ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 516 ถึงตายได้จริงๆ
ตอนที่ 516 ถึงตายได้จริงๆ
คราวนี้เหล่าชาวบ้านมีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว
“เรื่องประหลาดมีทุกปี แต่ปีนี้สดใหม่ที่สุด พวกท่านทายดูสิว่าเป็นเรื่องอะไร”
บัณฑิตคนหนึ่งในโรงเตี๊ยมถูกเหล่าแขกเหรื่อห้อมล้อมพลางยืนอยู่บนโต๊ะกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า
“เหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการที่เพิ่งจะออกจากเมืองไปจับกุมคนร้าย ถูกใต้เท้าผู้ตรวจการจับมัดเรียงแถวกลับมาในทันใด พวกท่านว่าเรื่องนี้ประหลาดหรือไม่”
ผู้คนที่มุงดูรีบกล่าวสมทบ “นี่ไหนเลยจะใช่แค่เรื่องประหลาด แต่เป็นเรื่องพิลึกพิลั่นโดยแท้!”
บัณฑิตกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “พิลึกพิลั่นแล้วจะทำไม ยังมีเรื่องที่พิลึกพิลั่นกว่านั้นอีก ท่านผู้ตรวจการผู้สูงส่งกลับถูกมองว่าเป็นคนร้าย จิ๊จิ๊จิ๊…”
เสียงจิ๊จิ๊ที่ราวกับจะชี้โพรงให้กระรอกนี้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนทั้งหมดออกมา ต่างเร่งเร้าให้บัณฑิตรีบอธิบายสาเหตุให้ชัดเจน เลิกอารัมภบทเสียที
บัณฑิตไม่รีบร้อนยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบ จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดัดจริตว่า
“เมื่อวานซืนโรงเตี๊ยมที่เนินไกลออกไปห้าสิบลี้จากนอกเมืองเกิดเพลิงไหม้ขึ้นอย่างน่าประหลาด เผาโรงเตี๊ยมจนวอดวายเป็นเถ้าถ่าน ได้ยินมาว่าแม้แต่ศพของเจ้าหน้าที่ประจำสถานีพักม้าก็หาไม่พบ ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปด้วย”
“ทางการได้รับเบาะแสว่ามีคนจงใจลอบวางเพลิงเผาสถานีพักม้าจึงรีบเดินทางออกนอกเมืองเพื่อไปจับกุมคนร้ายตัวจริงที่หลบหนีไป…ใครเลยจะคาดคิดว่าจะจับกุมไปถึงตัวท่านผู้ตรวจการแผ่นดินหวังจิ่น!”
พอพูดถึงตรงนี้ บัณฑิตก็จงใจหยุดเว้นจังหวะทิ้งปริศนาไว้แล้วจึงกล่าวต่อว่า
“บังเอิญว่าข้างกายใต้เท้าหวังผู้นั้นมียอดฝีมืออยู่คนหนึ่ง นางใช้กำลังเพียงคนเดียวก็สามารถจัดการทหารของทางการสิบกว่านายที่เข้าใจผิดคิดว่าท่านเป็นคนร้ายลอบวางเพลิงได้ ทั้งยังจับพวกเขาทั้งหมดมัดเรียงเป็นแถวยาวพาไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อพบผู้ว่าการ จิ๊จิ๊จิ๊ พวกท่านไม่ได้เห็นภาพนั้นกับตาตนเอง ท่านผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ถึงกับหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ…”
เหล่าผู้ฟังต่างร้อนใจซักถามว่า “แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร แม้จะเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่เขาก็เป็นถึงผู้ตรวจการจากราชสำนัก ไม่เพียงแต่ถูกเหล่าทหารกล่าวหาเช่นนี้ ยังทำให้ดูเหมือนว่าทหารท้องถิ่นของเราไร้ความสามารถ คิดว่าใต้เท้าผู้ตรวจการคงจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ เป็นแน่”
บัณฑิตพยักหน้าอย่างแรงหนึ่งครั้ง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความสะใจ “ย่อมไม่ปล่อยไปง่ายๆ และก็ไม่ควรจะปล่อยเหล่าทหารไร้ความสามารถที่ดีแต่ขูดรีดชาวบ้านแต่ไม่ทำงานทำการพวกนี้ไปด้วย!”
