ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 503 พรสวรรค์อันโดดเด่น
ตอนที่ 503 พรสวรรค์อันโดดเด่น
………………..
มีดบินชุดนี้มีทั้งหมดสิบสองเล่ม ทั้งน้ำหนักเบาและมีคุณภาพดี
ฉินเหยาหยิบขึ้นมาเล่มหนึ่ง เล็งแล้วขว้างไปที่ต้นอวี๋ก็ปักเข้าที่เหนือรูโหว่ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้พอดิบพอดี
นางเลิกคิ้วให้อินเยว่ ส่งสัญญาณให้ใช้รูโหว่นั้นเป็นเป้า
อินเยว่กลืนน้ำลายอย่างประหม่า ทำท่าเลียนแบบอาจารย์แล้วขว้างมีดบินออกไป
ระยะสิบห้าเมตร มีดบินก็ทะลุผ่านรูโหว่ไปตกลงบนพื้นพอดี
ฉินเหยาเหลือบมองนางอย่างประหลาดใจ เชิดคางขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงบอก “ลองอีกครั้ง”
อินเยว่ประหลาดใจมาก นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนเองจะแม่นยำถึงเพียงนี้พลันรู้สึกสนใจขึ้นมาจึงหยิบมีดบินขึ้นมาขว้างอีกเล่ม
มีดบินหลุดจากมือ พุ่งผ่านรูโหว่ไปได้สำเร็จ
“ท่านอาจารย์!” อินเยว่มองฉินเหยาอย่างยินดี “ข้าเพิ่งจะรู้สึกว่ามีดบินก็ไม่เลวเหมือนกันนะเจ้าคะ”
พูดจบก็รีบวิ่งไปเก็บมีดบินสองเล่มกลับมาใช้แขนเสื้อเช็ดอย่างทะนุถนอมจนสะอาดแล้วจึงวางไว้บนโต๊ะ ยกมือทั้งสองข้างของตนขึ้นมาดูแล้วดูอีกอย่างตื่นเต้น
นี่น่ะหรือคือสิ่งที่อาจารย์เคยพูดไว้ พรสวรรค์อันโดดเด่น
จะใช่พรสวรรค์อันโดดเด่นหรือไม่นั้นฉินเหยาไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คืออินเยว่มีความแม่นยำสูงมาก ซึ่งนับว่าดีไม่น้อยสำหรับการใช้อาวุธลับ
หลังจากต่อรองราคากับช่างตีเหล็กอยู่พักใหญ่ ฉินเหยาก็ใช้เงินสองตำลึงซื้อมีดบินชุดนี้มาได้สำเร็จ
เพราะไม่มีซองหนังที่เข้าชุดกันมาให้ อินเยว่จึงต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อไว้ก่อน ตั้งใจว่ากลับไปแล้วจะหาผ้าดีๆ มาทำเป็นซองมีดสำหรับคาดเอวสักชุด
จริงสิ นางยังต้องซื้อเชือกสีมาทำเครื่องหมายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองไว้บนมีดบินแต่ละเล่มด้วย!
หลังจากซื้อของเสร็จ ศิษย์อาจารย์ทั้งสองคนก็ไม่ได้กลับในทันที แต่ไปรออยู่ข้างทางในที่ที่ไม่มีคน
รออยู่ไม่นานก็เห็นขบวนรถม้าขบวนหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนมา
ฉินเหยายิ้มบาง “ดูท่าพี่รองคงจะเจอพวกพี่ใหญ่แล้ว”
วันนี้หลิวจ้งว่างงานอย่างหาได้ยากนัก ตอนเที่ยงเขาจึงเดินทางเข้าอำเภอเพื่อไปซื้อหยกที่อวิ๋นเหนียงต้องการ ขากลับตอนบ่ายก็แวะไปรับเด็กๆ ที่สำนักศึกษาตระกูลติงกลับบ้าน ช่วยให้ฉินเหยาประหยัดแรงไปได้มาก
รถม้าขับมาได้ครึ่งทางก็เจอเข้ากับพวกหลิวไป่ที่กำลังเดินทางกลับด้วยรถม้าเปล่าหลังจากไปส่งกล่องบรรจุภัณฑ์เครื่องเขียนให้ไป๋ซั่นจึงได้เดินทางกลับมาพร้อมกัน
จินเป่าที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างรถม้าและกำลังพูดคุยอยู่กับท่านพ่อของตนเห็นศิษย์อาจารย์ฉินเหยาสองคนอยู่ข้างทางก่อนใครเพื่อนจึงตะโกนเรียกอย่างตื่นเต้น
“อาสะใภ้สาม!”
พวกต้าหลางสี่พี่น้องโผล่ศีรษะออกมาจากตัวรถม้าอย่างดีใจ “ท่านแม่! ศิษย์พี่เยว่!”
