ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 506 จับโจร
ตอนที่ 506 จับโจร
………………..
ฉินเหยากำกับให้พวกเด็กๆ ดื่มน้ำคลายร้อนแล้วพาหลิวหยางเข้าไปนั่งในห้องโถง รับสมุดที่เขายื่นมาแล้วเปิดอ่านอย่างละเอียด
ข้อมูลที่รวบรวมมาเป็นสถิติทำให้ดูง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้น
ก่อนเปิดสมุด ฉินเหยายังรู้สึกว่าหลิวหยางใช้เวลาทำภารกิจนี้นานเกินไป เพียงแค่รวบรวมจำนวนคนงานก่อสร้างต่างถิ่นก็ใช้เวลาไปครึ่งเดือน
แต่พอเปิดสมุดดูในตอนนี้ นางก็ต้องรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
ไม่น่าแปลกใจที่เขาใช้เวลานานถึงเพียงนั้น ที่แท้เขารวบรวมประชากรแฝงจากต่างถิ่นทั้งหมดในหมู่บ้านตระกูลหลิวในปัจจุบันออกมา
ปกติแล้วทุกคนเพียงรู้สึกว่าคนต่างถิ่นในหมู่บ้านมีมากขึ้น แต่พอเห็นตัวเลขถึงได้รู้ว่าประชากรแฝงจากนอกหมู่บ้านตระกูลหลิวมีมากถึงสองร้อยสามสิบห้าคน
ในจำนวนนี้มีคนงานก่อสร้างต่างถิ่นมากถึงเจ็ดสิบแปดคน ที่เหลือคือคนงานที่โรงงานเครื่องเขียนรับมาจากหมู่บ้านอื่น
ต้องรู้ก่อนว่าถัดเข้าไปจากหมู่บ้านตระกูลหลิวยังมีหมู่บ้านซ่างเหอซึ่งทั้งหมู่บ้านรวมทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีไม่ถึงหกสิบคนด้วยซ้ำ
จำนวนประชากรแฝงมากมายขนาดนี้ในหมู่บ้านตระกูลหลิวถือว่าเยอะมากแล้ว
หากปล่อยให้ประชากรแฝงเหล่านี้เพิ่มขึ้นต่อไปโดยไม่มีการจัดการและรวบรวมข้อมูล ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา
หลิวหยางเฝ้าสังเกตสีหน้าของฉินเหยาอย่างประหม่า เมื่อเห็นนางขมวดคิ้วอย่างเคร่งขรึมในตอนแรกแล้วคลายคิ้วออกพร้อมกับเผยรอยยิ้มยินดีจางๆ ในใจที่แขวนอยู่ก็พลันวางลงไปกว่าครึ่ง
การรวบรวมข้อมูลเป็นงานที่ยุ่งยาก หลิวหยางได้ตรวจสอบชื่อ อายุ บ้านเกิด จำนวนสมาชิกในครอบครัวของทุกคนรวมทั้งข้อมูลว่ามีญาติหรือสหายคนอื่นอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิวด้วยหรือไม่
สองสามรายการแรกเป็นข้อมูลพื้นฐาน ส่วนรายการหลังนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการคัดกรอง
ผู้ที่มีญาติหรือสหายอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหลิว ไม่เพียงแต่สามารถเป็นพยานให้กันและกันเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้
ยังสามารถทำหน้าที่สอดส่องดูแลซึ่งกันและกัน ลดโอกาสการก่อเหตุได้อีกด้วย
ฉินเหยาจำรูปพรรณของสายลับสองคนนั้นได้อย่างชัดเจน นางบอกลักษณะรูปพรรณของทั้งสองคนให้หลิวหยางฟัง ให้เขาชี้คนที่ตรงตามลักษณะให้ดู
ในไม่ช้าก็คัดกรองข้อมูลของคนสองคนออกมาได้ คนหนึ่งชื่อจางซาน อีกคนชื่อหวังอู่ ทั้งสองคนอายุยี่สิบสามปีและเป็นคนจากลั่วเจียหวานเหมือนกัน
“มีแค่นี้หรือ ไม่มีข้อมูลอื่นอีกแล้วหรือ พวกเขาแต่งงานแล้วหรือยัง มีภรรยาชื่ออะไร ในบ้านยังมีสมาชิกคนอื่นอีกหรือไม่” ฉินเหยาถามอย่างสงสัย
หลิวหยางส่ายหน้า “ไม่มีขอรับ ทั้งสองคนเป็นเด็กกำพร้า บอกว่าบ้านยากจนเลยยังไม่ได้แต่งงาน”
พอฉินเหยาได้ฟัง น่าสงสัยถึงเพียงนี้ หากพวกเจ้าสองคนไม่ใช่โจรแล้วใครจะเป็นโจรได้อีกเล่า!
ฉินเหยาใช้นิ้วชี้จิ้มลงไปบนชื่อของสองคนนี้หนักๆ แล้วเงยหน้ามองหลิวหยางด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ในใจของหลิวหยางสั่นสะท้าน “ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านหมายความว่า…สองคนนี้อาจจะเป็นโจรหรือขอรับ”
“จับเลย” ฉินเหยาลุกขึ้นพูดอย่างเหี้ยมเกรียม
สีหน้าของหลิวหยางเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งตื่นเต้นและประหม่าเล็กน้อยเพราะเขาไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน จะไปจับตอนนี้เลยหรือขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้าหนักๆ “เดี๋ยวนี้แหละ จะได้ไม่ทำให้พวกนั้นรู้ตัวแล้วหนีไปก่อน เจ้ารีบไปหาชายฉกรรจ์ร่างกำยำมาสองสามคน อาศัยจังหวะที่ตอนนี้พวกเขากำลังเตรียมอาหารเย็นยังไม่ทันระวังตัวแล้วจับมัดไว้เลย พรุ่งนี้ข้าจะส่งตัวไปที่ว่าการอำเภอด้วยตัวเอง ให้ท่านนายอำเภอตัดสิน”
หลิวหยางถามฉินเหยาว่ามีอะไรจะสั่งการเพิ่มเติมอีกหรือไม่ด้วยสีหน้าจริงจัง
ฉินเหยากล่าวว่า “เจ้าไปหาคนก่อน ข้าจะไปเฝ้าดูคนที่บ้านเช่าของพวกเขาเดี๋ยวนี้ จำไว้ว่าต้องเร็วและเบา”
“ขอรับ!” หลิวหยางรับคำแล้วทำท่าจะวิ่งออกไป ฉินเหยาจึงรีบเรียกตัวเขาไว้ “เดินไปก็พอ”
ตอนนี้ฟ้ายังไม่มืด หากวิ่งไปจะดูสะดุดตาเกินไป
“ต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ฉินเหยากำชับอีกครั้ง
หลิวหยางลูบหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองครั้งเพื่อให้ตัวเองดูเป็นปกติแล้วจึงก้าวเร็วๆ เข้าไปในหมู่บ้าน
เมื่อคาดว่าเขาเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว ฉินเหยาจึงหาเชือกป่านมาสองมัด ออกมานอกประตูแล้วมองไปริมฝั่งแม่น้ำ ไม่เห็นร่างของสายลับสองคนนั้น คิดว่าน่าจะกลับไปทำอาหารแล้ว
เพราะถึงจะเป็นสายลับมืออาชีพแต่ก็ยังเป็นคน ต้องเติมท้องให้อิ่มก่อนถึงจะปฏิบัติภารกิจต่อไปได้
ทันใดนั้น ฉินเหยาก็สั่งการกับต้าหลางและน้องๆ ของเขาว่า “พวกเจ้ากินข้าวกันก่อนเลย ข้าจะออกไปทำธุระหน่อย”
พูดจบก็แบกเชือกป่านขึ้นบ่า รีบรุดไปยังที่พักของจางซานกับหวังอู่ทันที
ในบ้านร้างที่ผุพังมีควันไฟลอยออกมาเป็นสาย เสียงพูดคุยดังแว่วมาแต่ไกล
ฉินเหยานั่งยองๆ อยู่ในพงหญ้าข้างบ้าน หวังอู่ที่ยืนอยู่ในลานบ้านคล้ายจะรู้สึกตัวจึงเงยหน้ามองมาทางพงหญ้ารกร้างสองสามครั้ง เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติจึงละสายตากลับไป
สองคนนี้ระมัดระวังตัวมาก อาจเป็นเพราะช่วงนี้ในหมู่บ้านเริ่มมีการตรวจสอบข้อมูลประชากรจากต่างถิ่น พวกเขาจึงเริ่มระแวงว่านี่อาจจะเป็นการพุ่งเป้ามาที่ตัวเอง
แต่เมื่อเห็นฉินเหยาทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็อดสงสัยว่าเป็นเพราะตนเองคิดมากไปเองหรือไม่
เพราะการตรวจสอบครั้งนี้มีขอบเขตกว้างขวางมาก ไม่ละเว้นคนต่างถิ่นแม้แต่คนเดียว ทั้งจริงทั้งเท็จทำให้ชั่วขณะหนึ่งผู้คนรู้สึกสับสนว่าต้องการจะทำอะไรกันแน่
แต่การสำรวจสำมะโนครัว สำหรับพวกเขาสองคนไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
เพียงแต่ทั้งสองคนคาดไม่ถึงว่าเรื่องไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นกะทันหันถึงเพียงนี้
พลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากทางด้านหลัง ฉินเหยาและหวังอู่ที่เฝ้าระวังอยู่ในลานบ้านมองไปยังต้นเสียงพร้อมกัน คนหนึ่งยกมุมปากขึ้น ส่วนอีกคนสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที!
“มีคนจากในหมู่บ้านมา!” หวังอู่รีบตะโกนบอกจางซานที่กำลังทำอาหารอยู่ในบ้าน
จางซานรีบโยนตะหลิวทิ้งแล้วออกมานอกประตู ในชั่วพริบตาเดียว ประตูรั้วไม้ไผ่ก็ถูกเตะพังเข้ามา
ฉินเหยาเป็นผู้นำ ด้านหลังตามมาด้วยหลิวหยางและชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านอีกเจ็ดแปดคนที่ถือเครื่องมือเกษตรอยู่ในมือ พวกเขาบุกเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด
ฉินเหยายกมือชี้ไปที่คนสองคนในลานบ้านแล้วสั่งว่า “จับโจรสองคนนี้ให้ข้า!”
ชาวบ้านรีบเข้ามาล้อมทั้งสองคนไว้ทันที
จางซานและหวังอู่มีสีหน้าตื่นตระหนก จางซานยังคงทำหน้าตาไร้เดียงสาอธิบายว่า “ท่านผู้ใหญ่บ้านเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าขอรับ พวกเราไม่ได้ขโมยของ…”
ฉินเหยาไม่ให้โอกาสเขาอธิบาย ตวาดเสียงดังว่า “อย่าไปฟังพวกเขาพูดจาไร้สาระ รีบจับตัวไว้!”
พอทั้งสองคนเห็นเช่นนั้นก็รู้แล้วว่าฐานะของตนถูกเปิดเผยแล้วจึงไม่พูดอะไรอีก แยกย้ายกันหนีไปคนละทาง
ฉินเหยาแค่นเสียงหัวเราะ โยนเชือกป่านในมือออกไปแล้วมัดคล้องพวกเขาไว้ จับทั้งคู่มัดไว้อย่างแน่นหนาแล้วกระตุกเชือกเข้าหากันอย่างแรง ทั้งสองคนร้องด้วยความเจ็บปวดแล้วล้มลงกับพื้นทันที
หลิวหยางและคนอื่นๆ เห็นโอกาสก็กรูกันเข้าไป ใช้เครื่องมือเกษตรกดตัวทั้งสองคนเอาไว้
ฉินเหยาต่อยไปอีกคนละหมัด ทั้งสองคนยังไม่ทันได้โต้ตอบแม้แต่ครึ่งกระบวนท่าก็สลบคาที่ไปแล้ว
ฉินเหยาสั่งให้ทุกคนใช้เชือกป่านมัดมือมัดเท้าของสองคนนี้ไว้ด้วยกัน อาศัยจังหวะที่ทุกคนไม่ทันสังเกตแอบยัดหยกที่เตรียมไว้สำหรับสองคนนี้เข้าไปในอกเสื้อของพวกเขาเพื่อใช้เป็นของกลาง
หยกนี้ยากที่จะประเมินมูลค่าได้ ด้านบนยังทำเครื่องหมายเอาไว้แล้ว ถึงตอนนั้นนางบอกว่ามันมีค่าเท่าไหร่ก็ย่อมต้องเป็นตามนั้น
แน่นอนว่ากลอุบายตื้นๆ เช่นนี้ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของเหล่ามือปราบมืออาชีพไปได้
แต่โชคดีที่ ‘เด็กกำพร้า’ สองคนนี้ไม่มีใครร้องทุกข์ให้ ความผิดนี้จึงต้องแบกรับไว้แน่แล้ว
ตั้งแต่บุกเข้าไปในลานบ้านจนถึงจับสายลับสองคนได้ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งถ้วยชา รวดเร็วเสียจนคนอื่นๆ ในหมู่บ้านยังไม่ทันได้รู้ตัว
นางเหอถือชามข้าวของตนยืนอยู่ที่หน้าประตู มองดูขบวนควบคุมตัวโจรเดินผ่านหน้าตนไปอย่างยิ่งใหญ่แล้วถามด้วยความตกใจว่า “พวกเจ้าไปทำอะไรกันมาหรือ”
หลิวหยางตะโกนตอบเสียงดังโดยไม่หันกลับมา “ไปจับโจรมา!”
“หา” นางเหอสำลักข้าวออกมาสองสามเม็ดเพราะความตื่นเต้น รีบเรียกคนในบ้านให้ตามไปดูเรื่องสนุกด้วยกัน