“ภายใต้คำร้องขอของท่านผู้ว่าการและท่านผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ โทษตายละเว้นได้ แต่โทษเป็นนั้นหนีไม่พ้น ทั้งหมดถูกปลดออกจากตำแหน่ง โบยสามสิบไม้และจำคุกสามปี”
มีคนหนึ่งได้ยินการลงโทษนี้ก็เบ้ปากอย่างไม่พอใจนัก ไม่นึกว่าจะไม่มีการประหารชีวิตในทันที นี่เป็นการลงโทษที่เบาเกินไปแล้ว
บัณฑิตเห็นปฏิกิริยาของทุกคนก็คิดในใจว่าผลการตัดสินนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว
ชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียวจะไปรู้เรื่องคดเคี้ยวในแวดวงขุนนางได้อย่างไร ทหารที่เป็นหัวหน้านั้นเป็นน้องชายแท้ๆ ของภรรยาของท่านผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ ส่วนทหารที่เหลือก็ล้วนเป็นญาติพี่น้องที่เกี่ยวดองกัน หากท่านผู้ว่าการสั่งตัดศีรษะจริงๆ เกรงว่าคนรับใช้ใต้บังคับบัญชาเหล่านี้คงจะก่อเรื่องวุ่นวายจนฟ้าถล่มดินทลายเป็นแน่
แค่นี้ ยังเป็นผลลัพธ์ที่ได้มาจากการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้พิจารณาตัดสินคดีด้วยตนเองและต้องอ้างถึงราชโองการของฝ่าบาท
….
ภายในจวนรับรองขุนนาง
หวังจิ่นนั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ
ฉินเหยายืนอยู่ด้านหลังเขา ในมือถือข้าวหน้าเนื้อมองไปยังผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามหวังจิ่นพลางฟังคำพูดลับๆ ที่คนซื่อไม่มีทางเข้าใจที่เขากำลังพูดและกินอย่างเอร็ดอร่อย
อย่างไรเสียก็เป็นเพียงคำพูดแก้ตัวชุดเดิมๆ อะไรๆ ก็ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด ท่านอย่าได้คิดมากล้วนเป็นเพราะคนหนุ่มสมองไม่ดี ไม่รู้ความ ถึงได้ทำเรื่องที่เข้าใจผิดว่าท่านเป็นคนร้ายเช่นนี้
โปรดอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองเขาผู้เป็นผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์และมองว่าเป็นศัตรู เพียงเพราะความไม่รู้ความของคนหนุ่มเลย
บนใบหน้าของหวังจิ่นปรากฏรอยยิ้มเย็นชา “ที่เห็นข้าผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์คงจะผิดหวังมากสินะ”
เสียงในใจพูดต่อ ข้าผู้นี้คือคนร้ายลอบวางเพลิง แต่เจ้าจะทำอะไรข้าได้!
ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็รีบโบกมือปฏิเสธ “มิกล้าๆ ท่านล้อเล่นแล้ว”
ในใจรู้ดีว่าต่อให้เกรงใจต่อไปก็ไม่สามารถทำให้หวังจิ่นลดความระแวดระวังลงไปได้แม้แต่น้อย ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์จึงเปลี่ยนเรื่อง เอ่ยถามหยั่งเชิงว่า
“ได้ยินว่าครั้งนี้ใต้เท้าหวังนำหลักฐานกลับมาจากอำเภอไคหยางไม่น้อย…”
พูดยังไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงดังเพล้ง ฉินเหยาทำราวกับว่าไม่ระวัง ทำจานเปล่าในมือหล่นแตก
“ขออภัย มือมันลื่น” นางกล่าวอย่างเก้อเขิน รีบย่อตัวลงเก็บเศษจาน
หวังจิ่นถอนหายใจอย่างจนใจ “ให้คนรับใช้มาเก็บก็พอ”
เขาหันหน้าไปเรียกให้บ่าวรับใช้รีบมาเก็บกวาดแล้วยังถามฉินเหยาด้วยความเป็นห่วงว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ไม่รอนางตอบก็เร่งให้คนพานางไปหาหมอแล้ว
ฉินเหยามองมือของตนเองที่สะอาดสะอ้านไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน…อย่างน้อยก็ช่วยแสดงให้มันเหมือนหน่อยสิ!
