ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 527 ดูผลสอบ
ตอนที่ 527 ดูผลสอบ
พอเข้าเดือนเก้า ทางการก็ส่งคนมาเร่งเก็บภาษีข้าว
โชคดีที่ภาษีข้าวของหมู่บ้านรวบรวมไว้หมดแล้ว วันรุ่งขึ้นหลังจากฉินเหยาได้รับคำสั่งก็จัดแจงให้คนหนุ่มในหมู่บ้านนำข้าวสารไปส่งที่ยุ้งฉางของอำเภอ ทำภารกิจการจ่ายภาษีได้อย่างราบรื่น
เช่นนี้แล้ว ฤดูเก็บเกี่ยวอันแสนวุ่นวายก็สิ้นสุดลงเสียที ฉินเหยาในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็ถอนหายใจออกมาได้อย่างโล่งอก
แต่ระหว่างนั้น ทางการก็มาเกณฑ์แรงงานอีกสิบกว่าคนไปสร้างเขื่อนที่เมืองข้างๆ
การเกณฑ์แรงงานภายในอำเภอเช่นนี้ถือว่าดีมากแล้ว เพราะเป็นงานที่ใช้แรงงานหนัก ทางการจะแจกจ่ายเสบียงให้คนละสี่จินต่อวัน ไม่จำเป็นต้องนำอาหารมาเอง
เพียงแต่ลำบากคนที่บ้าน ในช่วงเวลาสำคัญอย่างช่วงเก็บเกี่ยวต้องมาขาดแรงงานหลักไปหนึ่งคนจึงลำบากขึ้นมาก
ในยามนี้เองที่ชาวหมู่บ้านตระกูลหลิวได้ค้นพบอย่างยินดีว่า ตลอดทั้งปีที่วุ่นวายกันมานี้ ที่บ้านของตนมีเงินเหลือพอที่จะจ้างคนงานชั่วคราวได้แล้ว
และทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความดีความชอบของโรงงานเครื่องเขียน
เมื่อมองดูโรงงานเครื่องเขียนที่ทุกคนในหมู่บ้านร่วมกันลงทุนสร้างขึ้นใหม่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ชาวหมู่บ้านตระกูลหลิวทุกคนต่างก็คาดหวังว่าหลังจากสร้างเสร็จแล้วจะนำพาความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่มาสู่หมู่บ้านได้อย่างไร
แต่ก่อนที่โรงงานแห่งใหม่จะสร้างเสร็จ โครงการก่อสร้างที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในหมู่บ้านก็ได้เสร็จสิ้นลงก่อนแล้ว
สำนักศึกษาสร้างเสร็จแล้ว
เด็กๆ มีหนังสือให้อ่านแล้ว
ในวันที่มีพิธีเปิดสำนักศึกษา ฉินเหยาก็นำเหรียญรางวัลที่ตนสั่งให้ช่างตีเหล็กหมู่บ้านเซี่ยเหอทำขึ้นมาตามสัญญา นำมามอบให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้านที่ช่วยผู้ใหญ่ทำงานที่สำนักศึกษาอย่างแข็งขันคนละหนึ่งเหรียญ
เสี่ยวไหลฝูได้รับหนึ่งเหรียญ เขาดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ประคองไว้ในฝ่ามือ ไม่กล้าแม้แต่จะกลัด ได้แต่มองอย่างมีความสุข
ท่าทางที่มีความสุขนั้นทำให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องอิจฉาจะแย่แล้ว
“ท่านแม่ ปีหน้าพวกเราจะกลับมาเรียนที่หมู่บ้านได้หรือไม่เจ้าคะ”
ระหว่างทางกลับจากสำนักศึกษา ซานหลางและซื่อเหนียงเอ่ยถามอย่างคาดหวัง
เด็กๆ ยังไม่เข้าใจว่าคุณภาพการสอนในแต่ละที่นั้นแตกต่างกัน คิดว่าขอเพียงเป็นอาจารย์สอน นักเรียนก็จะได้เรียนเหมือนกันหมด
เมื่อนึกถึงความยุ่งยากที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปสำนักศึกษาในเมืองทุกวันก็ย่อมคาดหวังว่าจะได้เรียนหนังสือที่หน้าประตูบ้าน
ทว่า ฉินเหยากลับส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ต้าหลางและเอ้อร์หลางเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาของตระกูลติงมาโดยตลอด พวกเจ้าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง”
“ส่วนเจ้าสองคนเล็ก เมื่อถึงปีหน้าก็จะครบสองปีแล้ว หากสำนักศึกษาตระกูลติงยินดีรับนักเรียนคนอื่นเข้าไปในสำนักศึกษาสาขาหลักของตระกูลพวกเขา เช่นนั้นแล้วไม่ว่าค่าเล่าเรียนจะสูงหรือต่ำเพียงใด ข้าก็จะให้พวกเจ้าเรียนต่อที่นั่น”
