ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 528 อาจารย์ของข้าคือมหาบัณฑิต
ตอนที่ 528 อาจารย์ของข้าคือมหาบัณฑิต
ชายคาของกำแพงที่ติดป้ายประกาศยื่นยาวออกมาครึ่งเมตรกว่า พอจะบังสายฝนไม่ให้สาดเข้าตาได้ หลิวจี้เบิกตากว้าง มองจากซ้ายไปขวา มองพลางตบไหล่ที่อยู่ใต้ก้นของตน “ขวา ขวา ไปทางขวาอีกหน่อย”
อาวั่งทนไม่ไหวอีกต่อไป บ่นพึมพำเสียงเบา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดนายท่านไม่มองจากอันดับสุดท้ายเล่า”
คนที่อยู่บนไหล่ไม่ตอบกลับ ไม่รู้ว่าแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินหรือตั้งใจมองจนลืมตัวไปแล้วจริงๆ
ท่ามกลางเสียงบ่นของผู้คน ทั้งสองคนก็เดินจากซ้ายสุดไปยังขวาสุด
ในใจของอาวั่งไม่ได้คาดหวังอะไรแล้ว เพราะเขารู้ดีว่านายท่านของตนมีความสามารถระดับใด
พื้นฐานย่ำแย่เกินไป ต่อให้พอมีไหวพริบอยู่บ้างก็ใช่ว่าจะโชคดีทุกครั้งไป
ทว่า วินาทีก่อนหน้าอาวั่งเพิ่งจะคิดเช่นนั้น
วินาทีถัดมาก็ได้ยินเสียงสูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บดังมาจากเหนือศีรษะ
หัวใจของอาวั่งพลันบีบรัด เกิดความคาดหวังขึ้นมาอย่างหาสาเหตุมิได้ เขาเงยหน้าขึ้นถาม “นายท่าน ผลเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
“ขั้นหนึ่งอันดับที่ยี่สิบ ฉีเซียนกวน” หลิวจี้เอ่ยชื่อและอันดับของศิษย์พี่ตัวน้อยออกมาด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน
การติดประกาศรายชื่อเป็นแนวนอน ขั้นหนึ่งจะอยู่แถวบนสุด ส่วนขั้นสองและขั้นสามจะอยู่ตรงกลางค่อนไปทางล่าง ยิ่งอันดับต่ำเท่าใดก็ยิ่งอยู่ทางขวามากเท่านั้น
อาวั่งไม่ควรคาดหวังกับนายท่านสูงเกินไปจริงๆ!
ด้วยวิธีการจัดอันดับเช่นนี้ มิน่าเล่าสือโถวกับอากู่จึงมองหาอยู่ด้านหน้าตั้งนานก็ยังไม่เจอชื่อนายน้อยของตน
หลิวจี้ทำใจให้สงบลง สายตากวาดลงไปด้านล่าง
เขากลัวว่าหากมองเร็วจนเกินไปจะพลาด แต่ก็อยากจะรีบมองรายชื่อสองสามแถวสุดท้ายนี้ให้จบโดยเร็ว เพื่อค้นหาชื่อของตนเองให้พบ
อาวั่งรู้สึกว่ามือที่จับศีรษะของตนอยู่นั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อ ร้อนจนกลางกระหม่อมของเขารู้สึกชา
ไม่รู้ว่าฝนเม็ดใหญ่กลายเป็นฝนพรำตั้งแต่เมื่อใด เหลือเพียงละอองฝนปรอยๆ หลิวจี้เช็ดน้ำฝนบนใบหน้า ส่งสัญญาณให้อาวั่งปล่อยตนลง
เหลือเพียงสามแถวสุดท้ายด้านล่างสุดแล้ว
“หลิวจี้…หลิวจี้!” อาวั่งไม่รู้เลยว่าเหตุใดปากของตนจึงได้พูดจาติดขัดเช่นนี้ เดิมทีเขาอยากจะพูดว่า ‘นายท่าน ท่านรีบดูชื่อบนป้ายประกาศเร็วเข้า’ แต่ผลลัพธ์คืออ้ำอึ้งอยู่ครู่ใหญ่กลับเค้นออกมาได้เพียงสองคำนี้
หลิวจี้ที่ถูกเรียกชื่อเงยหน้าขึ้นมอง ในใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาชี้นิ้วไปยังชื่อ ‘หลิวจี้’ สองคำบนป้ายประกาศนั้นแล้วมองไปยังอาวั่งอย่างตื่นเต้น
อาวั่งพยักหน้าอย่างแรง ชี้ไปยังบ้านเกิดที่เขียนไว้ด้านหลัง สายตาสอบถามว่าตนไม่ได้ดูผิดไปใช่หรือไม่
“ไม่ผิด คือนายท่านผู้หล่อเหลาองอาจของเจ้าคนนี้เอง!” หลิวจี้แหงนหน้าหัวเราะเสียงดังสามครา หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายก็วางลงได้ในที่สุด
ครานี้พอกลับไปก็สามารถอธิบายให้สตรีใจร้ายนางนั้นฟังได้แล้ว!
นายบ่าวสองคนมองหน้ากันแล้วยิ้ม จากนั้นก็อ่านอันดับบนป้ายประกาศอย่างละเอียดอีกสามรอบ คือขั้นสามอันดับที่ยี่สิบเก้า
มีทั้งหมดเพียงสามสิบอันดับ หลิวจี้อยู่อันดับรองสุดท้าย
แต่ต่อให้เป็นรองสุดท้าย นั่นก็ถือว่าติดอันดับรายชื่อแล้ว
ความยินดีในใจไม่รู้จะแสดงออกมาอย่างไร หลิวจี้จึงเหยียบย่ำแอ่งน้ำแล้วหมุนตัวอยู่หลายรอบ ปากก็พร่ำบ่นพึมพำว่า
“สอบได้แล้ว สอบได้แล้ว ข้าสอบได้แล้ว ข้าสอบผ่านแล้ว…”
เขาหมุนตัวออกจากกลุ่มคนที่มุงดูป้ายประกาศไปตลอดทาง ดึงดูดสายตาอิจฉาริษยาและชิงชังนับไม่ถ้วน แต่กลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่ใส่ใจจนกระทั่งชนเข้ากับข้างรถม้าดัง “ปัง” ถึงได้หยุดลง
หลิวจี้ตั้งสติ เลิกม่านรถม้าขึ้น ยื่นศีรษะเข้าไปแล้วพูดกับอาจารย์และศิษย์พี่ตัวน้อยที่ตกใจในรถม้าอีกครั้งด้วยท่าทีจริงจัง
“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ตัวน้อย ข้าสอบผ่านแล้ว!”
พูดจบก็ดึงศีรษะออกมา หยิบยันต์สีเหลืองที่ไปขอมาจากศาลเจ้าเมื่อวันก่อนออกจากอกเสื้อแล้วจูบแรงๆ สองที
ศาลเจ้านี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก รอวันหน้าเมื่อเขาได้เข้ารับราชการในราชสำนัก จะต้องบริจาคเงินก้อนหนึ่งเพื่อบูรณะซ่อมแซมศาลเจ้าโทรมๆ แห่งนั้นให้ดี
ทางที่ดีที่สุดคือสร้างศิลาจารึกขึ้นอีกหนึ่งหลัก เขียนเรื่องราวชีวประวัติทั้งหมดของเขาลงไปแล้วตั้งไว้หน้าปากทางเข้าภูเขา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม
เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่น่าพึงพอใจในชีวิตเช่นนั้น มุมปากของหลิวจี้ที่เพิ่งจะกดลงก็กลับมายกขึ้นสูงอย่างบ้าคลั่งจนควบคุมไม่ได้อีกครั้ง
ฉีเซียนกวนออกมาจากรถม้า เดิมทีคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นท่าทางเคลิบเคลิ้มของศิษย์น้องก็พลันนึกถึงบันทึกนอกประวัติศาสตร์ที่เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มไหนสักเล่ม
กล่าวกันว่าบัณฑิตยากจนคนหนึ่งสอบมาครึ่งค่อนชีวิตก็ยังไม่ผ่าน วันหนึ่งเมื่อสอบผ่านจริงๆ เขากลับตื่นเต้นดีใจจนเสียสติไป
ดังนั้น ฉีเซียนกวนจึงเก็บคำพูดที่จะกล่าวออกมาไว้แล้วส่งสัญญาณให้อาวั่ง ให้เขาพยุงหลิวจี้ขึ้นรถม้า คณะเดินทางจึงกลับไปยังเรือนรับรองที่เช่าไว้ชั่วคราวก่อน
หัวใจที่ตื่นเต้นของหลิวจี้ ในที่สุดก็สงบลงในยามนี้ เขาออกคำสั่งกับอาวั่งอย่างได้ใจ “คืนนี้ข้าจะกินปลา”
อาวั่งร้องรับคำหนึ่งเสียง หยิบตะกร้าผักในโรงครัวแล้วออกจากบ้านไปซื้อปลาให้เขา
เพราะวันนี้เป็นวันที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองจริงๆ
เมื่อกงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนเห็นเช่นนั้นก็เต็มไปด้วยความคาดหวังกับมื้ออาหารเย็นในคืนนี้
นับตั้งแต่หลิวจี้นำอาวั่งขึ้นเรือมาด้วยกัน กงเหลียงเหลียวก็ไม่กินอาหารที่เหล่าสาวใช้เตรียมให้อีกเลย
อย่างไรเสียเขาก็เป็นอาจารย์ การกินอาหารสามมื้อร่วมกับศิษย์ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ส่วนฉีเซียนกวน ตอนแรกไม่ค่อยกล้าที่จะรบกวนอาวั่ง กินอาหารคนเดียวอยู่สองวัน ในที่สุดภายใต้คำเชิญอย่างเกรงใจของหลิวจี้ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นับจากนั้นมาก็หยุดไม่ได้อีกเลย
อาวั่งกลับไม่รู้สึกว่าการทำอาหารเพิ่มอีกสองชุดเป็นเรื่องลำบากอะไร ตอนนี้เขาค่อนข้างว่างและยินดีที่จะใช้เวลาในการศึกษาเรื่องอาหารการกินมากขึ้น
ด้วยการเลี้ยงดูของอาวั่งมาตลอดทาง กงเหลียงเหลียวก็เริ่มมีหน้าท้อง ส่วนสูงของฉีเซียนกวนก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่หลิวจี้กลับไม่ปรากฏว่ามีเนื้อเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ครั้นเมื่อถูกถามก็ตอบว่า “เมียจ๋าของข้าไม่ชอบบุรุษร่างกายกำยำ ดังนั้นข้าจึงต้องกินน้อยหน่อย”
ฉีเซียนกวนรับคำอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ที่แท้นี่คือความสุขในชีวิตสมรสของพวกท่านสินะ
ว่าก็ว่าเถอะ ครั้งนี้ที่ตนเองจะติดรายชื่อ ฉีเซียนกวนคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
เพื่อที่จะไม่เป็นที่โดดเด่น เขายังยั้งฝีมือไว้เล็กน้อย ได้มาเพียงอันดับท้ายๆ ของขั้นหนึ่งเท่านั้น
แต่หากจะช่วงชิงอันดับหนึ่งบนป้ายประกาศ เขาก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเช่นกัน
ทว่าหลิวจี้กลับสามารถติดรายชื่อในอันดับท้ายๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายของฉีเซียนกวนจริงๆ
หากมิใช่เพราะสองเดือนกว่ามานี้พวกเขาอยู่ด้วยกันตลอดเวลา พอผลออกมาในวันนี้ เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าศิษย์น้องของตนถูกภูตผีปีศาจตนใดสับเปลี่ยนสมองไปแล้วหรือไม่
ความสงสัยนี้ ฉีเซียนกวนเก็บงำไว้จนกระทั่งอาวั่งยกมื้อเย็นขึ้นโต๊ะ ถึงได้อดที่จะถามออกมาไม่ได้
เพราะกลัวว่าความสงสัยของตนจะทำร้ายจิตใจศิษย์น้อง เขาจึงถามอย่างอ้อมค้อมที่สุดว่า
“ศิษย์น้อง เรียงความในการสอบย่วนซื่อครั้งนี้เจ้าเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรหรือ”
กงเหลียงเหลียวกินอาหารอย่างใจเย็น ชายชราไม่เพียงแต่ไม่สนใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ทั้งยังแสดงท่าทีเฉยเมยต่อเรื่องที่หลิวจี้ติดรายชื่อในวันนี้อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ฉีเซียนกวนไม่ได้สังเกต แต่เมื่อมองดูอาจารย์ในตอนนี้อีกครั้ง เขาก็พลันตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างได้
เรียงความในการสอบระดับมณฑลครั้งนี้ไม่ได้กำหนดหัวข้อ ปล่อยให้ผู้เข้าสอบแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ
หัวข้อเช่นนี้จริงๆ แล้วเขียนให้ดีได้ยากกว่าเรียงความที่กำหนดหัวข้อ ทั้งยังเป็นการทดสอบประสบการณ์ส่วนตัวและภูมิหลังของตระกูลผู้เข้าสอบเป็นอย่างมาก
ดังนั้น จะเรียกว่านี่เป็นการบรรยายความอย่างอิสระก็มิสู้กล่าวว่าเป็นการคัดกรองโลกทัศน์และฐานะของผู้เข้าสอบเสียมากกว่า
เช่นเดียวกับศิษย์จากตระกูลสามัญชนอย่างหลิวจี้ การที่จะติดรายชื่อในการสอบขุนนางครั้งนี้ได้ ไม่ใช่มีแค่โชคดีก็สามารถทำได้
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามที่อยากรู้อยากเห็นของศิษย์พี่ตัวน้อย หลิวจี้ก็ดูดกินหัวปลาในชามจนหมดก่อนแล้วคีบเนื้อปลาส่วนท้องที่ท่านอาจารย์ชอบที่สุดใส่ลงในชามของเขา จากนั้นจึงกระแอมสองทีแล้วพูดอย่างจริงจังและเคร่งขรึมว่า
“เรียงความที่ข้าเขียน มีชื่อหัวข้อว่า…เรื่องราวสองสามอย่างในชีวิตประจำวันของข้ากับท่านอาจารย์มหาบัณฑิตและศิษย์พี่ตัวน้อยอัจฉริยะจากตระกูลสูงศักดิ์”