ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 504 มโนไปเองล้วนๆ
ตอนที่ 504 มโนไปเองล้วนๆ
………………..
“รีบไปทำการบ้านเถอะ ยิ่งทำเสร็จเร็วก็จะได้พักผ่อนเร็ว พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้าอีกนะ” อินเยว่เร่ง
“อื้มๆ” ซื่อเหนียงพยักหน้า บอกอินเยว่ว่าอาหารเย็นเหลือไว้ให้บนเตาในห้องครัวแล้ว จากนั้นก็วิ่งไปที่ห้องโถงช่วยตักน้ำใส่ชามไว้ให้ชามหนึ่งแล้วจึงกลับเข้าห้องไปนั่งทำการบ้านที่หน้าต่าง
ทั้งสองคนอยู่คนละฝั่งของลานบ้าน แต่ก็ยังส่งยิ้มให้กัน
เมื่อเห็นซื่อเหนียงเริ่มทำการบ้านแล้ว อินเยว่จึงเดินเข้าห้องครัวไปกินข้าวเย็น
นางใช้พลังงานไปมาก ปริมาณอาหารที่กินจึงเพิ่มขึ้นมาก ข้าวและกับข้าวชามใหญ่ที่หลี่ซื่อเหลือไว้ให้เป็นพิเศษถูกกินจนเกลี้ยง ทั้งยังดื่มน้ำไปอีกสองชามใหญ่จึงค่อยเรอออกมาอย่างพอใจ
ฉินเหยาค้นหาหนังหมาป่าที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ผืนหนึ่งออกมาจากยุ้งฉางแล้วยื่นให้อินเยว่ “หนังวัวใช้ทำเข็มขัดได้ดีที่สุด เจ้าเอาหนังหมาป่าผืนนี้ไปแลกหนังวัวมาสักผืนหนึ่ง”
อินเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ดูทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง
“พรุ่งนี้ฝนจะตก การวิ่งและการฝึกพิเศษตอนกลางคืนยกเลิกทั้งหมด” เวลาครึ่งค่อนวันที่เหลือนี้ จะได้ให้นางฟื้นฟูกำลังบ้าง
“มัวเหม่ออะไรอยู่ รับไปสิ!” เมื่อเห็นอินเยว่ไม่ขยับ ฉินเหยาก็ยัดหนังหมาป่าใส่อ้อมแขนของนางแล้วเตือนให้นางไปหาตนเองที่หลังเขาในอีกสองเค่อ จะได้สอนวิธีใช้มีดบินให้นาง
อินเยว่จ้องมองแผ่นหลังของนางที่เดินจากไปอย่างเหม่อลอย ผ่านไปครู่ใหญ่จึงกะพริบตาแล้วก้มลงมองหนังหมาป่าแสนนุ่มนิ่มในอ้อมแขนพลางลองใช้แก้มถูไถดูอย่างสงสัย ขนนั้นอ่อนนุ่มมาก ทันใดนั้นนางก็รู้สึกเสียดายไม่อยากจะนำไปแลกกับหนังวัวแล้ว
แต่เข็มขัดก็ต้องทำ ทั้งนางยังยากจนข้นแค้น…อย่างไรก็ต้องแลก
อินเยว่ถูไถหนังหมาป่าอีกสองสามครั้งอย่างเสียดายแล้วจึงพับหนังเก็บไว้ นั่งลงนวดขาของตนเองเพื่อคลายเส้น
เมื่อหมดเวลาพักผ่อนก็รวบรวมสติแล้วออกเดินทางทันที คืนนี้นางต้องพยายามนอนให้เร็วขึ้นให้ได้!
น่าเสียดายที่คืนนี้ก็ยังคงเป็นปลายยามไฮ่ (ห้าทุ่ม) เช่นเคยกว่าศิษย์อาจารย์ทั้งสองจะลงมาจากหลังเขา
อินเยว่ใช้ไม้เท้าค้ำยันร่างค่อยๆ เดินทีละก้าวอย่างยากลำบากกลับไปยังหมู่บ้านท่ามกลางสายตาจนใจของอาจารย์
ฉินเหยาอดเป็นห่วงไม่ได้จนกระทั่งเห็นแสงไฟในบ้านเก่าของหลิวต้าฝูที่อยู่อีกฝั่งของหมู่บ้านสว่างขึ้นจึงรู้ว่าคนกลับไปถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว นางจึงปิดประตูใหญ่แล้วกลับเข้าห้องไปนอน
อาจเป็นเพราะวันนี้ได้กระบองเหล็กซึ่งเป็นอาวุธชั้นเลิศมาจึงทำให้รู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับไปชั่วขณะ
นับวันดูแล้ว หลิวจี้กับอาวั่งน่าจะลงเรือไปแล้วกระมัง
ตามที่นางกำชับไว้ว่าก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินทาง ก่อนลงเรือให้ส่งจดหมายมาบอกนางฉบับหนึ่ง ตอนนี้จดหมายคงจะอยู่ระหว่างทางแล้ว
แต่สถานการณ์จริงกลับไม่เป็นอย่างที่ฉินเหยาคาดการณ์ไว้ หลิวจี้กับอาวั่งเพิ่งจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงของมณฑลในวันนี้เอง
กลางดึกสงัด หลิวจี้พลันสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายจึงลุกพรวดขึ้นนั่ง “แย่แล้ว ลืมเขียนจดหมายหาเมียจ๋า!”