หลิวไป่หยุดรถม้าข้างทาง ฉินเหยาและอินเยว่ขึ้นไปบนรถม้าพร้อมกับโบกมือทักทายพวกเด็กๆ ที่อยู่บนรถม้าของหลิวจ้ง
ต้าหลางมองกระบองเหล็กยาวที่ฉินเหยาแบกอยู่บนบ่าอย่างสงสัย “ท่านแม่ ท่านถืออะไรอยู่หรือขอรับ”
พวกหลิวไป่ทุกคนก็เห็นกระบองเหล็กของนางเช่นกัน ไม่รอให้ฉินเหยาตอบ หลิวจ้งก็อุทานเสียงต่ำออกมาก่อน
“ช่างตีเหล็กตีกระบองเสร็จแล้วหรือ”
เมื่อเห็นฉินเหยาแบกมันขึ้นมาอย่างสบายๆ หลิวจ้งก็รู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง “นี่หนักแปดสิบจินจริงๆ หรือ”
ฉินเหยาหยิบกระบองเหล็กลงจากบ่าแล้วยื่นส่งไปให้ “ท่านลองดูก็รู้แล้วมิใช่หรือ”
หลิวจ้งเอื้อมมือไปรับอย่างตื่นเต้น พอจับปลายกระบองได้ข้างหนึ่ง ฉินเหยาก็คลายแรงลงทันที น้ำหนักอันมหาศาลของกระบองเหล็กกดลงมาทำให้มือของหลิวจ้งถูกดึงลงไปอย่างควบคุมไม่ได้ เกือบจะทับขาของตนเองเข้าให้แล้ว
โชคดีที่ฉินเหยาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วจึงคว้ากระบองเหล็กกลับคืนมาได้ทัน หลิวจ้งจึงรอดพ้นจากเคราะห์ร้ายไปได้
เขายังอยากจะลองอีกครั้ง คราวนี้เตรียมใจไว้แล้วจึงรับกระบองเหล็กมาได้สำเร็จ
เพียงแต่น้ำหนักของเด็กๆ เต็มคันรถบวกกับตัวเขาเองและกระบองเหล็กจึงทำให้ม้าหยุดเดินกะทันหัน ไม่ยอมไปต่อ
หลิวจ้งรีบส่งกระบองเหล็กที่หนักจนเหวี่ยงไม่ไหวคืนให้ฉินเหยาแล้วเร่งม้าอีกครั้ง รถม้าจึงค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้าต่อ
หลิวไป่ถามอย่างแปลกใจ “น้องสะใภ้ เจ้าตีกระบองหนักขนาดนี้มาทำอะไรหรือ”
นี่เป็นสิ่งที่พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็สงสัยเช่นกัน สายตาจึงหันไปจับจ้องที่ฉินเหยา
“ไม่ได้ทำอะไร แค่สนุกดี” ฉินเหยาตอบกึ่งจริงกึ่งเล่น
หลิวจ้งเองก็ไม่กล้าเปิดโปงความจริง เพียงแค่นึกถึงภาพดาบจันทร์เสี้ยวที่ตนเองส่งให้กับมือของนางในวันนั้นถูกประกอบเข้ากับกระบองเหล็กท่อนนี้แล้วร่ายรำออกมาอย่างทรงพลังก็อดรู้สึกเสียวสันหลังวาบไม่ได้
ฉินเหยาไม่อยากพูดถึงกระบองเหล็กของตนเองมากนักจึงเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงสถานการณ์ทางฝั่งของไป๋ซั่น
หลิวไป่กล่าวว่า “ทางเถ้าแก่ไป๋ทุกอย่างราบรื่นดี จริงสิ เขาให้ข้ามาถามเจ้าว่าถ้าแตงในไร่สุกแล้วให้บอกเขาด้วย ฟังจากความหมายแล้ว ปีนี้ดูเหมือนว่าเขาอยากจะรับซื้อแตงเย็นทั้งหมดของหมู่บ้านเรา”
ฉินเหยาพยักหน้า “หากราคาเหมาะสม ให้เขาไปทั้งหมดก็ดีเหมือนกัน ประหยัดแรงดี”
แต่อีกกว่าหนึ่งเดือนแตงจึงจะสุก ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที ปีนี้แตงโมในหมู่บ้านถูกน้ำท่วมมาทั้งหมด ไม่รู้ว่าคุณภาพจะเป็นอย่างไร
ฉินเหยากลับคิดในแง่ดี อย่างมากก็แค่กินเอง กินไม่หมดก็เอาไปให้วัวกิน
แต่พอนึกถึงชาวบ้านสองสามครัวเรือนในหมู่บ้านที่ยากจนเสียจนเสื้อผ้าขาดวิ่นและหวังจะใช้แตงโมมาใช้หนี้ก็ได้แต่แอบภาวนาในใจ ขอให้สวรรค์คุ้มครอง
