ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 517 สองหน้า
ตอนที่ 517 สองหน้า
………………..
มู่หลิงขมวดคิ้วอย่างสงสัย “เหตุใดจึงเป็นเจ้า”
ฉินเหยายิ้มอย่างมีเลศนัย “กลับเป็นท่าน!”
ไม่น่าแปลกใจที่หวังจิ่นบอกว่าคนที่จะมาสมทบไม่มีทางถูกกำจัดได้ ที่แท้ก็คือหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ผู้โด่งดังนี่เอง
หวังจิ่นเปิดประตูใหญ่ของจวนรับรองขุนนาง เห็นภาพของคนทั้งสองกำลังสบตากันจากระยะไกล ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
หวังจิ่นมองดูฉินเหยาที่หน้าต่างชั้นสองแล้วก็หันไปมองมู่หลิงที่อยู่บนหลังม้า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสตรีที่แข็งแกร่งที่สุดข้างกายเขาสองคนนี้จะรู้จักกัน!
“ท่านแม่ทัพ ในที่สุดท่านก็มาถึง” หวังจิ่นเข้าไปทำความเคารพ พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งร่างก็ผ่อนคลายลง
มู่หลิงละสายตาจากฉินเหยา ก้มลงมองหวังจิ่นแล้วพยักหน้าอย่างเย็นชาและห่างเหินเป็นการตอบรับ ไม่ได้มีความคิดที่จะลงจากหลังม้า
“เพื่อไม่ให้เรื่องยืดเยื้อจนเกิดปัญหา ขอให้ใต้เท้าหวังนำของออกมาแล้วออกเดินทางไปกับข้าทันที”
หวังจิ่นตกใจ “ตอนนี้เลยหรือ”
ท้องฟ้าด้านบนยังคงมืดสนิท เหลือเวลาอีกสองชั่วยามกว่าประตูเมืองจะเปิด
ถึงแม้เขาจะรู้ว่าสถานการณ์เร่งด่วน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้
มู่หลิงกลับไม่มีทีท่าว่าจะอธิบายให้เขาฟัง กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ให้เวลาใต้เท้าเตรียมตัวครึ่งเค่อ”
พอหวังจิ่นได้ยินก็ทำได้เพียงสลัดสมองที่ยังไม่ค่อยตื่นของตนเองแล้วรับคำ
“สินค้ามีน้ำหนักมากนัก ขอให้ท่านแม่ทัพให้ข้าน้อยยืมกำลังคนสักสองคน” หวังจิ่นเอ่ยขออย่างสุภาพ
มู่หลิงเลิกคิ้วขึ้น เหลือบมองไปยังหน้าต่างที่ปิดแล้วบนชั้นสองแวบหนึ่ง ทันใดนั้นก็พลิกตัวลงจากหลังม้าแสดงออกให้หวังจิ่นนำทาง
หวังจิ่นประหลาดใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก รีบกล่าวว่า “มิกล้ารบกวนท่านแม่ทัพ เพียงแค่ขอพี่สาวสองคนไปกับข้าน้อยก็พอแล้ว”
“อย่าพูดจาไร้สาระ! นำทาง” มู่หลิงปฏิเสธอย่างรำคาญใจแล้วก้าวเดินเข้าไปในจวนรับรองขุนนาง
หวังจิ่นเข้าใจแล้ว เกรงว่านางไม่ได้ลงจากหลังม้ามาเพื่อช่วยเขาขนของ แต่เพื่อไปพบกับสตรีที่แข็งแกร่งอีกคนหนึ่งต่างหาก
ไม่รู้ว่าสองคนนี้ ใครจะเก่งกว่าใคร หวังจิ่นนำทางอยู่ข้างหน้าพลางคิดฟุ้งซ่านในใจ
เมื่อทั้งสองคนมาถึงหน้าห้องของฉินเหยา ยังไม่ทันที่หวังจิ่นจะเคาะประตู มู่หลิงก็เตะเข้าไปหนึ่งที
ประตูไม้บางๆ สองบานนั้นไม่อาจทนทานไหว หลังจากเสียงดังปัง มันก็ล้มลงกับพื้น
ในใจของหวังจิ่นสั่นสะท้าน นี่คงจะมีเรื่องบาดหมางกันสินะ
“ท่านแม่ทัพ ประตูพังแล้วต้องชดใช้เงินด้วยนะเจ้าคะ” ฉินเหยายืนอยู่ในประตู ถือเชิงเทียนแล้วพูดอย่างยิ้มแย้ม
แสงเทียนส่องสว่างไปทั่วห้อง ทั้งยังสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่คล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้มของมู่หลิง
