ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 500 รับศิษย์
ตอนที่ 500 รับศิษย์
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของอินเยว่ หลังจากพยายามข่มความตื่นเต้นและทำงานในโรงอาหารจนเสร็จแล้ว นางก็กลับไปยังที่พักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทะมัดทะแมงขึ้นแล้วรวบผมขึ้นเป็นมวยดูทะมัดทะแมงและแน่นหนาชนิดที่ว่าต่อให้สะบัดศีรษะอย่างไรก็ไม่หลุดลุ่ย
สุดท้ายก็มองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าที่คล้อยไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อยพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และท่องตัวอักษรที่ตนเองจำได้ในใจ เดินไปยังเบื้องหน้าของบุคคลที่ตนเองปรารถนาจะเป็นด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้น
เป้าหมายที่วาดไว้สำเร็จอย่างไม่คาดฝัน ในใจของอินเยว่จึงรู้สึกกังวลอย่างยิ่ง
ชั่วขณะก่อนที่จะก้าวเข้าประตูบ้านของฉินเหยา นางยังคงสงสัยว่าตนเองฟังผิดไปหรือไม่ เท้าที่ยกขึ้นชะงักไปครู่หนึ่งโดยไม่รู้ตัว ถึงขนาดมีความคิดที่จะถอยกลับออกไป
แต่ความคิดนี้คงอยู่เพียงชั่วครู่ก็ถูกนางปัดเป่าทิ้งไปอย่างเด็ดเดี่ยว
โอกาสไม่ได้มีอยู่เสมอไป สิ่งที่พลาดไปแล้วไม่เรียกว่าโอกาส แต่เรียกว่าความเสียใจ
มีเพียงโอกาสที่คว้าไว้ในมือเท่านั้น ถึงจะเป็นโอกาสที่แท้จริง!
“ผู้จัดการใหญ่ฉิน” อินเยว่ก้าวเข้าไปในลานบ้านที่เปิดประตูอ้าไว้ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นฉินเหยากำลังนั่งอย่างสง่างามน่าเกรงขามอยู่บนเก้าอี้ราชครูในห้องโถง
แสงสว่างภายในห้องค่อนข้างน้อย อินเยว่มองเห็นใบหน้าของนางได้ไม่ชัดเจนนัก แต่รัศมีอันทรงพลังประกอบกับสายตาที่นางมองมาราวกับกระแสคลื่นที่ซัดสาดเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง
อาจเป็นเพราะเส้นประสาทที่ตึงเครียดคลายลงกะทันหัน หรืออาจเป็นเพราะแสงแดดของเดือนหกนั้นร้อนแรงเกินไป เบื้องหน้าของอินเยว่จึงพร่ามัว ร่างกายนางโงนเงนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
แต่ในขณะที่กำลังจะเซล้ม นางก็เงยหน้าขึ้น พยายามประคองร่างที่กำลังโอนเอนของตนเองไว้อย่างสุดความสามารถ
เมื่อสบเข้ากับดวงตาสีดำที่แฝงไปด้วยความเย็นชาหลายส่วนในห้องโถง อินเยว่ก็ก้าวขาออกไปข้างหน้า ทีละก้าว ทีละก้าว
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ เหงื่อเม็ดโตก็ยิ่งผุดพรายราวกับสายน้ำ ไหลรินลงมาจนชุ่มแก้ม
ผ้าปิดหน้าที่ใช้บดบังรอยแผลเป็นเปียกชื้นแนบสนิทอยู่บนใบหน้าของนาง รอยแผลเป็นที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าผืนนั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมา มันเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับต้องการจะทะลวงสิ่งกีดขวางทั้งหมดออกมา เพื่อเผยตัวสู่แสงแดดและอากาศอย่างอิสระ
ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะยิ่งทำให้อินเยว่หายใจไม่สะดวก นางจึงกระชากผ้าปิดหน้าที่แนบอยู่บนใบหน้าที่ทำให้นางแทบหายใจไม่ออกผืนนั้นทิ้งไป!
