ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 534 ท่านลุงใหญ่ของเขา
ตอนที่ 534 ท่านลุงใหญ่ของเขา
เกวียนวัวคันหนึ่งกำลังวิ่งอยู่บนถนนจากหมู่บ้านเซี่ยเหอไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว บนรถมีคนห้าคน เป็นฮูหยินผู้เฒ่าหนึ่งคน ชายชราหนึ่งคนและยังมีสามีภรรยาวัยหนุ่มสาวพร้อมด้วยลูกชายวัยแปดขวบ
เมื่อคืนลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมา กลางดึกฝนตกหนักจึงทำให้ถนนเปียกลื่นไม่ค่อยสะดวก โชคดีที่ถนนเส้นนี้ขยายกว้างขึ้นมากจึงยังพอเดินได้ เพียงแต่ไม่กล้าไปเร็วเกินไปนัก กลัวว่าวัวจะลื่นล้ม
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮูหยินผู้เฒ่าเดินทางผ่านเส้นทางนี้ แต่ในรอบสิบกว่าปีมานี้กลับเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าถนนของหมู่บ้านตระกูลหลิวสายนี้เดินทางสบาย
“ท่านแม่ ท่านดูถนนเส้นนี้สิเจ้าคะ ปีนั้นตอนที่พวกเรามายังเดินไม่สะดวกเช่นนี้เลย ป่านนี้หมู่บ้านตระกูลหลิวคงจะเจริญขึ้นมากแล้วกระมัง!” สตรีวัยเยาว์ที่อุ้มลูกอยู่บนเกวียนเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ
พูดไปพลางก็นึกอะไรขึ้นมาได้ นางรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาบ้าง “ไม่รู้ว่าน้องเขยกลับมาแล้วหรือยัง หากน้องเขยไม่อยู่…”
สตรีผู้นั้นไม่ได้พูดประโยคถัดไปออกมา เด็กน้อยนั่งรถมานานเกินไปจนรู้สึกเบื่อจึงร้องไห้งอแงขึ้นมา นางทำท่าขู่จะตี แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือก็ถูกพ่อแม่สามีถลึงตาใส่เสียก่อน
“เอ้านี่ กินขนมเสีย อย่าร้องไห้ไปเลย เดี๋ยวก็ใกล้จะถึงบ้านลุงเขยของเจ้าแล้ว พอถึงตอนนั้นก็มีของดีๆ ให้เจ้าอีกเยอะแยะ อย่าไม่อดทนเช่นนี้ หากยังร้องอีก คราวหน้าก็จะไม่พาด้วยมาแล้วนะ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าล้วงเอาขนมน้ำตาลครึ่งชิ้นออกมาจากอกเสื้อ ไม่รู้ว่าเก็บซ่อนไว้นานเท่าใดแล้ว บนนั้นมีขุยจากเสื้อผ้าป่านติดอยู่ ดูแล้วสภาพไม่น่าดูชมอย่างยิ่ง
แต่สำหรับเด็กน้อยแล้ว กลับเป็นของอร่อยล้ำเลิศในปฐพี
พอได้รับขนมก็รีบยัดเข้าปากไปทันที ใบหน้าที่ร้องไห้ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม “อ้อๆๆ ไปหาท่านอาเขยเอาของดีๆ!”
เด็กน้อยพอดีใจก็พูดคำที่พวกผู้ใหญ่ในบ้านพูดกันบ่อยที่สุดในช่วงสองวันนี้ออกมา
ผู้ใหญ่สี่คนบนรถต่างมองหน้ากันล้วนอดที่จะคาดหวังไม่ได้
เมื่อวานตอนเย็น ซุ่นจื่อทำงานและยุ่งอยู่ที่โรงงานจนดึกมาก เพื่อไม่ให้ตนเองต้องตายจากการทำงานหนักจึงได้ขอลากับผู้จัดการซ่งเป็นพิเศษครึ่งวัน ตั้งใจว่าจะนอนหลับอยู่ที่บ้านให้เพียงพอแล้วค่อยออกไปทำงาน
ขณะนี้เขากำลังขี่ลาตัวน้อยที่บ้านเพิ่งซื้อมาในปีนี้อยู่บนถนน ยังคิดว่านี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วคงจะไม่เจอผู้ใด ไม่นึกว่าเบื้องหน้าจะปรากฏเกวียนวัวที่ไม่เคยเห็นคันหนึ่ง
เขาขี่ลาตัวน้อยเร่งความเร็วไล่ตามไปข้างหน้าครู่หนึ่ง หันศีรษะไปมองบุรุษที่ขับเกวียนวัวคันนั้น ในใจก็ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
“พี่ใหญ่ม่อ?” ซุ่นจื่อลองเอ่ยเรียกดู
อีกฝ่ายหันหน้ามา ท่าทางจะจำหน้าตาของเขาไม่ค่อยได้ คิดอยู่ครู่ใหญ่จึงถามเขาอย่างไม่ค่อยจะแน่ใจนักว่า “เจ้าคือสหายของบ้านน้องเขยข้าใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว ข้าคือซุ่นจื่อ พี่ใหญ่ยังจำข้าได้” ซุ่นจื่อยิ้มแย้มแล้วก็พยักหน้าให้แก่สามีภรรยาสูงวัยและพี่สะใภ้ใหญ่ม่อที่อยู่บนรถอย่างสุภาพ
แต่ที่จริงแล้วในใจของเขากลับมีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่น แย่แล้ว แย่แล้ว ต้องแย่แน่ๆ!
ซุ่นจื่อพยายามข่มความตื่นตระหนกที่อธิบายไม่ถูกไว้ในใจแล้วลองหยั่งเชิงถามดูว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านผู้เฒ่าจะไปที่ใดกันหรือขอรับ”
พี่ใหญ่ม่อดีใจมากที่ได้เจอคนรู้จักจึงรีบสอบถามซุ่นจื่อทันทีว่าเรื่องที่น้องเขยของตนสอบได้เป็นจวี่เหรินนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่
“เมื่อวานพวกเราก็ได้ยินข่าวนี้แล้ว คนที่บ้านดีใจกันแทบแย่ ไม่นึกเลยว่าน้องเขยที่ไม่เอาไหนของข้าจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ นี่ก็เลยออกบ้านมากันแต่เช้า ตั้งใจจะพาเจ้าหนูที่บ้านมาพบอาเขยของเขา ให้ได้รู้จักหน้าค่าตากัน”
ข้อสงสัยในใจของซุ่นจื่อได้รับการยืนยัน ฉับพลันนั้นภาพดวงตาที่ดุร้ายของฉินเหยาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ทำเอาเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัวจึงเอ่ยเตือนอย่างกระอักกระอ่วนว่า
“หลิวจี้ไม่อยู่บ้านนะขอรับ มีเพียงผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นที่อยู่ เด็กๆ จะมาพบอาเขย หากไปวันนี้เกรงว่าจะต้องเสียเที่ยวเปล่า”
คนตระกูลม่อชะงักไปครู่หนึ่ง อันที่จริงพวกเขาก็เคยได้ยินชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของฉินเหยามา ยิ่งตอนนี้นางยังได้เป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านตระกูลหลิวอีก ไม่รู้ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด
ดังนั้นหากต้องเผชิญหน้ากับนางจริงๆ ในใจของคนตระกูลม่อก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย
แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่หลิวจี้สอบได้ซิ่วไฉพวกเขาก็คิดจะมาดูแล้ว เพียงแต่นึกถึงฉินเหยาขึ้นมา ในใจจึงยังไม่กล้าพอจึงได้แต่กดความคิดต่างๆ นานาไว้ในใจ
ทว่าเมื่อวานพอได้ยินว่าหลิวจี้สอบได้ตำแหน่งจวี่เหริน คนตระกูลม่อก็นั่งไม่ติดอีกต่อไปแล้ว
หากไม่ไปปรากฏตัวให้เห็นซึ่งๆ หน้า หลิวจี้ย่อมต้องลืมญาติพี่น้องอย่างพวกเขาไปจนหมดสิ้นเป็นแน่ ถึงวันข้างหน้าพวกเขายังจะได้รับผลประโยชน์อะไรอีกเล่า
ภายใต้สิ่งล่อใจอันเป็นผลประโยชน์อันมหาศาล คนตระกูลม่อเอาชนะความหวาดกลัวที่มีต่อฉินเหยาได้ชั่วคราว วันนี้จึงพาเด็กๆ ออกจากบ้านมาตั้งแต่เช้าตรู่
แต่หลิวจี้ไม่อยู่ ทำให้พวกเขาต้องไปเผชิญหน้ากับฉินเหยา ในใจก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง
ขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่าม่อและท่านปู่ม่อกำลังตื่นตระหนกเล็กน้อย พี่สะใภ้ใหญ่ม่อก็รับคำพูด โบกมือแล้วยิ้มกล่าวว่า
“ไม่เป็นไรๆ ไม่ได้เจอลูกๆ ทั้งสี่ของน้องสาวข้านานแล้วเหมือนกัน มาถึงนี่แล้ว อย่างไรก็ต้องไปดูพวกเขาสักหน่อย มิเช่นนั้นเด็กๆ จะคิดว่าบ้านน้าไม่เป็นห่วงพวกเขา”
ซุ่นจื่อกวาดตามองเกวียนวัวที่ว่างเปล่ามีเพียงคนนั่งอยู่ มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย ไม่เคยเห็นใครมาเยี่ยมญาติโดยที่ไม่เอาอะไรติดมือมาเลย
“พวกต้าหลางไปสำนักศึกษากันหมดแล้ว หากจะพบพวกเขาก็ไปรอเด็กๆ เลิกเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลติงได้” ซุ่นจื่อบอกใบ้เป็นครั้งที่สอง
ทว่าคนตระกูลม่อไม่รับมุกของเขา ฮูหยินผู้เฒ่าม่อดูออกถึงเจตนาที่จะไล่ให้กลับของเขา ถึงแอบถลึงตาใส่เขาไป
ซุ่นจื่อพูดอะไรไม่ออกในใจ ในเมื่อเกลี้ยกล่อมคนตระกูลม่อให้กลับไปไม่ได้ เขาก็ทำได้เพียงไปแจ้งให้ฉินเหยาทราบล่วงหน้าเท่านั้น
หลังจากกล่าวลาคนตระกูลม่อ ซุ่นจื่อก็แสร้งทำเป็นว่ามีธุระต้องไปก่อน
เขาขี่ลาตัวน้อย รีบร้อนมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหลิว พอถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็เจอกับฉินเหยาที่กำลังอู้งานอยู่ในโรงโม่พอดีจึงรีบตะโกนเรียกนาง
ฉินเหยารับผิดชอบในการเป็นคนหาบ หลี่ซื่อรับผิดชอบในการเฝ้าดูการโม่อยู่ข้างใน ทั้งสองคนแบ่งงานกันอย่างชัดเจน นางจึงรออยู่ตรงประตูอย่างสบายใจ
เมื่อเห็นซุ่นจื่อยังไม่ทันจอดลาตัวน้อยดีก็รีบวิ่งมาหาตนเอง ท่าทางร้อนรน ฉินเหยาจึงก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วถามอย่างเป็นห่วงว่า
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำให้เจ้ารีบร้อนถึงเพียงนี้?”
