ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 501 นอนไม่พอ
ตอนที่ 501 นอนไม่พอ
ฟืนมีหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าสามนิ้วมือ ซึ่งแค่ต้องตัดให้เป็นท่อนๆ เท่านั้น
ไปจนถึงท่อนใหญ่ขนาดเท่าขาคนและปากชามซึ่งทั้งหมดล้วนต้องผ่าให้มีความหนาประมาณสามนิ้วมือ
อินเยว่หยิบขวานขึ้นมา มันหนักอึ้ง แต่ตอนอยู่ที่โรงอาหารนางคุ้นเคยกับงานผ่าฟืนดีอยู่แล้ว การถือขวานจึงไม่เป็นปัญหา
แต่กองฟืนที่ต้องผ่ากลับสูงท่วมหัวของนาง!
อินเยว่ลอบกลืนน้ำลาย ในใจได้แต่ร่ำร้องอย่างบ้าคลั่ง ‘อาวั่ง เจ้าจะหาฟืนกลับบ้านมาเยอะแยะขนาดนี้ทำไมกัน!’
นางวางขวานลงแล้วหันไปดูถังไม้ที่มีรูรั่วสองใบ ในโอ่งน้ำมีน้ำอยู่ นางตักขึ้นมาหนึ่งถัง น้ำก็ไหลพรวดลงมาเป็นสาย แม้สายน้ำจะเล็ก แต่กลับไหลเร็วจนน่าตกใจ พอธูปไหม้ไปสองส่วน น้ำในถังก็ไหลจนหมดสิ้น
ดังนั้น หากต้องการตักน้ำให้เต็มโอ่ง ทุกเที่ยวที่นางใช้เวลาเดินทางจะต้องไม่เกินหนึ่งในห้าส่วนของธูปหนึ่งดอก
จริงสิ ก้นถังยังพอมีน้ำน้อยๆ ที่ยังไม่ไหลออกมา
ดังนั้น นางยังสามารถวิ่งเพิ่มอีกหลายสิบเที่ยวค่อยๆ เติมน้ำในโอ่งให้เต็มได้
แต่ทั้งสองวิธีนี้ล้วนไม่ใช่วิธีที่ดีเลย
ไม่วิ่งจนตายก็ต้องเหนื่อยตาย
ธูปเหลืออีกเพียงครึ่งดอก อินเยว่ก็ไม่กล้าเสียเวลาอีกต่อไป รีบหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทันที นางวิ่งไปที่เก้าอี้เอนแล้วเอ่ยถามถึงวิธีผ่าฟืนไม่ให้ปวดแขนและวิธีเก็บน้ำในถังให้นานขึ้นระหว่างทาง
เป็นคำถามที่ดี ล้วนเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาและเป็นสิ่งที่นางจำเป็นต้องเรียนรู้มากที่สุดในตอนนี้
ฉินเหยาพลางลุกขึ้นสาธิตพลางสังเกตท่าทีของอินเยว่ ทันใดนั้นก็พบว่าศิษย์ของตนนับว่ามีไหวพริบอยู่ไม่น้อย
คำพูดของอาวั่งในวันนั้นปรากฏขึ้นในใจของนางอีกครั้ง
‘อินเยว่ฉลาดมาก เรียนรู้ตัวอักษรได้เร็ว ความจำดี ทั้งยังอดทน แม้อายุจะมากไปหน่อย แต่นางมีพรสวรรค์ในการฝึกวรยุทธ์ ฮูหยิน ท่านควรจะลองดู’
ดังนั้น ภายใต้เงื่อนไขของการหาบน้ำและผ่าฟืน ฉินเหยาจึงได้เพิ่มภารกิจฝึกฝนพื้นฐานด้วยการวิ่งห้ากิโลเมตรในตอนเย็นให้อินเยว่เข้าไปด้วย
และยังมีชั้นเรียนวิทยายุทธ์แบบสุ่มหลังมื้ออาหารเย็น ซึ่งก็แล้วแต่อารมณ์ของนาง
ศิษย์อายุเท่านี้ย่อมไม่สามารถฝึกฝนพื้นฐานแบบเด็กๆ ได้แล้วและฉินเหยาเองก็ไม่มีเวลาสามถึงห้าปีมาฝึกสอนโดยเฉพาะ