อากาศที่สดชื่นเป็นพิเศษทำให้ผู้คนราวกับได้เกิดใหม่ นางสูดหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่ห้องโถง มาถึงเบื้องหน้าเก้าอี้ราชครูตัวนั้น
มุมปากของฉินเหยาโค้งขึ้นเล็กน้อย เอ่ยถาม “ชื่ออะไร”
“อินเยว่。”
“อินเยว่เจ้าค่ะ”
“อายุเท่าใด”
“ยี่สิบเจ้าค่ะ”
“มาที่นี่ด้วยเหตุใด”
อินเยว่กะพริบตา หยาดเหงื่อที่ไหลจากหน้าผากมาถึงหางตาก็ร่วงหล่นลงมาด้วย ทัศนวิสัยกลับมาชัดเจนอีกครั้ง หัวใจที่ปั่นป่วนวุ่นวายของนางก็สงบลงด้วย
นางคุกเข่าลงอย่างนอบน้อมกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “มาขอคารวะท่านอาจารย์เพื่อฝึกวรยุทธ์ หวังเพียงให้มีพลังไว้ป้องกันตัวและหวังว่าจะสามารถกุมชะตาชีวิตของตนเองได้เช่นเดียวกับท่าน”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เสียงหัวเราะพลันดังขึ้นมาจากเหนือศีรษะ “ไม่แก้แค้นให้พี่น้องคนดีของเจ้าแล้วรึ”
“หรือว่ากลัวข้าจะถือสาว่าเจ้าจะนำเภทภัยมาให้จึงจงใจปิดบังไม่ยอมพูด”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ!” อินเยว่รีบอธิบาย “ทุกคำที่ข้าพูดในวันนี้ล้วนออกมาจากใจจริง ไม่กล้าหลอกลวงท่านอย่างเด็ดขาด!”
เมื่อนางพูดเช่นนี้ ฉินเหยากลับยิ่งสงสัย “เหตุใดจู่ๆ ถึงไม่อยากแก้แค้นอีกแล้วเล่า”
อินเยว่ตอบ “เรื่องเฉพาะทางย่อมมีผู้เชี่ยวชาญดำเนินการอยู่แล้ว ข้าเชื่อว่าท่านผู้ตรวจการแผ่นดินจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง จะต้องลงโทษเหล่าคนชั่วอย่างหนักและชำระล้างวงการราชการให้สะอาดได้อย่างแน่นอน”
“ข่าวสารของเจ้านี่ช่างรวดเร็วนักนะ” มุมปากของฉินเหยายกสูงขึ้นกว่าเดิม
อินเยว่เดาว่านางน่าจะพอใจกับคำตอบนี้ของตนจึงก้มหน้าคุกเข่าอยู่เช่นนั้นแล้วคารวะลงไปอย่างจริงจัง “ขอท่านอาจารย์โปรดรับอินเยว่เป็นศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ!”
คำพูดที่แสดงถึงความซาบซึ้งในบุญคุณ หรือคำมั่นว่าจะคอยปรนนิบัตินางไปจนวาระสุดท้าย ครั้งนี้อินเยว่ไม่ได้พูดออกมาแม้แต่คำเดียว
นางไม่อยากสืบสาวให้มากความว่าเหตุใดสตรีเบื้องหน้านางผู้นี้จึงเปลี่ยนใจกะทันหันและไม่สนใจว่านางจะใช้ประโยชน์จากตนเองหรือไม่ ตอนนี้อินเยว่มีความปรารถนาเพียงอย่างเดียว นั่นคือการได้ไปยืนอยู่เคียงข้างนาง!
ดังนั้นนางจึงเงยหน้าขึ้น เผยความคลั่งไคล้ในใจของตนเองออกมาต่อหน้าฉินเหยาอย่างไม่ปิดบัง
หากจะใช้คำว่า ‘ติ่ง’ มาอธิบายความคลั่งไคล้นี้ของอินเยว่ เช่นนั้นในตอนนี้ นางก็คือแฟนคลับผู้คลั่งไคล้ฉินเหยาอย่างหัวปักหัวปำ
ฉินเหยาไม่สงสัยเลยว่าหากตอนนี้นางยื่นมีดเล่มหนึ่งให้อินเยว่แล้วสั่งให้ไปลอบสังหารหวังจิ่น นางก็จะรับมีดแล้วหันหลังไปสังหารเขาทันทีโดยไม่ถามไถ่แม้แต่คำเดียว!
หลี่ซื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา มองมาทางฉินเหยา
ฉินเหยาพยักหน้าเล็กน้อย หลี่ซื่อก็เข้าใจความหมายแล้วยิ้มจางๆ นางยกถ้วยชาที่เตรียมไว้แล้วเดินมาเบื้องหน้าอินเยว่ ย่อตัวลงส่งให้ถึงข้างมือนาง
หัวใจของอินเยว่เต้นแรง นางไม่กล้ารีรอ รีบยกถ้วยชาร้อนขึ้น คลานเข่ามาสองก้าวแล้วยกขึ้นยื่นต่อหน้าอาจารย์
ฉินเหยารับถ้วยชามาดื่มอึกใหญ่ นางวางมาดมานานขนาดนี้ กำลังรู้สึกคอแห้งผาก ชาถ้วยนี้มาได้เวลาพอดีจริงๆ
“ลุกขึ้นเถอะ ไปจุดธูปหนึ่งดอก นับจากนี้ไป เจ้าก็คือคนของตระกูลฉินแล้ว” ฉินเหยาลุกขึ้น ชี้ไปที่โต๊ะเครื่องเซ่นด้านหลังแล้วสั่ง
“ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ!”
