ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 505 ต่างก็ปรารถนาในพละกำลัง
ตอนที่ 505 ต่างก็ปรารถนาในพละกำลัง
………………..
ฝนเดือนหกอยากจะตกก็ตกเอาเสียดื้อๆ ผู้คนยังคงง่วนอยู่กับงานในไร่นา ท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งก็พลันมืดครึ้มไปด้วยเมฆดำ
ฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมา ฉินเหยาที่กำลังถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักไม่ทันตั้งตัวจึงเปียกปอนไปทั้งร่าง นางรีบโยนเคียวในมือทิ้งแล้ววิ่งกลับบ้าน
ห้องสองห้องที่สร้างขึ้นใหม่ในสวนหลังบ้านได้มุงหลังคาปูกระเบื้องเรียบร้อยแล้ว เหล่าคนงานทำงานเสร็จและกลับไปตั้งแต่เมื่อเย็นวาน
เม็ดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วดังเปาะแปะกระทบลงบนอิฐเขียวและกระเบื้องสีครามที่เพิ่งมุงใหม่ ก่อนจะไหลรวมกันเป็นสายร่วงหล่นตามชายคา
หลี่ซื่อส่งผ้าแห้งมาให้พลางเหลือบมองบ้านใหม่ในสวนหลังบ้านแล้วเอ่ยหยอกเย้า “ฝนตกมาได้จังหวะพอดี จะได้ทดสอบฝีมือช่างปูกระเบื้องไปในตัว”
ฉินเหยารับผ้ามาเช็ดน้ำฝนบนศีรษะและไหล่ให้แห้ง กำชับหลี่ซื่อว่าอีกครู่พอฝนหยุดให้ไปดูว่าบ้านที่สร้างใหม่รั่วหรือไม่ จากนั้นก็กลับเข้าห้องนอน ถือโอกาสช่วงที่ฝนตกเอนหลังพักผ่อนสักครู่
งานในแปลงผักนี้ถือว่าเบาที่สุดแล้ว แต่สำหรับฉินเหยา มันก็ดีกว่าการทำนาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
น่าเสียดายที่รับปากอาวั่งไว้ว่าจะดูแลแปลงผักของเขาให้ดี คนเราต้องรักษาสัจจะ ถึงนางไม่อยากทำก็ต้องฝืนใจทำ
แต่ด้วยระดับทักษะการปลูกผักของฉินเหยา แม้แต่หลี่ซื่อที่ไม่ค่อยได้ทำการเกษตรยังทนมองแทบไม่ไหว
โชคยังดีที่ผักในแปลงไม่กี่หมู่เหล่านั้นมีชีวิตชีวาและแข็งแกร่ง ถึงขนาดสูงกว่าหญ้าเล็กน้อย ประคองไปจนกว่าพ่อบ้านอาวั่งจะกลับมาคงไม่มีปัญหา
เช้านี้หลิวจ้งกลับมาจากในอำเภอและนำจดหมายที่หลิวจี้ส่งมาจากเมืองหลวงของมณฑลกลับมาด้วย
ตอนนั้นฉินเหยาเพิ่งไปส่งพวกเด็กๆ ที่สำนักศึกษา กลับมาก็ต้องรีบจัดการกับแปลงผักสุดที่รักของอาวั่งจึงยังไม่มีเวลาเปิดอ่าน
อย่างไรเสีย การมีจดหมายส่งมาก็หมายความว่าพวกเขาทั้งสองคนปลอดภัยดี
ตอนนี้พอมีเวลา ทั้งยังเลยเวลานอนกลางวันไปแล้ว ฉินเหยาจึงหยิบจดหมายขึ้นมา เอนกายลงบนเตียงแล้วอ่านจดหมายไปพลางฟังเสียงเม็ดฝนพรำอยู่ริมหน้าต่างไปพลาง
เนื้อหาในจดหมายสั้นกระชับเกินคาด หลิวจี้เพียงบอกว่าทั้งสองคนเดินทางถึงเมืองหลวงของมณฑลโดยสวัสดิภาพและได้รวมตัวกับฉีเซียนกวนและคนอื่นๆ แล้ว ทุกอย่างราบรื่นดี ขอให้นางวางใจ
จดหมายเป็นลายมือของหลิวจี้ แต่ตรงมุมซองจดหมายกลับมีรอยน้ำสีเข้มกว่าอยู่
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงลุกขึ้นเดินไปที่เชิงเทียน จุดเทียนแล้วนำซองจดหมายไปอังเหนือเปลวไฟ
ในไม่ช้า ตัวอักษรสีดำแถวหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
เป็นลายมือของอาวั่ง เขียนว่า ‘ทุกอย่างราบรื่นดี ไม่มีสายลับติดตาม’
เดี๋ยวก่อน!