เขารีบคลานไปที่โต๊ะ จุดเทียนบนเชิงเทียน กางกระดาษออกแล้วเริ่มฝนหมึก
เพราะพรุ่งนี้เช้าตรู่พวกเขาก็จะต้องลงเรือแล้ว คืนนี้ต้องเขียนจดหมายให้เสร็จ พรุ่งนี้เช้าจึงจะสามารถส่งออกไปได้ทันที
เพื่อไม่ให้การสอบขุนนางต้องล่าช้า ในช่วงเวลานี้เรือของตระกูลฉีจะไม่จอดเทียบท่าที่ไหนเลย ตลอดสิบวันเต็มจึงจะไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้
ดังนั้น หากเผลอหลับไป ผลที่ตามมาคงจะเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้!
หลิวจี้มือหนึ่งฝนหมึก อีกมือหนึ่งก็ตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติ เขารู้สึกโชคดีที่ตนเองยังไม่ได้หลับไปจริงๆ
ท่ามกลางสายตาอยากจะฆ่าคนของอาวั่งที่หลับอยู่ในห้องเดียวกันและถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา หลิวจี้ก็จรดพู่กันเริ่มเขียนจดหมาย
จรดพู่กันครั้งแรก เดิมทีเขาอยากจะเล่าเรื่องน่าตกใจและอกสั่นขวัญแขวนแต่ก็ไม่ได้มีอันตรายอะไรเกิดขึ้นจริงตลอดการเดินทางให้นางฟัง แต่พอจรดพู่กันลงไปก็รู้สึกว่าอย่าพูดเลยจะดีกว่า
เพราะตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ความอกสั่นขวัญแขวนทั้งหมดนั้นล้วนเกิดจากการที่เขามโนไปเองทั้งนั้น
เรื่องนี้ หลิวจี้รู้สึกว่าตนเองน่าสงสารมาก
ก่อนออกเดินทางจู่ๆ ก็พบว่าตนเองมีลูกน้อง เขาทั้งดีใจและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
แต่ว่า!
เขาแค่เสเพลแต่ไม่ได้โง่ ตัวเขาก็มีสมองเหมือนกันนะ!
สตรีใจร้ายส่งอาวั่งมาให้เขาโดยไม่มีเหตุผล หมายความว่าอย่างไร
เป็นห่วงว่าเขาจะเจออันตรายอะไรระหว่างทางหรือ
อาทิเช่นอันตรายถึงชีวิตแบบนั้น
มิฉะนั้นเหตุใดจึงไม่ใช่เฉียนวั่งหรือซ่งอวี้หรือไม่ก็พวกพี่ใหญ่พี่รองมาเป็นลูกน้องแทนเล่า
วันแรกที่ออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิว หลิวจี้อยู่ในสภาวะที่ยิ่งคิดก็ยิ่งสยองขวัญ
ตอนที่รถม้าเกิดไปทับก้อนหินแล้วกระเด้งกระดอนขึ้นมาหนึ่งที เขาก็ตกใจร้องเสียงหลงราวกับหมูถูกเชือด
อาวั่งรู้สึกจนปัญญาเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องขับรถม้าต่อไปอย่างใจเย็น
หลิวจี้ไม่ชอบทรมานตัวเองมาแต่ไหนแต่ไรจึงเริ่มหยั่งเชิงถามอ้อมๆ
“อาวั่ง เจ้าตามนายท่านอย่างข้าออกมา ในใจรู้สึกไม่พอใจใช่หรือไม่”
อาวั่งตอบ “ไม่ขอรับ”
“ไม่แล้วทำไมเจ้าไม่ยิ้มเลยเล่า”
อาวั่ง “ข้าเป็นคนที่ไม่ค่อยยิ้มมาแต่ไหนแต่ไรแล้วขอรับ”
“ฮ่าๆๆๆ ถูกข้าจับไต๋ได้แล้วใช่ไหมล่ะ เจ้ารีบสารภาพมาตามตรงเถอะ! พวกเราถูกใครบางคนจับตามองอยู่ใช่หรือไม่ มีคนอิจฉาในรูปโฉมงดงามสะท้านปฐพีของนายท่านของเจ้าจึงอยากจะกำจัดให้สิ้นซากใช่ไหม!”
อาวั่งกะพริบตาถี่ขึ้นอีกเล็กน้อยแล้วตอบตามตรง “ไม่มีใครอิจฉาในความงดงามสะท้านปฐพีของนายท่านทั้งนั้นขอรับ”
หลิวจี้เลิกคิ้ว โอ้โห ไม่ได้ปฏิเสธคำถามแรกของเขานี่นา
แสดงว่าถูกจับตามองอยู่จริงๆ!