ดังนั้น หลักสูตรเร่งรัดจึงกลายเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างศิษย์อาจารย์ไปโดยปริยาย
ฉินเหยามุ่งเป้าไปที่สภาพร่างกายของอินเยว่และตัดสินใจฝึกฝนนางในด้านการระเบิดพลังในชั่วพริบตา
การฝึกพื้นฐานต้องอาศัยการสั่งสม หากไม่มีเวลาสามถึงห้าปีก็ไม่อาจฝึกพละกำลังและความอดทนที่มั่นคงได้
ดังนั้น จุดนี้จึงสามารถหลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวันได้ เช่น งานบ้านอย่างการหาบน้ำและผ่าฟืน
การวิ่งห้ากิโลเมตรในตอนเย็น มีจุดประสงค์หลักเพื่อฝึกฝนความจุของปอดของอินเยว่ ทำให้ลมหายใจยาวขึ้นเพื่อให้สามารถระเบิดพลังออกมาได้นานขึ้น
และการระเบิดพลังในชั่วพริบตาก็ย่อมขาดความเร็วไปไม่ได้
รวดเร็ว แม่นยำ เหี้ยมโหด นี่คือบทเรียนแรกที่อินเยว่ต้องเรียนรู้
แต่ก่อนหน้านั้น นางยังต้องเลือกอาวุธที่เหมาะสมกับตนเองหนึ่งชิ้น
พอดีกับที่ช่างตีเหล็กแห่งหมู่บ้านเซี่ยเหอฝากคนมาบอกว่ากระบองเหล็กหนักแปดสิบจินที่ฉินเหยาสั่งทำนั้นหลอมเสร็จแล้ว ให้นางหาเวลาว่างเอารถม้าไปรับ ฉินเหยาจึงได้พาอินเยว่ที่เพิ่งเลิกงานจากโรงอาหารออกเดินทางไปด้วยกัน
หลังจากที่อากาศแจ่มใสติดต่อกันมานาน วันนี้ก็เป็นวันฟ้าครึ้มอย่างหาได้ยาก ทำให้อากาศเย็นสบายขึ้นมาก
ฉินเหยาไม่ได้นั่งรถม้า แต่พาศิษย์ที่มีสีหน้าเหนื่อยล้าเดินเท้าไปยังหมู่บ้านเซี่ยเหออย่างรวดเร็ว
เหตุผลข้อแรกคือเพื่อจะได้มีเวลาปรับตัวให้เข้ากับกระบองเหล็กหนักๆ ในตอนขากลับ
ส่วนเหตุผลข้อสอง…จะได้มีเวลาพูดคุยกับศิษย์ให้มากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจสภาพจิตใจของนางในตอนนี้
แต่เมื่อเหลือบมองถุงใต้ตาขนาดใหญ่และขอบตาดำคล้ำของอินเยว่ ฉินเหยาก็เดาะลิ้นเบาๆ แล้วชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม
“สองสามวันมานี้ปรับตัวได้บ้างหรือไม่”
“ปรับตัวไม่ได้เจ้าค่ะ” อินเยว่ส่ายหน้าตอบตามตรง
ถึงจะรู้ว่าคำตอบนี้อาจทำให้อาจารย์ไม่พอใจ แต่นางก็ไม่กล้าโกหก มิฉะนั้นจะยิ่งแย่กว่าเดิม
เพราะเมื่อวันก่อน นางได้เข้าใจถึงผลลัพธ์ของการพูดเกรงใจไม่ยอมพูดความจริงอย่างลึกซึ้งแล้ว
วันนั้นท่านอาจารย์ถามนางว่าหาบน้ำเป็นอย่างไรบ้าง นางตอบกลับไปอย่างไม่เต็มใจว่าพอได้ ทันใดนั้น รูรั่วบนถังน้ำก็ขยายจากขนาดเท่านิ้วก้อยของเด็กกลายเป็นขนาดเท่าหัวแม่มือของผู้ใหญ่!
ฉินเหยาขานรับคำหนึ่งแล้วถามด้วยความเป็นห่วง “มีอะไรที่ยังปรับตัวไม่ได้หรือ”
อินเยว่ “นอนไม่พอเจ้าค่ะ”
ใช่แล้ว การหาบน้ำผ่าฟืนนางสามารถทำได้หมด การวิ่งห้ากิโลเมตรในตอนเย็นกัดฟันก็ยังทนไหว แม้แต่ ‘การฝึกพิเศษด้วยการโดนซ้อม’ หลังมื้ออาหารเย็นก็ยังรับได้
มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพออย่างรุนแรง!
เพื่อที่จะตักน้ำใส่โอ่งในบ้านให้เต็มก่อนที่หลี่ซื่อจะทำอาหารเช้า นางต้องตื่นตั้งแต่ยามโฉ่วมิฉะนั้นไม่มีทางใช้ถังรั่วสองใบนั้นตักน้ำให้เต็มโอ่งได้
กว่าจะทำภารกิจหาบน้ำเสร็จ ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว รีบจัดการเนื้อตัวที่ชุ่มเหงื่ออย่างลวกๆ ก็ต้องไปทำงานที่โรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียน ยุ่งจนถึงหลังยามอู่จึงจะเลิกงาน
หลังจากเลิกงานก็ต้องไปผ่าฟืน หากผ่าขนาดไม่เท่ากันก็ยังต้องแก้ไข กว่าจะรู้ตัวก็ถึงเวลาวิ่งห้ากิโลเมตรแล้ว
หลังจากวิ่งเสร็จ ร่างกายก็เหนื่อยจนชา โชคดีที่อาจารย์อนุญาตให้นางกินข้าวที่บ้านได้จึงประหยัดแรงในการทำอาหารเอง มิฉะนั้นอินเยว่คงไม่อยากกินข้าวเย็นด้วยซ้ำ อยากจะใช้ช่วงเวลาก่อนการฝึกพิเศษยามค่ำคืนที่จะมาถึงพักผ่อนเพิ่มอีกสักหน่อย
หลังมื้ออาหารเย็น เพราะสองสามวันนี้อากาศดีมาก การฝึกพิเศษจึงย่อมต้องจัดขึ้นตามปกติ
การฝึกพิเศษก็ไม่ได้นับว่าเหนื่อยมากนัก ส่วนใหญ่คือการหลบหลีกก้อนหินหรือหมัดของอาจารย์ที่ลอยมาจากทุกทิศทุกทาง เพียงแค่ยืนอยู่กับที่แล้วใช้วิธีการที่อาจารย์สอนหลบหลีกก็พอ
ทว่า ในตอนกลางวันนางใช้พละกำลังและเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้นแล้ว สมองจึงตื้อไปหมด สองสามวันนี้รอยฟกช้ำจากหมัดและก้อนหินจึงปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่งที่เสื้อผ้าสามารถบดบังได้
แถมอาจารย์ยังตั้งกฎว่า ในแต่ละวันการฝึกพิเศษจะต้องหลบการโจมตีของนางให้ได้สามครั้งจึงจะกลับไปพักผ่อนได้
ดังนั้น เวลาที่ได้กลับบ้านจึงเลื่อนจากปลายยามโหย่ว (หนึ่งทุ่ม) ไปเป็นปลายยามไฮ่ (ห้าทุ่ม)
ได้นอนไม่ถึงสองชั่วยาม (สี่ชั่วโมง) ก็ต้องลุกขึ้นมา เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการหาบน้ำผ่าฟืน ไปทำงานที่โรงอาหาร อินเยว่รู้สึกนับถือตัวเองจริงๆ ที่ยังสามารถตื่นนอนตรงเวลาในยามโฉ่วได้