ยังมีอีกประโยค
‘ฮูหยินโปรดจำไว้ ต้นอ่อนแตงกวาใส่ปุ๋ยเดือนละครั้งก็พอ มากไปจะทำลายต้นอ่อน’
“เฮือก” ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ชะโงกศีรษะมองไปทางแปลงผักในสวนหลังบ้าน ในช่วงครึ่งเดือนนี้นางใส่ปุ๋ยไปสองครั้งแล้ว จะทำอย่างไรดี
ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย!
ฉินเหยาแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เก็บกระดาษจดหมายและซองจดหมายใส่ลิ้นชักแล้วลงกลอนไว้
ฝนห่าใหญ่มาเร็วไปเร็ว บัดนี้ฝนหยุดตกแล้ว นางจึงพับแขนเสื้อแล้วถอนหญ้าต่อไป
นางว่าแล้วเชียว ทำไมหญ้าในแปลงผักนี้ถึงโตเร็วนัก ที่แท้ก็พลอยได้รับปุ๋ยไปพร้อมกับต้นกล้าผักนี่เอง
อีกสักครู่ยังต้องไปรับพวกเด็กๆ กลับมาจากในเมือง เวลาที่เหลือสำหรับกำจัดหญ้าจึงมีไม่มากแล้ว
ฉินเหยาเหวี่ยงเคียวฉับๆ จนเกิดเสียงลม ในกองวัชพืชที่สุมอยู่ข้างเท้านั้นก็ไม่รู้ว่ามีต้นกล้าผักผู้บริสุทธิ์มากกว่าหรือวัชพืชมากกว่ากันแน่
แสงแดดสาดส่องลงมาอีกครั้ง แผดเผาหยาดฝนบนพื้นดิน ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นดินอันเป็นเอกลักษณ์
โรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียนนั้นเลิกงานแล้ว อินเยว่สูดอากาศเข้าไปเต็มปอด นางชอบกลิ่นดินหลังฝนตกเช่นนี้ มันให้ความรู้สึกสงบเป็นพิเศษ
หลังจากสูดอากาศเช่นนี้เข้าไปเต็มๆ สองเฮือกใหญ่ อินเยว่ก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าเก่าแล้วเดินไปยังเรือนเล็กบนเนินลาดฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ
ที่ข้างสะพาน นางเห็นร่างที่ไม่คุ้นตาเข้าโดยบังเอิญ
“หลิวหยาง” อินเยว่ร้องเรียกออกมาอย่างไม่แน่ใจ
หลิวหยางที่ในมือกำลังถืออะไรบางอย่างอยู่หันกลับมา เมื่อเห็นว่าเป็นอินเยว่ก็พยักหน้าให้นางอย่างเก้อเขินเล็กน้อย
“เจ้าก็จะไปบ้านท่านอาจารย์หรือ” อินเยว่ถามอย่างสงสัย
หลิวหยางพยักหน้ารับพลางยกสมุดในมือขึ้น “ใช่ ไปคุยธุระกับท่านผู้ใหญ่บ้านหน่อย”
อินเยว่ส่งสัญญาณให้ทั้งสองคนเดินไปด้วยกัน
หลิวหยางให้นางไปก่อน ส่วนตนเองเดินทิ้งห่างออกไปราวห้าสิบเมตรแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกเงียบๆ
อินเยว่หันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง รู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้ทื่อมะลื่อราวกับท่อนไม้จึงขี้เกียจจะเกรงใจเขาอีก รีบเดินไปยังบ้านของอาจารย์ ทักทายหลี่ซื่อที่อยู่ในลานบ้าน จากนั้นก็เดินไปที่โรงเก็บฟืนด้วยตัวเองแล้วเริ่มงานผ่าฟืนสำหรับวันนี้
รอจนนางผ่าฟืนไปได้หลายท่อนแล้ว หลิวหยางจึงมาถึงหน้าประตูแล้วเคาะประตูเสียงดังปังๆ พลางถามเสียงดังว่า “ท่านผู้ใหญ่บ้านอยู่หรือไม่”
หลี่ซื่อที่กำลังตากผ้าอยู่รีบวางงานในมือลงแล้วออกมาต้อนรับ เมื่อเห็นว่าเป็นหลิวหยางก็เชิญเขาเข้าไปนั่งในห้องโถงพลางกล่าวว่า
“ฮูหยินไปรับคุณหนูและนายน้อยที่ในเมือง แต่ก็ใกล้จะกลับแล้วล่ะ หากไม่รีบ ข้าจะไปชงชามาให้ ท่านนั่งรอที่นี่สักครู่ดีหรือไม่”
หลิวหยางพยักหน้า หาที่นั่งรอในห้องโถงอย่างอึดอัดเล็กน้อย
หลี่ซื่อยกชาเย็นมาให้พร้อมกับวางขนมไว้หนึ่งจาน จากนั้นจึงถอยออกไปทำงานต่อ
ในลานบ้านเงียบสงัดมาก เสียงผ่าฟืนจึงฟังดูชัดเจนเป็นพิเศษ หลิวหยางมองไปยังต้นเสียงอย่างสงสัย โรงเก็บฟืนถูกห้องครัวบังไว้ครึ่งหนึ่ง เขาจึงเห็นเพียงมือคู่หนึ่งที่พับแขนเสื้อขึ้นสูง เผยให้เห็นท่อนแขนขาวสองข้างกำลังกุมขวานด้ามหนึ่งไว้ ยกขึ้นสูงแล้วสับลงมาอย่างแรง!
