ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 507 บทเรียนเล็กๆ น้อยๆ
ตอนที่ 507 บทเรียนเล็กๆ น้อยๆ
ข่าวการจับกุมโจรแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่กำลังกินข้าวเย็นอยู่ต่างก็ยกชามข้าวของตนตามมาที่ศาลบรรพชน เพียงเพื่อจะได้มาดูเรื่องสนุกสดใหม่นี้
ฉินเหยาพาหลิวหยางและทุกคนมาที่ลานโล่งหน้าประตูศาลบรรพชน แต่มิได้เปิดประตูใหญ่ของศาลบรรพชน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกโจรมาทำให้ศาลบรรพชนต้องมัวหมอง
ท้องฟ้ามืดลงแล้ว คบเพลิงถูกจุดขึ้น แสงไฟส่องสว่างไปทั่วบริเวณลานโล่งแห่งนี้
โจรสองคนที่ถูกมัดมือมัดเท้าราวกับหมูป่า พวกเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงจอแจ จากนั้นก็ต้องเผชิญกับน้ำลายที่ชาวบ้านพากันถ่มใส่
ทั้งสองคนพยายามจะอ้าปาก แต่กลับพบว่าปากถูกอุดไว้ด้วยฟางข้าวอย่างแน่นหนา ส่งเสียงออกมาไม่ได้เลยสักนิด
ฉินเหยายืนอยู่บนบันไดหน้าประตูศาลบรรพชน กล่าวเพียงไม่กี่คำก็ตัดสินโทษฐานลักขโมยให้แก่คนทั้งสอง
หลังจากสืบหากันมาครึ่งเดือน ชาวบ้านเพิ่งจะมารู้ในวันนี้เองว่าคนที่ของหายก็คือท่านผู้ใหญ่บ้าน
เมื่อมองดูโจรสองคนที่ดิ้นรนอย่างรุนแรงราวกับลูกแกะที่รอถูกเชือด ชาวบ้านก็จุปากแสดงความเห็นใจออกมา
ขโมยของใครไม่ขโมย ดันมาขโมยของบ้านผู้ใหญ่บ้าน ทางดีๆ มีให้เดินไม่เดินดันเลือกมาเดินเข้าทางตัน!
“เอาล่ะ ตอนนี้จับโจรได้แล้ว ทุกคนก็วางใจกันได้แล้ว วันนี้วุ่นวายกันมาทั้งวัน เหล่าผู้กล้าทุกท่านลำบากแล้ว”
ฉินเหยาพยักหน้าให้หลิวหยางและคนอื่นๆ อย่างซาบซึ้งพลางกำชับว่า “พวกเราจับโจรสองคนนี้ไปมัดไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านก่อน พรุ่งนี้ข้าจะส่งตัวคนไปยังที่ว่าการอำเภอด้วยตัวเอง”
แล้วนางก็หันไปพูดกับชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องสนุกว่า “ทุกคนแยกย้ายกันไปเถิด กำชับลูกหลานที่บ้านให้ดี คืนนี้อย่ามาแถวบ่อน้ำของหมู่บ้าน เผื่อว่าโจรสองคนนี้อาจจะทำร้ายเด็กๆ เอาได้”
พอได้ยินว่าเด็กๆ อาจจะได้รับบาดเจ็บ ชาวบ้านก็ใส่ใจขึ้นมาทันที รีบจับเจ้าตัวเล็กจอมซนของบ้านตัวเองกลับบ้านไป
หลิวหยางและคนอื่นๆ นำหวังอู่และจางซานไปมัดไว้ที่ลำต้นของต้นไม้แล้วจึงจากไป
ฉินเหยามองส่งพวกเขากลับบ้านไป พอคนลับสายตาไปแล้วนางก็หันกลับไปขยับเชือกให้แน่นขึ้นอีกรอบแล้วต่อยพวกเขาไปอีกคนละหมัดท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างอาฆาตแค้นของคนทั้งสอง ช่วยให้พวกเขาหลับไปจนถึงรุ่งเช้า
อินเยว่และเด็กๆ ทั้งสี่ยังคงรอนางกลับมากินข้าวเย็นด้วยกัน
เมื่อเห็นว่าอินเยว่ทำภารกิจวิ่งห้ากิโลเมตรเสร็จก่อนเวลา ฉินเหยาก็เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “ก้าวหน้าเร็วไม่เบานี่”
อินเยว่กล่าวอย่างถ่อมตน “เป็นเพราะวิธีการหายใจที่อาจารย์สอนได้ผลเจ้าค่ะ”
ฉินเหยานั่งลงบนที่ว่าง หยิบตะเกียบขึ้นแล้วส่งสัญญาณให้ทุกคน “กินเถอะ”
แต่มีเพียงอินเยว่ที่หิวจนท้องกิ่วแล้วเท่านั้นที่ขยับตะเกียบตักกับข้าวและซดน้ำแกงคำโต
“กินสิ ไม่หิวกันหรือ” ฉินเหยามองเด็กๆ ทั้งสี่อย่างขบขัน
สี่พี่น้องส่ายหน้าพร้อมกัน พวกเขาไม่หิว มีเพียงความสงสัย
“ท่านแม่ สองคนนั้นเป็นโจรจริงๆ หรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงมองไปทางบ่อน้ำของหมู่บ้านอย่างหวาดๆ นางเคยเห็นคนสองคนนั้น ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะขโมยของ
ฉินเหยาพุ้ยข้าวเข้าปากไปสองคำแล้วคีบซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงของโปรดให้เด็กหญิงตัวน้อยหนึ่งชิ้น “โจรไม่มีทางเขียนคำว่าโจรไว้บนหน้าผากหรอกนะ…”
เด็กชายทั้งสามมองมา ฟังฉินเหยาอธิบายว่าจะสังเกตโฉมหน้าที่แท้จริงของโจรจากรายละเอียดได้อย่างไร
อินเยว่ลดความเร็วในการกินลงแล้วตั้งใจฟังด้วย
ยิ่งฟัง ดวงตาก็ยิ่งเบิกกว้าง วันนี้เป็นวันที่ได้ความรู้เพิ่มอีกแล้ว!
