ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 533 ได้รับการชี้แนะจนปัญญาเปิดกว้าง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 533 ได้รับการชี้แนะจนปัญญาเปิดกว้าง
ตอนที่ 533 ได้รับการชี้แนะจนปัญญาเปิดกว้าง
ฉินเหยายังคิดว่าวันรุ่งขึ้นพวกพี่น้องสะใภ้จะมาพูดเรื่องพี่น้องช่วยเหลือกัน เกียรติยศของตระกูลอะไรทำนองนี้เสียอีก
นางเตรียมพร้อมแล้วว่าจะให้ของอะไรบางอย่างเพื่อส่งพวกเขาไปแล้วคืนความสงบสุขให้แก่ตนเอง
คาดไม่ถึงเลยว่าไม่เพียงแต่คนจะไม่มา แม้แต่เหล่าท่านลุงท่านอาที่ก่อนหน้านี้ยังกระตือรือร้นอย่างยิ่งก็ไม่มาเช่นกัน
กระทั่งตอนที่พบนางบนถนน คนที่หลบได้ก็หลบไป คนที่หลบไม่ได้ก็ฝืนยิ้มแห้งๆ พอยิ้มเสร็จก็หันหลังวิ่งหนีไปทันที
ผิดปกติ นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว!
ฉินเหยาจะทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ได้อย่างไร
นางคว้าตัวหลิวเฝยที่กำลังจะวิ่งผ่านหน้าตนเองไปไว้ทันที
“พี่สะใภ้สามไว้ชีวิตข้าด้วยเถิดขอรับ!”
หลิวเฝยร้องขอชีวิตเสียงดังลั่น ไม่กล้าขัดขืน กลัวว่าถ้าหากตนขัดขืนเมื่อใด จะได้ไปยิ้มแย้มอยู่ในปรโลกแทน
ฉินเหยาพูดไม่ออก นางดูเหมือนคนที่จะเอาชีวิตคนอื่นอย่างนั้นหรือ
นางใช้ฝ่ามือตบลงไปบนท้ายทอยของหลิวเฝยฉาดหนึ่ง “เจ้าเด็กนี่กลับมาจากสำนักศึกษาตั้งแต่เมื่อใดกัน ข้าไม่เห็นรู้เรื่องเลย! หรือว่ากลับมานานแล้ว แต่จงใจหลบหน้าข้างั้นรึ”
“ไม่เลยๆ ข้าเพิ่งกลับมาเมื่อคืนวานซืน กลัวว่าจะรบกวนพี่สะใภ้สามจึงไม่ได้ไปคารวะท่าน!” หลิวเฝยเน้นคำว่าคารวะเป็นพิเศษเพื่อแสดงความเคารพของตน
ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างอันตราย คว้าตัวหลิวเฝยที่หันหลังให้ตนเองอยู่ให้หมุนกลับมาเผชิญหน้ากัน เพียงแค่มองแวบเดียวเห็นท่าทางมีพิรุธและหวาดกลัวของเขา นางก็รู้ได้ทันทีว่าในใจของเด็กคนนี้มีเรื่องปิดบังอยู่
“พูดมา ทำไมเห็นข้าแล้วต้องวิ่งหนี” ฉินเหยาปล่อยคอเสื้อของหลิวเฝยแล้วกอดอกถาม
เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้จับตัวเขาไว้ แต่ต่อให้หลิวเฝยมีความกล้ามากกว่านี้ร้อยเท่าเขาก็ไม่กล้าวิ่งหนี
“ไม่มีอะไรขอรับ” สายตาของหลิวเฝยหลุกหลิก
สายตาของฉินเหยาเย็นเยียบลง
เมื่อรู้ดีว่าหากไม่พูดความจริงอีกตนเองคงจะต้องนอนอยู่บนเตียงไปครึ่งปี หลิวเฝยก็เหลือบตามอง ไม่กล้าสบตาฉินเหยา ปากก็พูดรัวเร็วอยู่ในลำคอ
ฉินเหยาต้องใช้ความพยายามในการแยกแยะอยู่ครู่หนึ่งถึงจะฟังออกว่าเขาพูดอะไร
ที่แท้ที่ญาติพี่น้องในหมู่บ้านเห็นนางแล้วกลัวก็เป็นเพราะหลิวเฝยเจ้าเด็กคนนี้นี่เองที่ไปเที่ยวพูดจาไปทั่ว บอกว่าถ้าหากหลิวจี้ได้เป็นขุนนางก็ต้องเป็นขุนนางชั่วฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องนำภัยมาสู่ญาติพี่น้อง
เจ้าหลิวสามสอบได้จวี่เหรินก็จริงอยู่ แต่เขาก็ยังคงเป็นเจ้าหลิวสามคนเดิมที่เป็นอันธพาลอยู่!