ซุ่นจื่อโบกมือแสดงว่าไม่ใช่เรื่องของโรงงาน พอหายใจหายคอได้ทั่วท้องแล้วก็รีบกล่าวอย่างเร่งร้อนว่า “พี่สะใภ้สาม คนบ้านม่อมาแล้ว ข้าเพิ่งเจอพวกเขาที่กลางทางเมื่อครู่นี้ มีชายชรา ฮูหยินผู้เฒ่า พี่ใหญ่ม่อกับพี่สะใภ้ใหญ่แล้วก็พาเด็กผู้ชายมาคนหนึ่งด้วย”
“ดูท่าแล้วน่าจะมาเพราะเรื่องที่พี่สามสอบจวี่เหรินได้ ข้าบอกว่าพี่สามไม่อยู่ก็เกลี้ยกล่อมพวกเขาให้กลับไปไม่ได้”
ซุ่นจื่อคิดในใจว่า เขาพยายามเกลี้ยกล่อมแล้วนะ ยืนอยู่ข้างนางอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นท่าทีแสดงความภักดีของซุ่นจื่อก็หัวเราะออกมา “มาก็มาสิ เจ้าจะร้อนใจไปทำไม ข้ารู้แล้ว เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ”
“ถ้างั้น…ข้าไปทำงานแล้วนะ?” ซุ่นจื่อถามอย่างไม่สบายใจ แปลกจริง นางยิ้มแย้มเช่นนี้เขายิ่งรู้สึกหวาดหวั่นใจ
ฉินเหยาโบกมือ บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม ซุ่นจื่อรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย หันหลังจูงลาตัวน้อย เดินไปสามก้าวแล้วหันกลับมามองหนึ่งครั้งแล้วเข้าไปในโรงงานเครื่องเขียน
“ฮูหยิน แป้งโม่เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อเรียกเบาๆ จากข้างใน
ฉินเหยาก้าวฉับๆ เข้าไปในโรงโม่ หาบสัมภาระหนักอึ้งสองหาบขึ้นมา “คนจากบ้านน้าของพวกต้าหลางมาแล้ว”
หลี่ซื่อสับสนไปชั่วขณะ ถึงจะเข้าใจความสัมพันธ์ในนั้นได้ รีบมองสีหน้าของฉินเหยา นางยิ้มบางๆ ท่าทางดูอารมณ์ดี
หลี่ซื่อยิ่งคาดเดาความคิดของนางไม่ออก ลองเอ่ยถามดูว่า “เตรียมต้อนรับหรือไม่เจ้าคะ”
ฉินเหยาพยักหน้า สั่งการอย่างใจเย็นว่า “เลี้ยงดูด้วยของกินดื่มอย่างดีแล้ค่อยเอาเงินให้ห้าตำลึง ส่งคนกลับไป”
ตอนนี้นางเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว ชื่อเสียงสำคัญมาก หากให้ผลประโยชน์แล้วยังไม่รู้ความรีบจากไปนางก็จะทิ้งไว้รอให้หลิวจี้กลับมาจัดการเอง
“จริงสิ เดี๋ยวให้เสี่ยวไหลฝูไปบอกอินเยว่ที่โรงอาหารด้วยว่า เลิกงานแล้วให้รีบกลับบ้านมา เฝ้าประตู”
ดวงตาของหลี่ซื่อกลอกไปมา เข้าใจความหมายในทันที นี่คือจะขังคนไว้ในบ้าน ไม่ให้ออกไปไหน
เมื่อออกจากประตูไม่ได้ ไม่ว่าในบ้านจะเอะอะโวยวายเพียงใด คนข้างนอกก็ไม่มีทางรู้