“ต่อไปพวกเจ้าก็ใช้วิธีการที่ข้าบอกไปลองสังเกตคนรอบข้างดู บางทีอาจจะได้ค้นพบสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้” ฉินเหยากล่าวเสียงอ่อนโยน
สี่พี่น้องเกิดความสนใจขึ้นมาทันที ไม่ยอมกินข้าวแต่จับจ้องสังเกตคนอื่นแทน ฉินเหยาจึงต้องเอ็ดห้ามทั้งสี่คนไว้
นางเปลี่ยนจากสีหน้าอ่อนโยนเป็นกดเสียงต่ำลง “เวลากินข้าวก็ต้องตั้งใจกินข้าว อาวั่งไม่อยู่บ้าน ตอนกลางคืนหากหิวขึ้นมาไม่มีใครลุกขึ้นมาทำมื้อดึกให้พวกเจ้ากินหรอกนะ”
เอ้อร์หลางพึมพำว่าตนเองก็ทำเป็น แต่ไม่ช้าก็ต้องหุบปากลงเพราะสายตาเย็นชาของท่านแม่พลางหยิบชามข้าวขึ้นมาตักกินคำโตอย่างว่าง่าย
หลังกินข้าวเสร็จ ต้าหลางก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เขาถามอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านแม่ พรุ่งนี้พวกเราต้องนั่งรถไปกับโจรสองคนนั้นด้วยหรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยาชะงักไป “เหมือนจะใช่นะ”
สิ้นเสียงก็เห็นสี่พี่น้องมีสีหน้าตื่นเต้นและคาดหวัง
รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องนั่งรถคันเดียวกับพวกโจร ไม่กลัวก็ช่างเถิด ยังจะตื่นเต้นคาดหวังอีกหรือ
ฉินเหยาขมวดคิ้ว การไม่รู้จักเกรงกลัวนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย
แต่ความกล้าหาญของเด็กๆ นั้นเหมือนจะเป็นเพราะนางตามใจจนเคยตัว เพราะรู้ว่ามีนางอยู่จึงคิดไปเองว่านางสามารถจัดการกับอันตรายทุกอย่างได้ ดังนั้นจึงขวัญกล้าเทียมฟ้าเช่นนี้
“ซี๊ด” ฉินเหยาบีบสันจมูก หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ วันใดวันหนึ่งหากนางไม่อยู่แล้วพวกเขายังคงใจกล้าเช่นนี้ เกรงว่าตนเองตายอย่างไรเจ้าตัวก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ
ฉินเหยาทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งพาสี่พี่น้องไปที่ห้องเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของบทเรียนล่าสุดของพวกเขา อีกด้านก็ครุ่นคิดว่าพรุ่งนี้คงต้องให้สายลับสองคนนั้นสร้างความตกใจเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเจ้าตัวเล็กที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าพวกนี้เสียหน่อย
ให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของโลกมนุษย์ จะได้ลดความกล้าบ้าบิ่นลงเสียบ้าง
……
ปลายยามอิ๋น บ้านของฉินเหยาก็จุดตะเกียงสว่างขึ้น
อินเยว่ที่หาบน้ำจนเต็มโอ่งเรียบร้อยกลับไปเตรียมตัวเข้างานที่โรงงานเครื่องเขียนแล้ว หลี่ซื่อก็กำลังทำอาหารเช้าอยู่ในห้องครัว
กลิ่นหอมหวานของอาหารที่ทำจากแป้งลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเคาะประตูห้องเด็ก “ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง ตื่นได้แล้ว!”
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับจากในห้อง นางจึงก้าวยาวๆ ไปยังสวนหลังบ้าน
จูงม้าออกมา เทียมรถม้า ไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างบ่อน้ำของหมู่บ้านก่อน โยนสายลับสองคนที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยน้ำค้างและกำลังดิ้นรนอย่างอเนจอนาถขึ้นไปบนรถม้า
ณ วินาทีนี้ หากทั้งสองคนยังไม่รู้อีกว่าฉินเหยาแสร้งแสดงละครเพื่อปั่นหัวพวกเขาสองคนมาตั้งแต่ต้น เช่นนั้นการฝึกฝนอย่างมืออาชีพหลายปีมานี้ของพวกเขาก็สูญเปล่าแล้ว
เมื่อเห็นว่าฉินเหยาถึงกับส่งลูกๆ ของตนเองให้มานั่งในห้องโดยสารรถม้ารวมกับพวกเขาสองคน ดวงตาของทั้งสองก็พลันส่องประกายแห่งความหวังออกมา
ฉินเหยาจงใจให้จินฮวากับจินเป่าอยู่บนคานลากรถม้า พอนางกระตุ้นรถม้าก็บรรทุกเด็กๆ เต็มคันรถไปยังสำนักศึกษาทันที
เมื่อรู้ว่าในห้องโดยสารรถม้ามีโจรอยู่ จินฮวาจินเป่าจึงเลิกม่านรถขึ้นมองเข้าไปข้างในด้วยความสงสัย
จางซานกับหวังอู่เงยหน้ามองมา สายตาที่ดุร้ายนั้นทำเอาสองพี่น้องตกใจจนตัวสั่น รีบหดศีรษะกลับไปแล้วเบียดตัวเข้าหาอาสะใภ้สามแน่นขึ้นอีก
ในห้องโดยสารรถม้า ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียงนั่งอยู่บริเวณใกล้ประตู จางซานกับหวังอู่นั่งอยู่ด้านในสุด ระหว่างสองฝ่ายมีพื้นที่ว่างเว้นเอาไว้
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่ดุร้ายของจางซานและหวังอู่ นอกจากซานหลางที่กลัวเล็กน้อยแล้ว ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงที่เหลือไม่เพียงแต่ไม่กลัวยังยื่นมือออกไปลูบเชือกบนตัวของคนทั้งสองอย่างกล้าหาญอีกด้วย
แต่ไม่คิดว่าจางซานจะคายฟางข้าวในปากออกอย่างกะทันหัน ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่พี่น้องหลายคนยังคงตกตะลึงอยู่นั้น เขาก็ยกมือที่ถูกมัดไว้ขึ้นมาที่ปากแล้วใช้ฟันแก้เชือกออกอย่างรวดเร็ว
“อ๊ะ”
ซื่อเหนียงยังไม่ทันได้ร้องเรียกท่านแม่ จางซานก็บีบคอของนางอย่างแรงแล้ว
เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป อีกทั้งในห้องโดยสารรถม้าก็คับแคบ ต้าหลางมีปฏิกิริยาตอบสนองทันที เตรียมจะเข้าไปช่วยน้องสาวแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
กลับเป็นเอ้อร์หลางที่กัดมือของจางซานอย่างแรงทำให้จางซานชะงักไปครึ่งวินาที
ทว่าในวินาทีต่อมา เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงก็ถูกจางซานบีบคอไว้พร้อมกัน
ต้าหลางมองดูมือใหญ่หยาบกร้านคู่นั้นบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ ความกลัวที่จะต้องสูญเสียพี่น้องไปพร้อมกันถึงสองคนก็ถาโถมเข้ามา ในหัวร้องตะโกนว่าให้รีบลงมือ แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่ง ตัวแข็งทื่อไปหมด
ชั่วพริบตา รถม้าที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคงก็โคลงเคลงอย่างรุนแรง คนในรถม้าไม่สามารถควบคุมร่างกายได้จึงกลิ้งรวมกันเป็นก้อน
ฉินเหยาผลักประตูรถเข้ามา ด้านในรถวุ่นวายไปหมด
ต้าหลางถูกหวังอู่ที่ลอยมาชนจนล้มลงจนเกือบจะหายใจไม่ออก
ซานหลางกลิ้งออกไปจากห้องโดยสารรถม้าและถูกฉินเหยาคว้าตัวเอาไว้ได้ นางปล่อยเขาลงจากรถม้า
มือของจางซานยังคงบีบคอของเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงอยู่ ทั้งสามคนเบียดเสียดกันอยู่ที่มุมรถม้า สองพี่น้องใบหน้าซีดเผือด ตาทั้งสองข้างโปนขึ้นเล็กน้อยทั้งยังแดงก่ำ ดูน่าสงสารราวกับกำลังจะขาดใจตายก็ไม่ปาน