การออกแรงทำให้กล้ามเนื้อบนท่อนแขนขาวทั้งสองข้างเกร็งขึ้นในทันใด แสดงให้เห็นถึงความเปี่ยมด้วยพละกำลัง
หลิวหยางยกถ้วยชาขึ้นดื่มชาอึกหนึ่ง ในใจพลันนึกถึงคำโบราณประโยคหนึ่งขึ้นมา…อย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก น้ำทะเลไม่อาจตวงวัดได้ด้วยกระบวย
เสียงผ่าฟืนในโรงเก็บฟืนดังอยู่สองเค่อเต็มจึงหยุดลง
อินเยว่วางขวานลง เหลือบมองเงาไม้ที่ทอดลงบนกำแพงเพื่อประเมินเวลาที่ใช้ไปในวันนี้
นางยิ้มอย่างยินดี “เร็วกว่าเมื่อวานถึงครึ่งก้านธูป!”
นางปัดมือ บอกกล่าวกับหลี่ซื่อแล้วก้าวยาวๆ มายังห้องโถง
บนโต๊ะมีกาน้ำชาอยู่ นางหยิบกาน้ำชาขึ้นมารินน้ำจนเต็มแล้วดื่มรวดเดียวหมดชาม เช็ดคราบน้ำที่มุมปากแล้ววิ่งออกไปข้างนอกพร้อมรอยยิ้ม
ยังต้องไปวิ่งเหยาะๆ อีกสิบลี้ วันนี้ต้องพยายามกลับมากินข้าวเย็นให้ทัน
หลิวหยางนั่งเงียบๆ อยู่ข้างประตูห้องโถงตลอดเวลา จนกระทั่งร่างนั้นวิ่งออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม เขาจึงค่อยได้สติกลับคืนมาเล็กน้อย
เขาขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจเล็กน้อยแล้วถามหลี่ซื่อว่า “นางไปทำอะไรหรือ”
“หา” หลี่ซื่อที่กำลังยุ่งอยู่กับการนึ่งหมั่นโถวยังไม่ทันเข้าใจว่าเขาถามถึงใคร เมื่อเห็นหลิวหยางชี้ไปนอกประตูก็หัวเราะออกมา “อ้อ แม่นางเย่วน่ะหรือ นางออกไปวิ่งน่ะสิ ขอแค่ฝนไม่ตกก็จะต้องวิ่งวันละสิบลี้ ”
“อะไรนะ” สิบลี้? หลิวหยางนึกถึงรูปร่างเล็กๆ ของนาง “นางยังวิ่งได้ถึงสิบลี้เชียวหรือ”
หลี่ซื่อหัวเราะแล้วพูดว่า “นี่มีอะไรน่าแปลกใจหรือเจ้าคะ หากข้าฝึกทุกวัน ข้าก็วิ่งได้เหมือนกัน น่าเสียดายที่ฮูหยินไม่รับศิษย์แล้ว”
หลี่ซื่อถอนหายใจอย่างเสียดาย หากนางอายุน้อยกว่านี้สักสิบปี ต่อให้ฮูหยินบอกว่าไม่รับศิษย์แล้ว นางก็จะลองเสี่ยงดูสักครั้ง
เมื่อสัมผัสได้ถึงความอิจฉาในน้ำเสียงของหลี่ซื่อ หลิวหยางก็ตะลึงไปเนิ่นนาน ที่แท้ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีต่างก็ปรารถนาในพละกำลังเช่นเดียวกัน
เขานึกว่าพวกนางชอบเพียงงานเย็บปักถักร้อย ทำอาหาร ทำงานบ้าน เลี้ยงลูกเสียอีก ดูท่าแล้ว เป็นเขาเองที่สายตาคับแคบเกินไป
ไม่น่าแปลกใจที่บิดาของเขาพร่ำบ่นอยู่ทุกวันว่าให้เขาเรียนรู้จากท่านผู้ใหญ่บ้านให้มากขึ้น
ที่หน้าประตูรั้วมีเสียงรถม้าดังแว่วมา หลี่ซื่อชะโงกหน้าออกไปดูแล้วเอ่ยอย่างยินดีว่า “ฮูหยินกลับมาแล้ว!”
หลิวหยางรีบลุกขึ้นต้อนรับ รอจนกระทั่งฉินเหยาจัดการรถม้าเรียบร้อยแล้วก็รีบยื่นสมุดในมือของตนให้ทันที
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน เรื่องที่ท่านมอบหมายมา ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของคนงานต่างถิ่นทั้งหมด ข้ารวบรวมไว้ในสมุดเล่มนี้แล้ว”