เพียงแต่ความเหนื่อยล้าบนใบหน้าก็ยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเช้านี้พี่สะใภ้ใหญ่เหอและพี่สะใภ้รองชิวยังถามนางเลยว่า “เยว่เหนียง นี่กลางค่ำกลางคืนเจ้าไปสู้กับผีมาหรืออย่างไร”
ไม่ใช่แค่ผีสาวเท่านั้นที่รักบัณฑิตหนุ่ม ผีหนุ่มเองก็รักหญิงงามเช่นกัน หากถูกวิญญาณชายหนุ่มจากภพอื่นตามตอแยเข้า นั่นนับว่าร้ายแรงมาก ด้วยเหตุนี้พี่สะใภ้ใหญ่เหอและพี่สะใภ้รองชิวจึงมองร่างกายที่นับวันยิ่งเหนื่อยล้าของอินเยว่ด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง
เพราะในสายตาของพวกนาง ฉินเหยาก็แค่ให้อินเยว่หาบน้ำผ่าฟืนนิดหน่อยแล้วก็วิ่งเล่นในหมู่บ้านตอนเย็นเท่านั้น ในเมื่อไม่ได้ประสบด้วยตนเอง ย่อมไม่เข้าใจถึงความยากลำบากที่ซ่อนอยู่
อินเยว่อยากจะอธิบาย แต่ก็กลัวว่าจะทำให้อาจารย์กลายเป็นปีศาจร้ายในสายตาคนอื่น ดังนั้นจึงไม่เคยเล่าถึงความยากลำบากเหล่านี้โดยละเอียด
ปล่อยให้พวกนางเข้าใจผิดไปเถอะ รอวันที่ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างสง่างาม จะทำให้พวกนางตกตะลึงไปเลย!
เมื่อเห็นศิษย์หญิงเปลี่ยนจากสีหน้าทุกข์ระทมเป็นความภาคภูมิใจ ฉินเหยาก็ลูบหัวนางอย่างสงสาร “จิตใจเข้มแข็งน่ายกย่องยิ่งนัก”
อินเยว่รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที “ท่านอาจารย์วางใจได้ ข้าไม่ทำให้สำนักของเราขายหน้าอย่างแน่นอน!”
ฉินเหยายิ้มเล็กน้อย ฝีเท้าของนางช้าลงอีก จากนั้นก็หยิบถุงขนมออกมาจากอกเสื้อ “ซานหลางกับซื่อเหนียงเก็บไว้ให้ บอกให้ข้าเอาไว้ให้พี่สาวกิน”
อินเยว่รับมาด้วยความประหลาดใจ ในถุงนั้นคือลูกกวาดฟักทองสีเหลืองอ่อน นางหยิบเม็ดหนึ่งใส่ปาก กลิ่นหอมของฟักทองก็อบอวลไปทั่วทั้งปาก รสหวานอ่อนๆ ซึมซาบเข้าสู่หัวใจ ความเหนื่อยล้าทั่วร่างคล้ายกับจะมลายหายไปสิ้น
“อร่อยหรือไม่” ฉินเหยาถาม
อินเยว่พยักหน้าหงึกๆ
ฉินเหยากล่าวว่า “พวกเขาสองคนบอกว่าพรุ่งนี้อยากจะทำผมทรงใหม่ไปสำนักศึกษา”
อินเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาทันที นางกินลูกอมฟักทองเข้าไปสามเม็ดรวดเดียว “เรื่องเล็กน้อยเจ้าค่ะ!”
พรุ่งนี้นางจะต้องทำให้ซานหลางและซื่อเหนียงกลายเป็นเด็กที่โดดเด่นที่สุดในสำนักศึกษาให้ได้!