คำพูดที่กระจ่างแจ้งของหลิวเฝยนี้ เปรียบดั่งการบรรลุธรรมอย่างฉับพลัน ทำให้เหล่าญาติที่กำลังดีใจกันอยู่นั้นสงบลงในทันที หลบยังแทบไม่ทัน ใครเล่าจะกล้าโลภเลือดเนื้อของประชาชนที่เจ้าหลิวสามรีดไถมาจากผู้โชคร้ายคนไหนก็ไม่รู้นั่น
หากวันหน้าเรื่องแดงขึ้นมา ทางการสืบสวนลงมา พวกเขาอย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้สักคน
ปลายนิ้วของฉินเหยาเคาะอยู่บนแขนของตน ทำไมนางถึงคิดวิธีการอันยอดเยี่ยมนี้ไม่ได้กันนะ
“ทำได้ดีมาก พูดมาเถอะ เจ้าต้องการรางวัลอะไร ขอเพียงไม่มากเกินไป พี่สะใภ้สามจะให้เจ้าทั้งหมด” ฉินเหยามองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพึงพอใจแล้วเอ่ยอย่างใจกว้าง
หลิวเฝยตะลึงไปครู่หนึ่ง “พี่สะใภ้สามจะให้รางวัลข้าหรือขอรับ”
นางไม่โกรธหรือ
ฉินเหยายักไหล่ นางจะโกรธไปทำไมกันเล่า ครานี้ก็จะไม่มีใครมารบกวนนางอีกแล้ว มีอะไรไม่ดีกัน
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของฉินเหยาไม่เหมือนโกหก ในใจของหลิวเฝยก็ดีใจขึ้นมา เอ่ยเสนออย่างกล้าๆ ว่า “พี่สะใภ้สาม ข้าอยากจะกลับไปเป็นผู้จัดการที่โรงงานเครื่องเขียนอีกครั้งขอรับ”
“ได้สิ!” ฉินเหยาถามอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าอยากจะไปอยู่แผนกไหน”
ความประหลาดใจมาเร็วเกินไป หลิวเฝยจึงรีบตั้งสติแล้วตอบว่า “ข้าอยากจะไปอยู่กับผู้จัดการอวิ๋น ทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ขอรับ”
“ได้ยินมาว่ากล่องเครื่องใช้สตรีถูกส่งไปขายที่เมืองหลวงโดยเฉพาะ ข้าก็อยากจะไปดูที่เมืองหลวงบ้าง”
ฉินเหยายิ้มถาม “ไม่ไปสำนักศึกษาแล้วหรือ”
“ไม่ไปแล้วขอรับ” หลิวเฝยอธิบาย “การสอบขุนนางไม่เหมาะกับข้า ข้าไม่อยากจะเสียพลังงานมากมายไปกับเรื่องที่พยายามไปก็ไม่มีผลลัพธ์”
“อีกอย่างตอนนี้พี่สามก็สอบผ่านแล้ว ต่อไปในแวดวงขุนนางก็ต้องใช้เงินมากขึ้น เพื่อไม่ให้เขาไปคิดถึงเงินในกระเป๋าของคนอื่นแล้วนำภัยพิบัติมาสู่ทั้งครอบครัว ข้ายิ่งต้องหาเงินให้มากขึ้น”
ฉินเหยาประหลาดใจเล็กน้อย นางนึกว่าหลิวเฝยกับหลิวจี้จะเป็นศัตรูกันไปจนวันตายเสียอีก ไม่นึกว่าจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลถึงเพียงนี้