“ใต้เท้าหวังจะชดใช้ให้เอง” นางก้าวข้ามประตูเข้ามา สายตาที่เต็มไปด้วยเลศนัยกวาดมองใบหน้าของฉินเหยาแล้วก็หันไปยังหีบไม้ใบใหญ่ที่สะดุดตาในห้องทันที
“เปิด!” มู่หลิงสั่งหวังจิ่น นางต้องการจะตรวจสอบสิ่งของในหีบอีกครั้ง
หวังจิ่นเหลือบมองไปทางฉินเหยา “ยังมีคนนอกอยู่ที่นี่…”
เขาส่งสายตาให้ฉินเหยาอย่างบ้าคลั่งว่า ‘เจ้าออกไปสิ’
ฉินเหยายักไหล่ วางเชิงเทียนลงแล้วกำลังจะออกไปก็ได้ยินเสียงมู่หลิงพูดเสียงทุ้มว่า “ไม่เป็นไร”
ฉินเหยาหยุดฝีเท้า ความสนใจที่ถูกกดไว้หลายวันนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัว มาดูกันว่าในหีบใบนี้มีของอะไรอยู่กันแน่
หวังจิ่นประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเลือกที่จะทำตามคำสั่ง หยิบกุญแจออกมาแล้วไขเปิดหีบไม้อย่างเด็ดเดี่ยว เมื่อเปิดฝาหีบออกก็เผยให้เห็นของที่อยู่ข้างใน
มันคืออาวุธสองสามชิ้นและยังมีของที่ใส่ไว้ในหีบไม้ที่เล็กกว่าอีกใบหนึ่ง
มู่หลิงหยิบอาวุธเหล่านั้นขึ้นมาดู ไม่ใช่ดาบหรือกระบี่ที่คนในยุทธภพนิยมใช้ แต่เป็นทวนที่ใช้ในกองทัพ
ของสิ่งนี้ถือเป็นเครื่องประกอบพิธีอย่างหนึ่ง ตอนที่แต่งตั้งอ๋อง ขุนนางผู้ประกอบพิธีจะใช้มันในขบวนแห่
มุมปากของมู่หลิงปรากฏรอยยิ้มเย็นชา วางทวนที่มีรูปแบบเหมือนกันและยังสลักตัวอักษรไว้เหล่านี้ลง ส่งสัญญาณให้หวังจิ่นเปิดหีบใบเล็กข้างใน
หวังจิ่นหยิบหีบออกมาวางไว้บนโต๊ะในห้องพักแขกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ปลดล็อกแล้วเปิดออก
สีดำสายหนึ่งปรากฏแก่สายตา บนนั้นมีด้ายสีทองปักเป็นรูปเกล็ดมังกรอันงดงามทีละชิ้นๆ ต่อให้ฉินเหยาไม่เคยเห็นว่าฉลองพระองค์ที่ฮ่องเต้แคว้นเซิ่งทรงสวมใส่มีลักษณะเป็นเช่นไรก็พอจะเดาได้ว่าลวดลายเกล็ดมังกรบนนี้ต้องเป็นของต้องห้ามอย่างแน่นอน
“ถึงกับลอบสร้างฉลองพระองค์!” มู่หลิงตกใจอย่างยิ่ง จากนั้นก็หัวเราะออกมา คู่ต่อสู้ขององค์หญิงน้อยลงไปอีกคนหนึ่งแล้ว!
“ใต้เท้าหวัง ทำได้ไม่เลวเลย กลับไปแล้วข้าแม่ทัพจะนำเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่นี่ไปรายงานองค์หญิงตามความเป็นจริงอย่างแน่นอน” มู่หลิงตบแขนของหวังจิ่นเบาๆ อย่างพึงพอใจ เป็นเชิงบอกให้เขาวางใจ “องค์หญิงใหญ่จะไม่ปฏิบัติต่อท่านอย่างไม่เป็นธรรม”
แต่ไม่คาดคิดว่า หวังจิ่นกลับขยับหลบมือของนาง ทำความเคารพอย่างเคร่งขรึมอีกครั้งหนึ่งแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า
“ข้าน้อยรับบัญชามาจากฝ่าบาท ทุกสิ่งที่ทำไปก็เพื่อราษฎรแคว้นเซิ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าน้อยสมควรทำ”
มู่หลิงค่อยๆ ลดมือที่ค้างอยู่กลางอากาศลง รอยยิ้มเลือนหายไป จ้องหวังจิ่นอย่างเย็นชาครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขายังไม่เปลี่ยนท่าที สีหน้าก็บึ้งสนิท
“หวังจิ่น ในเมื่อเจ้าไม่เต็มใจที่จะรับใช้องค์หญิง คราวหน้าก็อย่าได้มาร้องขอความช่วยเหลืออย่างน่าสมเพชที่จวนองค์หญิงอีก!”
