตัดสินใจให้โอกาสหวังจิ่นอีกครั้ง
เมื่อผนึกซองจดหมายแล้วก็ยื่นส่งให้ซ่งฮูหยินด้วยสองมือ ฉินเหยายิ้มเล็กน้อยแล้วหันหลังเดินจากไป
ซ่งฮูหยินจะเดินไปส่งนาง แต่ก็ไล่ตามไม่ทัน
นางก้มลงมองจดหมายบางๆ ในมือ แววตาเต็มไปด้วยความกังวลลึกซึ้งยิ่งขึ้น นับตั้งแต่ผู้ตรวจการแผ่นดินท่านนั้นมา ไม่เพียงแต่สามีจะออกแต่เช้ากลับดึกทุกวัน แม้แต่บรรยากาศในเมืองก็ยังเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด
ฉินเหนียงจื่อหากไม่มีธุระก็ไม่เคยมาที่จวนเองเลย แต่วันนี้นางกลับมา เรื่องราวมากมายถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ในทันใดนั้นซ่งฮูหยินก็รู้สึกถึงความเงียบสงัดอันเป็นลางบอกเหตุว่าพายุใหญ่กำลังจะมาเยือน
ฉินเหยากลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวก่อนที่โม่หินของโรงโม่จะหยุดหมุนแล้วหาบข้าวสารที่สีเปลือกออกแล้วกลับบ้านไป
เย็นวันนั้น หลังจากคนงานของโรงงานเครื่องเขียนและคนงานจากภายนอกเหล่านั้นกลับไปแล้ว นางก็เคาะฆ้องทองแดงทันทีเพื่อเรียกชาวบ้านมาชุมนุมหารือกันที่ศาลบรรพชน
มีคนงานที่บ้านอยู่ไกลจำนวนไม่น้อยยังคงพักอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิว แต่เพราะเป็นคนนอกจึงไม่สามารถเข้าใกล้ศาลบรรพชนได้ สายลับสองคนนั้นจึงทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่ไกลๆ
ฉินเหยาไม่ใช่คนประเภทที่จะรอเฉยๆ ให้คนอื่นมาช่วย นางมีแต่จะเป็นฝ่ายลงมือเพื่อช่วยตนเองก่อน
ในเมื่อตอนนี้นางเป็นผู้ใหญ่บ้านก็ย่อมต้องใช้สถานะผู้ใหญ่บ้านของตนให้เป็นประโยชน์
ในการประชุมที่ศาลบรรพชน ฉินเหยาสร้างเรื่องเท็จขึ้น โดยบอกว่าตนได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีของในบ้านถูกขโมยและสงสัยว่าจะเป็นการกระทำของคนงานจากภายนอกที่เพิ่งเข้ามาในช่วงนี้
นางไม่ได้บอกว่าเป็นใครที่แจ้งและก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นคนงานของบ้านไหน ปล่อยให้ชาวบ้านคาดเดากันไปเอง
“ข้ารู้ว่าทุกคนไม่ต้องการให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ดังนั้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าหวังว่าทุกคนจะตรวจสอบประวัติคนงานที่ตนเองจ้างมา หากพบความผิดปกติใดๆ โปรดรีบรายงานให้ข้าทราบทันทีแล้วจับตัวส่งทางการ!”
ฉินเหยากล่าวสั่งการด้วยสีหน้าจริงจัง “ในหมู่บ้านมีการขายที่ดินร้างสำหรับสร้างบ้านไปห้าแห่ง การตรวจสอบประวัติคนงานทางฝั่งนั้นมอบให้หลิวหยางเจ้ารับผิดชอบ”
หลิวหยางที่ถูกขานชื่อถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง กว่าจะก้าวออกมาขานรับก็เป็นตอนที่หัวหน้าตระกูลผู้เป็นบิดาของเขาสะกิดเรียก