“หากพวกเขาไม่ต้องการให้คนอื่นเข้าไปในสำนักศึกษาสาขาหลักของตระกูล ข้าก็จะลองคิดหาวิธีการอื่นดูอีกที”
สรุปคือ หากอยู่ต่อได้ก็อยู่ต่อ
ต้าหลางและเอ้อร์หลางเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่างไรเสียก็โตกว่าน้องๆ หลายปี อีกทั้งยังอยู่กับพวกเด็กๆ จากสาขาหลักของตระกูลติงมาโดยตลอดจึงพอจะแยกแยะได้ว่าสาขาหลักและสาขาย่อยของสำนักศึกษานั้นแตกต่างกันมาก
สาขาย่อยของสำนักศึกษาสอนเพียงความรู้เบื้องต้น แต่สาขาหลักนั้นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ท่านอาจารย์ล้วนมุ่งมั่นที่จะให้พวกเขาสอบขุนนางให้ได้ ไม่เพียงแต่สอนหนังสือ แต่ยังชี้แนะเรื่องราวทางโลก มารยาทสังคมและสถานการณ์ในราชสำนักอีกด้วย
แม้จะเทียบไม่ได้กับอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงอย่างกงเหลียงเหลียว แต่สำหรับนักเรียนที่อาศัยอยู่ในอำเภอที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้แล้ว สิ่งที่เหล่าอาจารย์ในสำนักศึกษาจากสาขาหลักของตระกูลติงพูดถึงนั้น ถือเป็นแหล่งข้อมูลเพียงแห่งเดียว
น่าเสียดายที่เจ้าตัวเล็กสองคนยังคิดไปไม่ถึงขั้นนั้น
พอได้ยินท่านแม่บอกว่าไปสำนักศึกษาในหมู่บ้านไม่ได้ ไหล่เล็กๆ ก็ลู่ตกลงทันที พวกเขาถอนหายใจเฮือกๆ แขนทั้งสองข้างห้อยต่องแต่งแกว่งไปมา เดินกลับบ้านเหมือนผีเร่ร่อน
ฉินเหยามองดูแล้วทั้งขบขันทั้งจนใจ ไม่ได้พูดว่าที่แม่ทำไปก็เพื่อพวกเจ้า แต่เลือกที่จะบอกความจริงแก่พวกเขา
“เรียนกับท่านอาจารย์จากสาขาหลักของตระกูลติง ถึงจะสามารถสอบเคอจวี่ได้”
ซานหลางยังคงไม่ดีใจ เขายังไม่เคยคิดเรื่องที่จะสอบเคอจวี่เลยสักนิด แค่อยากจะนอนหลับต่ออีกสักหนึ่งชั่วยามในทุกวัน
ส่วนซื่อเหนียงกลับตื่นเต้นเล็กน้อย รีบวิ่งกลับมาตรงหน้าท่านแม่แล้วเงยหน้าถามว่า “ท่านแม่ เช่นนั้นข้าก็สอบเคอจวี่ได้หรือเจ้าคะ”
ในเรื่องสำคัญ ฉินเหยาไม่เคยโกหกหลอกเด็ก นางตอบไปอย่างจริงจังว่า “สตรีเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ไม่ได้”
“ถ้าเช่นนั้นหากข้าเปลี่ยนเป็นบุรุษเล่าเจ้าคะ” ซื่อเหนียงรีบถามต่อ ทว่าพอถามจบ คิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที ก่อนจะพูดอย่างแน่วแน่ว่า “แต่ข้าก็ยังชอบเป็นสตรีอยู่ดี นอกจากท่านแม่แล้ว ข้าก็ชอบตัวเองที่สุด”
ฉินเหยาอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยที่หลงตัวเองขึ้นมาแล้วเดินพลางยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “การเรียนหนังสือไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อเข้าสอบเคอจวี่เท่านั้น แต่ยังทำให้ได้รู้จักโลกที่กว้างใหญ่ขึ้น เรื่องราวมากขึ้น ผู้คนมากขึ้น มิใช่หรือ”
ซื่อเหนียงเอียงคอคิด จริงด้วย การเรียนหนังสือก็ยังน่าสนใจอยู่ดี
“ท่านแม่ เช่นนั้นข้าจะฟังท่านทุกอย่าง” เด็กหญิงตัวน้อยโอบรอบคอท่านแม่อย่างสนิทสนมแล้วพูดข้างหูของนางอย่างจริงจัง
ฉินเหยาเอียงศีรษะหอมแก้มยุ้ยๆ นั้น “ที่รัก น่ารักที่สุด”
“ท่านแม่ อะไรคือที่รักหรือเจ้าคะ”
“ซื่อเหนียงก็คือที่รักของแม่อย่างไรเล่า”
เด็กหนุ่มสามคนที่เดินหอบแฮ่กๆ ตามอยู่ข้างหลัง พยายามวิ่งไล่ตามท่านแม่ที่ไม่รู้ตัวว่าเดินเร็วเพียงใด เมื่อได้ยินคำพูดเลี่ยนๆ ที่ดังมาจากข้างหน้าก็พากันชะงักไปพร้อมกัน
ซื่อเหนียงเป็นที่รักแล้วพวกเขาเล่า
แสดงว่าพวกเขาล้วนเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงสินะ
……
ฝนตกหนักแล้ว
ทว่า ใต้กำแพงประกาศผลสอบนอกจวนที่ว่าการมณฑลของอิงเทียนฝู่กลับไม่มีผู้ใดหลบฝนเลยสักคน
“ศิษย์พี่ตัวน้อย ประกาศผลสอบออกมาแล้วนะ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่ลงไปดู”
บนรถม้าที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหราคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ริมถนน กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนยังคงสงบนิ่ง มีเพียงหลิวจี้ที่ขยับไปมาอยู่ไม่สุขราวกับลิงที่กระโดดโลดเต้น
หลิวจี้รู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนถูกศิษย์พี่ตัวน้อยหยามเข้าให้แล้ว
“ได้ เจ้าสูงส่ง เจ้าทระนง ข้าไปดูเองก็ได้” เขาหันขวับ เตรียมจะเปิดประตูรถม้ากระโดดลงไป
ฉีเซียนกวนเองก็สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเตือนเขาว่า “ข้างนอกฝนตกหนักอยู่ รอพวกสือโถวอยู่บนรถม้าไม่ดีกว่าหรือ”
คนบางคนทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียวว่า “ไม่เอา” จากนั้นก็พุ่งเข้าไปท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำอย่างไม่ลังเล
อาวั่งที่สวมหมวกงอบยืนมองฝูงชนแออัดอยู่นอกรถม้าด้วยใจที่สงบนิ่งพลันรู้สึกว่ามีบางสิ่งเคลื่อนผ่านหน้าตนไปอย่างรวดเร็ว
พอเงยหน้าขึ้นมองอย่างว่องไว อ้อ ที่แท้ก็เป็นนายท่านที่สติหลุดเป็นประจำนี่เอง เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว
ฝนตกหนักมาก พอออกมา หลิวจี้ก็เปียกโชกราวกับลูกไก่ตกน้ำ
เขารู้สึกเสียใจขึ้นมานิดหน่อย แต่ทว่าคนข้างหลัง…ไม่มีใครตะโกนเรียกให้เขากลับไปเลยสักคน
ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเลือกเส้นทางนี้เอง ต่อให้ต้องคลานก็ต้องไปให้ถึงที่สุด
อีกอย่าง คนอื่นดูให้กับการได้เห็นด้วยตาตัวเอง มันจะเหมือนกันได้อย่างไร
หากได้เห็นชื่อของตนอยู่บนป้ายประกาศด้วยตาของตัวเอง หลิวจี้ก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าตนจะมีความสุขมากเพียงใด
แน่นอนว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น บนป้ายประกาศต้องมีชื่อของเขาด้วย
น่าจะมีใช่หรือไม่
หลิวจี้มุ่งมั่นเบียดเสียดเข้าไปในฝูงชนด้วยความคาดหวังเก้าส่วนและความประหม่าหนึ่งส่วน
พื้นหินสีเขียวที่ถูกแดดแผดเผามาเป็นเวลานาน พอถูกฝนเย็นราดรดก็ระเหยไอที่ทั้งร้อนทั้งอับชื้นออกมา ประกอบกับกลิ่นตัวของผู้คน หลิวจี้แทบจะอาเจียนออกมา
เขายืดตัวขึ้น เงยหน้าสูดหายใจเฮือกหนึ่ง พอก้มลงมองก็พบว่ายังอยู่ห่างจากป้ายประกาศราวหนึ่งช่วงตัว ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เบียดเข้าไปไม่ได้แล้ว
ช่วยไม่ได้ ทนมาถึงตรงนี้เขาก็เสียใจกับการกระทำที่พรวดพราดลงมาจากรถม้าของตนแล้ว ทำได้เพียงตะโกนเรียกอย่างร้อนรนว่า “อาวั่ง!อาวั่ง”
ลมวูบหนึ่งพัดผ่านศีรษะไป หลิวจี้มาถึงใต้ป้ายประกาศได้สำเร็จ เขาถูกอาวั่งผู้ไร้ซึ่งอารมณ์ใดยกขึ้นสูง โดดเด่นอยู่เหนือฝูงชน
ท่าทางที่คุ้นเคยนี้ ทำให้หลิวจี้อดนึกถึงความทรงจำอันแสนสุขกับเมียจ๋าเมื่อครั้งก่อนที่เมืองหลวงของมณฑลไม่ได้…
หยุดก่อนๆ ดูผลสอบก่อน