จบสิ้นแล้ว หลิวจี้คิดในใจ
พอดีกับที่มีลมพัดมาวูบหนึ่ง อาวั่งเพียงรู้สึกว่าร้อนอบอ้าว แต่นายท่านของเขากลับสะดุ้งตกใจทันที เหงื่อเย็นไหลท่วมตัว รีบห่อตัวเสียแน่นหนาแล้วมองไปรอบๆ
อาวั่งเอ่ย “นายท่าน ท่านไม่ต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ ไม่มีใครจะฆ่าท่านหรอกขอรับ”
ดวงตาของหลิวจี้เบิกกว้างขึ้นในทันที “เจ้าพูดว่าอะไรนะ มีคนจะฆ่าข้าจริงๆ หรือ ใครกัน! ช่างใจกล้าเทียมฟ้า บังอาจจะฆ่าซิ่วไฉผู้เป็นขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้งอย่างข้า!”
อาวั่งขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด เกลียดปากของตนเองที่โกหกไม่เป็น
ยิ่งพูดยิ่งผิด ยิ่งพูดน้อยยิ่งผิดน้อย ดังนั้นอาวั่งจึงเลือกที่จะเงียบ
แต่หารู้ไม่ว่าในสายตาของหลิวจี้ ความเงียบที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ เทียบเท่ากับการตัดสินประหารชีวิตเขาแล้ว
ตอนกลางคืนทั้งสองคนพักค้างแรมกันนอกเมือง ฟังเสียงลมเสียงนกในป่า หลิวจี้ก็ลืมตาจนสว่าง ไม่กล้านอนเลยแม้แต่น้อย
อาวั่งเห็นแล้วว่าสภาพจิตใจเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อการสอบเลยจึงใช้ความสามารถของตนเองปลอบขวัญนายท่านที่ตื่นตกใจ…ด้วยการพานายท่านเข้าไปพักค้างแรมในป่า
พอรุ่งเช้าของวันที่สอง สัตว์ที่ล่ามาได้ก็กองอยู่เต็มพื้นจนกินไม่หมด
ทั้งสองคนยังเข้าเมืองเอาของไปขายได้ไม่น้อย ได้เงินมาห้าตำลึง ตอนกลางคืนจึงได้เข้าพักในโรงเตี๊ยมหรูหราสำเร็จ
เพียงแต่โชคไม่ดี คืนนั้นในโรงเตี๊ยมเกิดเหตุการณ์ปล้นสะดมอย่างโหดเหี้ยมขึ้นทำให้หลิวจี้ตกใจเป็นอย่างมาก คิดว่าเป็นฝีมือของคนที่พุ่งเป้ามาที่ตนเองจึงใช้ชีวิตบีบบังคับให้อาวั่งพาตนเองกลับเข้าไปนอนในป่าอีกสองวัน ระหว่างนั้นก็ไม่ยอมลงจากเขาเด็ดขาด
จนกระทั่งอาวั่งทนไม่ไหวอีกต่อไป แบกเขาลงมาจากภูเขาอย่างแข็งขัน ทั้งสองจึงได้ออกเดินทางต่อไป
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เดินทางมาถึงเมืองหลวงของมณฑลจึงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ถึงสามวันเต็ม!
เพียงไม่กี่วัน อาวั่งก็ได้สัมผัสกับความเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แม้แต่ตอนที่ตนเองหนีตายในอดีตก็ยังเทียบไม่ติด เขารู้สึกคิดถึงวันเวลาที่ตนเองทำไร่ไถนาในหมู่บ้านอย่างสุดซึ้ง
โชคดีที่คืนนี้มาถึงจวนเฮ่อแล้ว ในที่สุดก็สามารถผ่อนคลายได้เสียที
อาวั่งอาบน้ำอย่างสบายตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้าน นอนลงบนผ้าห่มที่นุ่มฟูจึงได้ฟื้นคืนเรี่ยวแรงทั้งกายและใจที่เสียไป
แต่ว่า!
นายท่านบางคนที่ปลุกคนให้ตื่นขึ้นมานั้นไม่สนใจความเป็นความตายของเขาเลย พอเขียนจดหมายเสร็จก็กระชากเขาขึ้นมา ยัดจดหมายใส่มือแล้วกำชับว่า “พรุ่งนี้เช้าตรู่เอาออกไปส่งด้วย”
ทันใดนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแล้วหลับไปอย่างสบายใจ
อาวั่งก้มลงมองจดหมายในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองหลิวจี้ที่นอนกรนอยู่บนเตียงแล้วขบกรามแน่น
เขาเกิดความคิดบังอาจอย่างหนึ่งขึ้น ไม่รู้ว่าควรคิดดีหรือไม่…นั่นคือส่งนายท่านใหญ่ไปสังเวยด้วยกันเสียเลย