นางไม่รู้ว่าตนเองจะจากที่นี่ไปเมื่อใด แต่สามารถยืนยันได้ว่านางจะไม่ใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลิวไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน
หากวันหน้าต้องจากหมู่บ้านไป กิจการโรงงานเครื่องเขียนนี้ก็ยังต้องการคนช่วยดูแลรักษา
ซ่งอวี้ก็ดีมาก แต่รูปแบบการทำงานของเขาเหมาะกับการรักษาพื้นฐานเดิมมากกว่า
แต่หลิวเฝยกลับไม่เป็นเช่นนั้น คนหนุ่มสาวมีไฟแรง สถานะก็มีความเป็นอิสระมากกว่า บางทีอาจจะนำผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดมาให้นางได้
นางส่งสัญญาณให้หลิวเฝยเดินตามตนมา ฉินเหยาเดินไปทางโรงงานเครื่องเขียนพลางถามเขาว่า “เจ้าอยากจะทำการค้าด้วยตนเองหรือไม่”
นี่คือเส้นทางที่หลิวเฝยไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตอบทันทีว่า “อยาก! ข้าอยากขอรับ!”
ฉินเหยายกมุมปากยิ้ม “ดี กลับไปที่โรงงานเครื่องเขียนก่อน หลังจากนี้มีความคิดอะไรก็มาบอกข้าได้โดยตรง ขอเพียงไม่ไร้สาระจนเกินไป ข้าสนับสนุนทั้งหมด”
หลิวเฝยตื่นเต้นอย่างยิ่ง ยิ่งรู้สึกว่าคำพูดที่ตนเองแพร่งพรายออกไปเมื่อเช้านี้ช่างไม่ยุติธรรมต่อฉินเหยาเอาเสียเลยจึงกล่าวขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉินเหยายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาหุบปาก หลิวเฝยถึงได้หยุดลงแล้วเดินตามฉินเหยาไปยังโรงงานเครื่องเขียนอย่างมีความสุข
หลังจากจัดการเรื่องของหลิวเฝยเรียบร้อยแล้ว รับจดหมายที่ส่งมาจากอิงเทียนฝู่ ฉินเหยาก็กลับบ้านไป
นี่คือจดหมายของหลิวจี้ มาถึงช้ากว่าข่าวดีจากทางการหนึ่งวัน ฉินเหยาเห็นเนื้อหาในจดหมายแล้ว ในใจก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นใดๆ อีก
กลับกัน จากเวลาที่หลิวจี้ทิ้งไว้ในจดหมาย สามารถคาดเดาเวลาที่แน่นอนที่ทั้งสองจะกลับถึงบ้านได้
พวกเขาต้องตามฉีเซียนกวนกลับไปไหว้บรรพบุรุษที่ถิ่นบรรพชนก่อน จากนั้นจึงจะมาที่หมู่บ้านตระกูลหลิวพร้อมกัน
นับวันดูแล้ว ตอนนี้น่าจะถึงบ้านบรรพชนของตระกูลฉีแล้ว
เช่นนั้นแล้วกว่าจะถึงหมู่บ้านก็คงจะอยู่ในช่วงสี่ห้าวันนี้
ต้าหลางสนิทกับฉีเซียนกวนมาก ฉินเหยาจึงกลับบ้านไปบอกข่าวนี้แก่เขา
ต้าหลางดีใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อนที่หาได้ยาก เดิมทีเตรียมจะฝึกวรยุทธ์ จากนั้นก็จะไปเล่นบนภูเขากับเด็กๆ ในหมู่บ้าน