แม้มู่หลิงใบหน้าจะแสดงออกอย่างเย็นชา แต่ความโกรธเกรี้ยวแทบจะทะลักออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง อยากจะแผดเผาผู้ตรวจการแผ่นดินตัวเล็กๆ ที่โลภมากไม่รู้จักพออย่างหวังจิ่นคนนี้ให้ตายตกไป
หวังจิ่นกล่าวอย่างไม่ถ่อมตนหรือหยิ่งยโสว่า “ข้าน้อยคิดว่าองค์หญิงทรงรักราษฎรดั่งบุตร จะไม่เพิกเฉยต่อคนทรยศที่ลอบสั่นคลอนราชบัลลังก์ของแคว้นเซิ่งเช่นนี้จึงได้ไปร้องขอที่จวนองค์หญิง ขอให้องค์หญิงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”
“บัดนี้องค์หญิงทรงยินดีส่งท่านแม่ทัพมาช่วยเหลือ หวังจิ่นซาบซึ้งใจยิ่งนัก รอจนถึงเมืองหลวงแล้ว จะหน้าด้านไปเข้าพบเพื่อขอบคุณน้ำพระทัยขององค์หญิงที่มีต่อราษฎรด้วยตนเอง”
ไม่รอให้มู่หลิงได้พูดอะไร หวังจิ่นก็รีบพูดขึ้นอีกว่า “หากท่านแม่ทัพคิดว่าองค์หญิงทรงยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพียงเพราะข้าน้อยซึ่งเป็นแค่ผู้ตรวจการแผ่นดินขั้นเจ็ดเล็กๆ คนหนึ่ง เช่นนั้นข้าน้อยก็เห็นว่า เป็นท่านแม่ทัพเองนั่นแหละที่กำลังลบหลู่คุณธรรมอันสูงส่งขององค์หญิง!”
มู่หลิงเอ่ยอย่างโกรธจัด “หวังจิ่น ข้าภักดีต่อองค์หญิงอย่างสุดหัวใจ เจ้ากล้าดีอย่างไรมายุแยง!”
“มิกล้า” หวังจิ่นทำท่าทีนอบน้อม “ท่านแม่ทัพโปรดระงับโทสะ”
“ดี ดี ดี! เจ้าหนูเจ้าเก่งมาก!” มู่หลิงชี้หน้าหวังจิ่นอย่างดุเดือด “ก็หวังว่าคำพูดและการกระทำของเจ้าจะตรงกัน เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินขั้นเจ็ดตัวเล็กๆ ของเจ้าไปให้ดีตลอดชีวิตเถิด อย่าทำให้ความไว้วางใจที่องค์หญิงมีต่อเจ้าต้องสูญเปล่า!”
หวังจิ่นโค้งคำนับอย่างลึกซึ้งไปทางทิศของเมืองหลวง “หวังจิ่นจะไม่ทำให้ความไว้วางใจขององค์หญิงต้องสูญเปล่าอย่างแน่นอน!”
เช่นนี้แล้วมู่หลิงจะยังพูดอะไรได้อีก เขาไม่เต็มใจ เขาไม่ยอมเลือกข้าง นางซึ่งเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ หรือจะต้องลดตัวลงไปขอให้เขามอบความภักดี?
แค่ผู้ตรวจการแผ่นดินขั้นเจ็ดคนหนึ่ง ในเมืองหลวงมีอยู่ถมไป ขาดหวังจิ่นไปสักคนก็ไม่เป็นไร!
“เจ้า แบกหีบลงไป” มู่หลิงหันไปหาฉินเหยาอย่างกะทันหัน ชี้ไปที่หีบไม้แล้วออกคำสั่ง
ฉินเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย นี่นางพูดจาข้าๆ เจ้าๆ กับใครกัน!
มู่หลิงจ้องกลับไปอย่างมั่นใจ เรื่องวุ่นวายกองพะเนินที่พวกเจ้าสองคนทิ้งไว้ยังต้องให้ข้าแม่ทัพตามเช็ดล้างให้พวกเจ้า สั่งให้พวกเจ้าทำงานนิดๆ หน่อยๆ แล้วมันจะทำไม?
รู้จักเอาตัวรอดคือยอดคน เมื่อคิดถึงชาวบ้านกว่าสองร้อยชีวิตในหมู่บ้านตระกูลหลิว ฉินเหยาก็ฉีกยิ้มออกมา “ได้เจ้าค่ะท่านแม่ทัพ รับคำสั่งเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ”
มู่หลิงแค่นเสียงในลำคออย่างพึงพอใจ หันไปมองหวังจิ่นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอันตราย “ใต้เท้าหวังยังไม่ไปเก็บของอีกหรือ”
หวังจิ่นตบหน้าผากตัวเอง “ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้”
จากนั้นก็หันไปยิ้มประจบฉินเหยา เมื่ออยู่ใต้ชายคาบ้านใครก็ต้องรู้จักก้มหัวให้เป็น อย่าได้คิดไปต่อกรกับผู้มีอำนาจเป็นอันขาด
จากนั้นจึงถอยออกจากห้อง พุ่งตรงไปยังห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว
พอเขาจากไป มู่หลิงก็ทิ้งมาดในทันที เข้าไปใกล้ฉินเหยาที่กำลังเก็บหีบไม้แล้วถามอย่างสงสัยว่า “หวังจิ่นให้เงินเจ้าเท่าไร ข้าให้สองเท่า ขอเพียงเจ้าไปเมืองหลวงกับข้า”
หากตอนนี้หวังจิ่นยังอยู่ที่นี่ ได้เห็นน้ำเสียงที่เกือบจะเป็นการหลอกล่อของมู่หลิง เขาจะต้องถามด้วยความโกรธอย่างแน่นอนว่า ท่านแม่ทัพเหตุใดท่านจึงมีสองหน้าสองมาตรฐาน!