หลังจากโขกศีรษะไปอีกครั้ง อินเยว่จึงลุกขึ้นยืน แขนแนบชิดข้างลำตัว ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น นางถามออกไปอย่างคาดหวังอยู่บ้างว่า “ท่านอาจารย์ ข้าต้องเปลี่ยนไปใช้แซ่ฉินหรือไม่เจ้าคะ”
ฉินเหยามองนางอย่างจนใจพลางบอกว่าไม่จำเป็น นั่นทำให้อินเยว่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
แต่ไม่เป็นไร นับจากนี้ไป นางเป็นก็เป็นคนของท่านอาจารย์ ตายก็เป็นผีของท่านอาจารย์ จะแซ่ฉินหรือแซ่อินก็ล้วนไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว!
อินเยว่จุดธูปหนึ่งดอกอย่างนอบน้อมหน้าโต๊ะเครื่องเซ่นที่ไม่มีป้ายบรรพบุรุษแม้แต่ป้ายเดียว
ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งอย่างรุนแรงที่มาจากพิธีกรรม ในตอนนี้ได้พุ่งขึ้นถึงขีดสุด สีหน้าของอินเยว่ผ่อนคลายลงหลายส่วน เพียงแต่สายตาที่เปี่ยมสุขนั้นมักจะมองไปยังฉินเหยาเป็นครั้งคราว ความสุขนั้นไม่อาจเก็บงำไว้ได้
ฉินเหยามองนางอย่างระอาใจ แต่อินเยว่ก็ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
วันนี้นางได้เกิดใหม่แล้ว จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร
“รอให้เรือนในสวนหลังบ้านซ่อมเสร็จแล้ว เจ้าก็ย้ายเข้ามาอยู่ได้เลย”
ฉินเหยากวักมือเรียกอินเยว่มาที่ลานบ้าน เพื่อแนะนำเรื่องราวต่างๆ ในบ้านให้นางฟัง
เมื่อมาถึงประตูห้องครัว ฉินเหยาชี้ไปที่โอ่งน้ำใบใหญ่สองใบในบ้าน “ต่อไปนี้การหาบน้ำเป็นหน้าที่ของเจ้า ก่อนที่หลี่ซื่อจะทำอาหารในทุกวัน เจ้าต้องหาบน้ำให้เต็มโอ่งทั้งสองใบ”
อินเยว่คิดในใจว่านี่ไม่ใช่ปัญหา นางเดินไปที่กำแพงแล้วหยิบถังน้ำขนาดปกติสองใบที่วางอยู่ตรงนั้นขึ้นมาถามว่า “ท่านอาจารย์ ใช่ถังสองใบนี้หรือไม่เจ้าคะ”
ฉินเหยาเผยรอยยิ้มประหลาด นางส่งสัญญาณให้อินเยว่เอาถังไม้มาแล้วหยิบหินลับมีดบนพื้นขึ้นมา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของอินเยว่ นางก็ทุบ “ปัง ปัง” สองครั้ง เจาะรูบนถังไม้ทั้งสองใบแล้วยัดใส่มือของอินเยว่ด้วยตนเอง “ใช่แล้ว ก็คือถังสองใบนี้”
“จำไว้ ก่อนที่หลี่ซื่อจะทำอาหาร โอ่งน้ำจะต้องเต็ม” ฉินเหยากำชับอย่าง ‘ใจดี’
เมื่อเดินมาถึงโรงเก็บฟืน “การผ่าฟืนก็เป็นงานของเจ้าเช่นกัน เห็นฟืนที่วางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ข้างๆ หรือไม่ ขนาดต้องเป็นไปตามนี้”
กองฟืนในโรงเก็บฟืนเป็นผลงานชิ้นเอกของอาวั่ง ทั้งขนาด ความยาวล้วนต้องเท่ากัน ไม่มีความคลาดเคลื่อนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน
“เบื้องต้นก็มีแค่สองอย่างนี้แหละ ตอนนี้เจ้ามีปัญหาอะไรก็รีบถามมา ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งเค่อ” ฉินเหยากอดอกพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เอนไม้ไผ่กลางลานบ้าน อาศัยร่มเงาจากกำแพงสูงที่ทอดลงมาแล้วหรี่ตาลงอย่างผ่อนคลาย
หลี่ซื่อจุดธูปหนึ่งดอกแล้วนำไปปักไว้ข้างอ่างหินสำหรับล้างมือ การนับถอยหลังจึงได้เริ่มขึ้น
อินเยว่สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที รีบเข้าไปสำรวจกองฟืนในโรงเก็บฟืนที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนเป็นอันดับแรก