เพราะทั้งสองคนต่างก็มีบาดแผลบนร่างกาย ท่านหมอจึงเตรียมพร้อมรอรับคำสั่งอยู่ที่จวนรับรองขุนนางตลอดเวลาจึงมาถึงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์จึงถูกปล่อยให้รอเก้ออยู่ข้างๆ เช่นนั้น
เมื่อฉินเหยาและหวังจิ่นสองคนหันกลับไปมอง คนผู้นั้นก็จากไปอย่างฉุนเฉียวนานแล้ว
“ทั้งจังหวัดจื่อจิงถูกแทรกซึมอย่างหนัก ตอนนี้เจ้ายังแสดงตนเป็นศัตรูกับผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์อย่างเปิดเผยอีก เขาต้องกังวลว่าเจ้าจะกลับไปเมืองหลวงแล้วทูลฟ้องเขาแน่ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะมีชีวิตรอดกลับไปถึงเมืองหลวงได้” ฉินเหยาถามอย่างสงสัยพลางดึงขากางเกงลง
บาดแผลบนน่องของนาง หากท่านหมอมาดูช้ากว่านี้อีกหน่อยก็คงจะสมานตัวเองไปแล้ว
หวังจิ่นลูบผ้าพันแผลบนแขน บาดแผลข้างในคันมาก แต่ก็ไม่กล้าเกาแรงๆ ไม่เพียงแต่เกาแล้วไม่หายคันกลับยิ่งทำให้ตนเองหงุดหงิดขึ้นมา
เขาข่มกลั้นความหงุดหงิด เหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่ง “เจ้าช่วยพูดอะไรที่เป็นมงคลหน่อยได้หรือไม่”
ฉินเหยา “ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้เจ้าร่ำรวยเงินทอง”
หวังจิ่น “…”
“พูดเรื่องจริงจังนะ คนของเจ้าจะมาถึงเมื่อใด” ฉินเหยาถามอย่างจริงจัง
หวังจิ่นก็ตอบอย่างจริงจังเช่นกันว่า “ไม่รู้”
ตามหลักแล้ว สองวันนี้ควรจะมีคนมาแจ้งข่าวเขา แต่ตลอดสองวันที่ผ่านมากลับไม่มีข่าวคราวใดๆ เลย
ฉินเหยาขมวดคิ้ว คาดเดาว่า “คงไม่ได้ถูก…กลางทางแล้วหรอกนะ” นางทำท่าเชือดคอ
หวังจิ่นปฏิเสธทันที “เป็นไปไม่ได้”
“รออีกสองวัน สองวันนี้เจ้าก็พักอยู่กับข้าที่จวนรับรองขุนนางต่อไป” หวังจิ่นรู้สึกกระดากอายเล็กน้อยแล้วพูดอย่างน่าสงสารว่า “ตอนกลางคืนข้ากลัวความมืด เจ้าช่วยอยู่เฝ้ายามให้ข้าได้หรือไม่”
“ใต้เท้า นี่เป็นราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มนะ” ฉินเหยาพูดด้วยท่าทีจริงจัง
หวังจิ่นถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ถ้าเช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ ตอนนี้เขาไม่มีเงินจ่าย งบประมาณถูกใช้จนเกลี้ยงไปนานแล้ว
“เจ้าต้องดูแลหลักฐานให้ดีนะ!” ก่อนจะแยกจากกัน หวังจิ่นก็กำชับอย่างจริงจังยิ่ง
ฉินเหยาอดสงสัยไม่ได้ “ในหีบมีอะไรอยู่กันแน่ แม้แต่ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ก็ยังมาสอบถาม เป็นของที่อันตรายถึงชีวิตหรือ”
หวังจิ่นขานรับเสียงหนึ่ง “มันอันตรายถึงชีวิตได้จริงๆ”
หากพูดออกไปเกรงว่าจะทำให้นางตกใจจนตาย
ฉินเหยาเบ้ปาก “เหอะ!”
เมื่อม่านราตรีโรยตัวลงมา ฉินเหยาก็ทำได้เพียงนั่งอยู่บนหีบไม้ใบใหญ่นั้น มองดูตลาดที่คึกคักนอกหน้าต่าง ในใจก็คิดว่า ถ้ามีบริการส่งอาหารก็คงจะดี อย่างน้อยก็ยังสามารถกินของอร่อยๆ เพื่อตอบแทนกระเพาะของตนเองได้ ฆ่าเวลาที่น่าเบื่อนี้
เพื่อเฝ้าหีบไม้ใบนี้ ฉินเหยาจึงไม่ออกจากจวนรับรองขุนนางแม้แต่ครึ่งก้าว เมื่อถึงยามค่ำคืน ยิ่งไม่ออกไปจากห้อง
เมื่อพูดถึงความเป็นมืออาชีพ หวังจิ่นไม่ยอมรับใครนอกจากนาง ดังนั้นไม่นานเขาจึงหลับไปอย่างสบายใจ
กลางดึก บนถนนนอกจวนรับรองขุนนางพลันมีเสียงกีบเท้าม้า “กุบกับ” ดังขึ้น
มันเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งเย็นชาและเคร่งขรึม
เสียงดังจากไกลขยับเข้ามาใกล้และหยุดลงอย่างกะทันหันที่หน้าประตูใหญ่ของจวนรับรองขุนนางในที่สุด
ฉินเหยาคิดว่าคนที่มารับหวังจิ่นอาจจะตายกลางทางไปแล้วจึงไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาหาถึงที่เร็วเช่นนี้
นางชะโงกหน้าลงไปจากหน้าต่างด้วยดวงตาที่ยังง่วงซึม
บนหลังม้าศึกสีดำตัวใหญ่ แม่ทัพหญิงในชุดเกราะสีแดงก็เงยหน้าขึ้นด้วยสายตาคมกริบ
สี่ตาสบประสานกัน ทั้งสองคนต่างก็ตกใจ