ขบวนรถม้าเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างเอิกเกริกแล้วแยกย้ายกันไปหน้าโรงงานเครื่องเขียน
ฉินเหยาพาลูกๆ ทั้งสี่คนกลับบ้าน หลี่ซื่อก็กำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารในครัว กลิ่นหอมของอาหารลอยออกมาจนทุกคนพร้อมใจกันกลืนน้ำลาย
“ฮูหยิน เตรียมกินข้าวได้แล้วเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อพยักหน้าให้ฉินเหยาจากในห้องครัว แล้วผัดหมูสามชั้นหั่นบางในกระทะต่อไป
ญาติๆ ที่มาช่วยสร้างบ้านที่สวนหลังบ้านได้กลับไปพร้อมกับหลิวเหล่าฮั่นแล้ว คนเยอะงานจึงเดินเร็ว ฉินเหยาไปดูที่สวนหลังบ้านแวบหนึ่ง กำแพงบ้านสูงขึ้นมากว่าหนึ่งเมตรในวันเดียว พรุ่งนี้จะเริ่มวางคานไม้ ใช้เวลาอีกสองวันมุงหลังคากระเบื้องก็น่าจะใกล้เสร็จแล้ว
ส่วนการตกแต่งภายใน ถึงตอนนั้นยังต้องเรียกช่างไม้หลิวมาทำเครื่องเรือนดีๆ สักสองสามชิ้น ช่วงกลางถึงปลายเดือนเจ็ดก็น่าจะให้ครอบครัวซ่งอวี้และอินเยว่ย้ายเข้ามาอยู่ได้แล้ว
จริงสิ ถึงตอนนั้นห้องต่างๆ ในเรือนส่วนหน้าก็จะได้รับการปูพื้นใหม่ทั้งหมดพร้อมกัน
ห้องโถงและลานเรือนส่วนหน้าปูด้วยแผ่นหิน ห้องนอนยกพื้นสูงปูแผ่นไม้ จะได้อยู่อาศัยอย่างสะอาดสะอ้านและสบายมากขึ้น
เมื่อจินตนาการถึงความสบายในฤดูหนาวปีนี้ของที่บ้าน ฉินเหยาก็กลับมาที่เรือนส่วนหน้าอย่างพอใจ “กินข้าว!”
เด็กๆ ล้างมือเสร็จแล้วก็ตักข้าวให้ตัวเอง ร้องเอะอะวิ่งเข้าไปในห้องโถงพลางนั่งรอ
ซื่อเหนียงมองไปรอบๆ ไม่เห็นอินเยว่จึงถามอย่างสงสัย “ท่านแม่ เราไม่รอศิษย์พี่เยว่หรือเจ้าคะ”
ฉินเหยาพยักหน้า “เหลือข้าวและกับข้าวไว้ให้นางแล้ว ไม่ต้องรอนาง พวกเรากินกันก่อนเลย”
การวิ่งห้ากิโลเมตรเป็นภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ นางไม่มีทางใจอ่อนทำลายกฎที่ตนเองตั้งไว้เด็ดขาด
ซื่อเหนียงแลบลิ้น ศิษย์พี่เยว่ผู้น่าสงสาร
เมื่อฉินเหยาเริ่มขยับตะเกียบ เด็กๆ ก็หยิบตะเกียบขึ้นมากินข้าว บนโต๊ะอาหารเงียบไปชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงตะเกียบกระทบจานชามเบาๆ
รอจนพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว อินเยว่จึงเดินโซซัดโซเซกลับมาอย่างอ่อนแรง
ซื่อเหนียงที่กำลังเขียนการบ้านอยู่รีบวางพู่กันลง กระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งออกมาแล้วรินน้ำให้นางหนึ่งถ้วย
อินเยว่ดื่มรวดเดียวจนหมด นางลูบหัวเด็กหญิงตัวน้อยแล้วโบกมือเป็นเชิงบอกให้นางรีบไปเขียนการบ้านต่อ ไม่ต้องสนใจตนเอง
พร้อมทั้งขยิบตาให้เด็กหญิงตัวน้อย “พรุ่งนี้ข้าจะรีบทำภารกิจหาบน้ำให้เสร็จเร็วหน่อยแล้วจะมาถักผมให้เจ้ากับซานหลางนะ”
“จริงสิ ลูกอมฟักทองอร่อยมาก ข้ากินหมดแล้ว” อินเยว่กระซิบเสริม
เมื่อเห็นซื่อเหนียงแสดงสีหน้ายินดีออกมาตามคาด อินเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอีกครั้ง ในใจรู้สึกอบอุ่น