ตอนนี้เขากลับเปลี่ยนใจทันที เขาไปเกลี้ยกล่อมเอ้อร์หลาง ซานหลาง ซื่อเหนียง แล้วยังบวกเสี่ยวไหลฝูเข้าไปด้วย ไปขอกุญแจเรือนปทุมจากฉินเหยา เตรียมจะไปทำความสะอาดเรือนปทุมเพื่อรอฉีเซียนกวนกลับมา
ฉินเหยาให้กุญแจไปแล้วกำชับพวกเขาว่า “อย่าทำของตกแต่งในบ้านเสียหายเล่า ระวังยุงและงูพิษด้วย”
ต้าหลางร้องอุทานออกมา “ใช่แล้ว ต้องเอาหญ้าอ้ายไปด้วย เอาไปรมควันในลานเรือนปทุมเสียหน่อย”
ซื่อเหนียงถือจอบเล็กๆ พูดว่า “ยังต้องกำจัดวัชพืชในแปลงดอกไม้ด้วย คราวก่อนที่ไปเล่นหน้าประตูเรือนปทุม ข้าเห็นวัชพืชในกำแพงงอกยอดออกมาแล้ว”
ฉินเหยาไปหยิบหญ้าอ้ายให้พวกเขา คิดแล้วก็ไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่ เพราะเรือนปทุมไม่มีคนอยู่นานแล้ว ทั้งยังผ่านช่วงฤดูร้อนมาทั้งฤดู ไม่แน่ว่าข้างในอาจจะมีสัตว์ป่าอะไรเข้าไปอยู่ นางโบกมือคราหนึ่งแล้วนำคณะไปด้วยตนเอง มุ่งหน้าสู่เรือนปทุมพร้อมกัน
แม่ลูกห้าคนบวกกับเสี่ยวไหลฝู ยุ่งอยู่ตั้งแต่เที่ยงจนถึงพลบค่ำ ทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอกเรือนปทุมจนสะอาดเอี่ยม
เมื่อมองดูลานบ้านที่สะอาดเรียบร้อย ทั้งหกคนก็รู้สึกภาคภูมิใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เมื่อลงกลอนประตูบ้านเรียบร้อยแล้ว ซื่อเหนียงก็ฮัมเพลงพื้นบ้านสั้นๆ ที่ท่านอาจารย์ในสำนักศึกษาสอน พลางเดินนำอยู่ข้างหน้า ฉินเหยาและเด็กๆ ที่เหลือก็ฮัมเพลงตามอยู่ข้างหลัง ในมือถือไม้กวาด ผ้าขี้ริ้ว จอบและเครื่องมืออื่นๆ เดินกลับบ้านไปอย่างมีความสุข
ลานบ้านเล็กๆ ในหมู่บ้านของซ่งจางก็สร้างเสร็จแล้ว ว่ากันว่าหลังเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็เตรียมจะพาครอบครัวมาอยู่ด้วยกันสักหลายวัน น่าเสียดายนี่ก็กลางเดือนเก้าแล้วก็ยังไม่มา
รอบๆ บริเวณบ้านของเขายังมีบ้านเล็กๆ อีกหลายหลัง ล้วนเป็นผู้ที่ได้ยินชื่อเสียงจึงเดินทางมาเพื่อขอพบมหาบัณฑิตแล้วก็ถูกทิวทัศน์ชนบทของหมู่บ้านตระกูลหลิวดึงดูดใจ ตั้งใจที่จะพักอยู่ที่นี่อย่างสงบเพื่อศึกษาเล่าเรียนอย่างแท้จริง
ตะวันลาลับขอบฟ้า ควันไฟจากการหุงหาอาหารก็ลอยสูงขึ้น
ริมแม่น้ำมีเสียงเด็กๆ ฮัมเพลงอย่างมีความสุขดังมา บัณฑิตที่นั่งอ่านตำราอยู่หน้าประตูก็แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน