ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 532 มหันตภัยล้างตระกูล
ตอนที่ 532 มหันตภัยล้างตระกูล
หลิวเหล่าฮั่นลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ค่อยๆ ผลักการประคองอย่างประจบประแจงของญาติๆ ออกไป แล้วเงยหน้าขึ้นมองผู้คนที่รายล้อมอยู่หน้าประตูบ้านของเจ้าสาม
มีทั้งสายตาที่อิจฉา ริษยา และทั้งอิจฉาทั้งริษยา อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชาวบ้านทำให้ผู้คนหลงลืมไปว่าในตอนแรกพวกเขาเคยรังเกียจและชี้หน้าว่าหลิวจี้อย่างไร
คนผู้หนึ่งซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้ดีอะไรถูกชาวบ้านกล่าวขานว่าเป็นดั่งบุตรแห่งสวรรค์ ทั้งยังกล่าวว่าพฤติกรรมเลวร้ายต่างๆ นานาของเขาก่อนหน้านี้เป็นเพราะเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นดาวเหวินฉวี่จุติลงมาเกิด ย่อมแตกต่างจากปุถุชนทั่วไป
หลิวเหล่าฮั่นฟังคำพูดเหล่านี้แล้วเกือบจะเคลิบเคลิ้มหลงเข้าไป เขาจึงรีบมองไปทางฉินเหยา
นางมีสีหน้าเรียบเฉย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดูออกว่าดีใจเช่นกัน
แต่ความดีใจนั้นไม่ได้กัดกร่อนจิตใจของนาง ดวงตาสีดำสงบนิ่งดุจผืนน้ำ สะท้อนภาพท่าทีต่างๆ นานาของผู้คนหน้าประตูได้อย่างชัดเจน
เมื่อรู้สึกถึงสายตาของเขา ฉินเหยาก็มองตอบกลับมา พยักหน้าเล็กน้อย “ท่านพ่อ พวกท่านช่วยข้าต้อนรับชาวบ้านก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะพาท่านเจ้าหน้าที่ทั้งสองเข้าไปพักในบ้านสักครู่”
หลิวเหล่าฮั่นรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้าอย่างจัง ความรู้สึกเห่อเหิมในใจในที่สุดก็จางหายไป เขากำชับฉินเหยาให้เก็บเงินรางวัลไว้ให้ดี ส่วนเรื่องชาวบ้านทางนี้พวกเขาจะรับมือเอง
หลี่ซื่อนำขนม ลูกกวาดและผลไม้แห้งที่มีอยู่ในบ้านออกมาทั้งหมด หลิวเหล่าฮั่นเรียกเหล่าสตรีในบ้านที่เกือบจะมึนงงไปกับเสียงแสดงความยินดีและคำอวยพรต่างๆ นานาแล้วนำลูกกวาดและขนมมาแจกจ่ายให้ชาวบ้าน เพื่อร่วมยินดีในเรื่องมงคล
ฉินเหยานำโจวเจิ้งและอีกคนไปดื่มชาที่ห้องโถง มอบเงินรางวัลให้สองชุดและชวนทั้งสองคนอยู่ทานข้าวที่บ้าน
ทั้งสองคนเกรงใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ขอตัวลา
ฉินเหยาไม่ได้รั้งไว้ เพียงแต่บอกว่าวันหน้าหากไปที่อำเภอจะเลี้ยงข้าวทั้งสองคนเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง โจวเจิ้งมองดูเหล่าชาวบ้านที่มาแสดงความยินดีอยู่ด้านนอกลานบ้านของฉินเหยาก็ไม่คิดที่จะอยู่ต่อจริงๆ ยิ้มรับคำว่าไว้พบกันวันหน้าแล้วขี่ม้าจากไป
หลังจากโจวเจิ้งและอีกคนจากไปแล้ว ชาวบ้านก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ทุกคนต่างก็กระตือรือร้น ฉินเหยาก็เปิดประตูบ้านให้ทุกคนเข้ามานั่งเล่น กินขนม หรือดื่มชาสักถ้วย
หลังจากการต้อนรับอย่างเรียบง่ายผ่านไป เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงบ่ายคล้อย
นางเหอและนางชิวกลับไปที่โรงงานเครื่องเขียนพร้อมกับซ่งอวี้นานแล้ว หลิวจ้งก็มีธุระถูกคนในโรงงานเรียกตัวไป ในที่สุดจึงเหลือเพียงหลิวเหล่าฮั่นและนางจางสองสามีภรรยาอยู่ที่บ้านของฉินเหยา
“เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!” หลิวเหล่าฮั่นเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วถอนใจกล่าว “ไม่นึกเลยว่าทุกคนจะสนิทสนมกันขนาดนี้ สนิทสนมจนข้าเริ่มจะกลัวแล้ว”
นางจางพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอย่างยิ่ง รับน้ำหวานที่หลี่ซื่อส่งมาให้ ดื่มรวดเดียวไปกว่าครึ่งชาม ถึงได้รู้สึกว่าลำคอที่แห้งผากนั้นดีขึ้นบ้าง
ส่วนฉินเหยากลับไม่เป็นอะไรมากนัก หัวหน้าตระกูลและผู้อาวุโสในตระกูลต่างก็กำชับนางไม่หยุดว่าให้บอกหลิวจี้ว่าวันหน้าเมื่อได้ดีแล้วอย่าได้ลืมรากเหง้าของตนเอง ต้องจดจำคนในตระกูลเดียวกันไว้
นางล้วนตอบกลับไปอย่างคลุมเครือ ปลอบประโลมจิตใจที่ร้อนรนของเหล่าผู้อาวุโสในตระกูล ทั้งยังไม่ลืมที่จะบอกเผื่อไว้ก่อน เพื่อไม่ให้พวกเขาคาดหวังกับหลิวจี้มากจนเกินไป
ฉินเหยากล่าวกับผู้อาวุโสทั้งสองว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ คืนนี้ทานข้าวที่บ้านข้านะเจ้าคะ พวกเรามาฉลองกันก่อน ส่วนเรื่องจะจัดงานเลี้ยงฉลองกับชาวบ้านหรือไม่นั้นก็รอให้หลิวจี้กลับมาก่อนค่อยว่ากัน”
ผู้อาวุโสทั้งสองรับคำอย่างยินดี พวกเขาไม่มีความเห็น
ทั้งสองคนพักได้ไม่นาน พอเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาอาหารเย็นก็ลุกขึ้นไปทำธุระของตนเอง
หลิวเหล่าฮั่นไปเตรียมธูปเทียนและกระดาษเงินกระดาษทองสำหรับไหว้เจ้ามาไม่น้อย รอว่าหลิวจี้กลับมาก็ตั้งใจจะให้เขาไปที่ศาลบรรพชนเพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษให้ดี
ส่วนนางจางก็ไปอุ้มต้าเหมามา ทั้งยังเก็บผักตามฤดูกาลมาหนึ่งตะกร้า มาช่วยงานในห้องครัวพร้อมกับหลี่ซื่อ
อินเยว่กลับมาแล้ว เมื่อรู้ว่าสามีท่านอาจารย์สอบผ่านก็ดีใจยิ่งกว่าใครทั้งหมด พอทำงานในโรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียนเสร็จก็รีบกลับบ้านมาช่วยเตรียมอาหารเย็นทันที
กลับเป็นฉินเหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ ทุกคน ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้บ้าง เพราะงานที่ทำได้ล้วนมีคนทำไปหมดแล้ว
เอาเถอะ นางไปเล่นกับต้าเหมาดีกว่า ถือโอกาสหยอกล้อเสี่ยวไหลฝูที่ไม่ค่อยชินกับการหยอกล้อไปด้วย
หลี่ซื่อและคนอื่นๆ กำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารในห้องครัวอย่างขะมักเขม้น ส่วนฉินเหยาก็พาเด็กสองคนไปกำจัดวัชพืชในแปลงผักที่สวนหลังบ้านอย่างสบายอารมณ์
นางเป็นคนสั่ง เด็กน้อยสองคนเป็นคนทำ
เด็กๆ รู้สึกว่ามันน่าสนุกจึงทำงานกันอย่างกระตือรือร้นสุดๆ
ข่าวจากทางการมาถึงแล้ว คิดว่าหลิวจี้และอาวั่งคงจะอยู่ระหว่างการเดินทางกลับแล้ว เวลาที่เหลือให้ฉินเหยาเตรียมตัวมีไม่มากนัก
นางต้องรีบจัดการแปลงผักให้ดูดีเสียก่อนเพื่อไม่ให้อาวั่งกลับมาแล้วพบว่ามีอะไรผิดปกติ
ตอนค่ำ ทุกคนในเรือนเก่าทยอยกลับมา ไม่ต้องให้ฉินเหยาพูดอะไร ทุกคนต่างก็รู้ระดับฝีมือการทำงานบ้านของนางดีอยู่แล้ว ต่างคนต่างก็เริ่มทำงานของตนเอง จัดเตรียมอาหารเย็นมื้อหนึ่งได้อย่างสวยงาม
เพราะเตรียมการแต่เนิ่นๆ อาหารเย็นจึงตั้งโต๊ะเร็วเช่นกัน เมื่อต้าหลางและเด็กๆ กลับจากสำนักศึกษาถึงบ้าน ทั้งครอบครัวก็รอเพียงพวกเขามานั่งก็สามารถเริ่มทานอาหารได้ทันที
วันนี้หลิวจ้งเป็นคนไปรับเด็กๆ ระหว่างทางก็ได้เล่าเรื่องที่หลิวจี้สอบผ่านให้เด็กๆ ฟังแล้ว ทำให้เกิดสายตาเคลือบแคลงสงสัยที่ไม่เชื่อถึงหกคู่
นี่อย่างไรเล่า พอเข้าประตูมา ทุกคนก็วิ่งไปอยู่ตรงหน้าฉินเหยาเพื่อสอบถาม พอได้รับการยอมรับจากปากของนางเอง พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็พากันตกตะลึง
เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ พวกเขาไม่กล้าเชื่อเลย
แม้ว่าตอนเช้าวันนี้ระหว่างทางไปสำนักศึกษา ซื่อเหนียงจะเคยคาดเดาว่าท่านพ่ออาจจะสอบผ่าน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสงสัยของเด็กหญิงตัวน้อยที่มีต่อเนื้อหาการสอบขุนนางในขณะนี้อย่างลึกซึ้ง
“รอท่านพ่อกลับมาข้าจะต้องถามท่านให้ได้ ว่าสอบผ่านได้อย่างไรกันแน่” ซื่อเหนียงกำหมัดน้อยๆ พูดพึมพำอย่างจริงจัง
ปฏิกิริยาของจินฮวาและจินเป่าแสดงออกมาชัดเจนกว่ามาก สงสัยรึ ไม่มีทาง!
รู้เพียงว่าตอนนี้ท่านอาสามเป็นนายท่านจวี่เหรินแล้ว ต่อไปก็ยังจะได้เป็นขุนนางอีกด้วย!
ประโยคหลังนี้นางเหอเป็นคนพูด
นางเหอหยิบช้อนขึ้นมา ตักน้ำแกงและเนื้อให้เด็กแต่ละคนช้อนใหญ่ๆ แล้วยังตักให้ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางเพิ่มอีกคนละชิ้น พูดพลางเอ่ยเย้าอย่างจริงจังว่า
“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลางเอ๋ย ต่อไปพวกเจ้าก็จะเป็นนายน้อยบ้านขุนนางแล้วนะ อย่าลืมช่วยส่งเสริมพี่น้องจินเป่าของพวกเจ้าให้มากๆ ด้วยเล่า”
ซานหลางรับคำอย่างว่าง่าย กัดกินน่องไก่อย่างมีความสุขโดยไม่มีความรู้สึกกดดันใดๆ
ต้าหลางและเอ้อร์หลางรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่งจึงพยักหน้าส่งๆ แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าว แทบอยากจะมุดศีรษะเข้าไปในชามข้าวเพื่อหลบเลี่ยงสายตาอันร้อนแรงของทุกคนในเรือนเก่า
นางเหอยังคิดจะพูดต่อ นางจางก็กระแอมขึ้นมาสองที นางถึงได้นั่งลงใหม่อีกครั้งพลางบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างไม่พอใจเล็กน้อย
นางชิวและหลิวจ้งสบตากัน ลุกขึ้นคารวะสุราให้ท่านพ่อท่านแม่และฉินเหยาหนึ่งจอก กล่าวแสดงความยินดีแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก ตั้งใจดูแลลูกๆ กินข้าว
บางเรื่องไม่จำเป็นต้องพูดให้ชัดเจนจนเกินไป อย่างไรเสียวันนี้จากการกระทำของเหยาเหนียงที่เลี้ยงอาหารเย็น พวกเขาก็สัมผัสได้แล้วว่านางจะไม่ทอดทิ้งทุกคนในเรือนเก่า แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
เพียงแต่พี่น้องหลายคนเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก สถานะและตำแหน่งอยู่ๆ ก็แตกต่างกันมากขนาดนี้ ยังคงทำให้หลิวไป่และหลิวจ้งรู้สึกสะท้อนใจอยู่พักใหญ่
ขณะที่กำลังสะท้อนใจอยู่นั้นก็พลันถูกคำพูดหนึ่งของหลิวเฝยที่รีบกลับมาจากสำนักศึกษาในอำเภอกลางดึกทำให้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
หลิวเฝยพูดอย่างร้อนรนว่า “ด้วยนิสัยอย่างพี่สามนั่นน่ะนะ เป็นแค่ซิ่วไฉแล้วโอ้อวดนิดๆ หน่อยๆ ก็พอทนอยู่หรอก แต่ถ้าหากได้เป็นขุนนางขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็ จะต้องใช้อำนาจในทางที่ผิด รับสินบน หลอกลวงเบื้องบนปิดบังเบื้องล่าง กอบโกยทรัพย์สมบัติอย่างมโหฬาร กดขี่ข่มเหงประชาชนเป็นแน่…”
“เรื่องราวทั้งหมดต้องมีวันที่ถูกเปิดโปง เขายิ่งก้าวขึ้นไปสูงเท่าใด ในภายภาคหน้าพวกเราก็ยิ่งจะต้องตายอย่างน่าอนาถมากขึ้นเท่านั้น พวกท่านยังคิดที่จะไปข้องแวะกับเขาอีกหรือ เช่นนั้นแล้วเรือนเก่าตระกูหลิวของพวกเราก็จะต้องถูกล้างตระกูลไปพร้อมกับเขาด้วยมิใช่หรือ”
ในชั่วพริบตา ทั้งเรือนเก่าก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด