ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 535 เหตุใดจึงไม่เป็นอย่างที่จินตนาการไว้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 535 เหตุใดจึงไม่เป็นอย่างที่จินตนาการไว้
ตอนที่ 535 เหตุใดจึงไม่เป็นอย่างที่จินตนาการไว้
เมื่อเสี่ยวไหลฝูวิ่งเข้าไปในโรงอาหารของโรงงานเครื่องเขียนเพื่อแจ้งอินเยว่ เกวียนวัวของตระกูลม่อก็แล่นเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลหลิว
คนในหมู่บ้านหากไม่กำลังยุ่งอยู่ในโรงงานก็กำลังทำนาอยู่ตามท้องไร่ท้องนา ประกอบกับปีนี้มีคนนอกเข้าออกอยู่ตลอด ดังนั้นจึงมีเพียงไม่กี่คนที่สังเกตเห็นการมาถึงของคนตระกูลม่อ
เกวียนวัวแล่นผ่านเรือนเก่าของตระกูลหลิว ท่านปู่ม่อคิดว่าไม่ต้องเข้าไปแล้ว สองฝ่ายได้แยกบ้านกันแล้ว พวกเขาไปที่บ้านของหลิวจี้โดยตรงเลยจะดีกว่า
เมื่อนึกถึงครั้งก่อนที่มาหมู่บ้านตระกูลหลิวและได้พบกับฉินเหยาอย่างเร่งรีบเพียงครั้งสองครั้ง ฮูหยินผู้เฒ่าม่อและพี่สะใภ้ใหญ่ม่อก็สบตากัน ต่างก็เห็นความประหม่าในแววตาของอีกฝ่าย
ครั้งที่แล้วท่านปู่ม่อสุขภาพไม่ดีจึงไม่ได้มาด้วย ได้แต่ฟังคนที่กลับไปบ้านด่าทอว่าหลิวจี้เป็นคนเนรคุณอกตัญญู ลืมภรรยาที่ตายไปแล้วจนหมดสิ้น จำได้เพียงแต่ภรรยาใหม่
นี่ยังไม่ทันได้พบหน้าฉินเหยาก็ตีตราให้นางในใจว่าเป็นนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ไปเสียแล้ว
พอเห็นบุตรชายถือแส้มาหยุดอยู่ที่ริมสะพาน สีหน้าก็เคร่งขรึมลง มีท่าทีของเจ้าบ้านอยู่หลายส่วน สะบัดศีรษะแล้วเอ่ยว่า “ไป!”
มีบิดาคอยหนุนหลัง ในใจของพี่ใหญ่ม่อก็มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน สะบัดแส้หนึ่งครั้งก็เร่งเกวียนวัวที่ยืมมาขึ้นสะพาน มาถึงหน้าบ้านหลังเล็กที่กำแพงก่อด้วยอิฐเขียวและมุงกระเบื้องสีครามซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ
บ้านในหมู่บ้านของพวกเขานั้น หากไม่ทำจากดินก็ทำจากโคลน บ้านที่ก่อด้วยอิฐเขียวและกระเบื้องสีครามและทากำแพงสีขาวเช่นนี้สักหลังก็ไม่มี
พอได้เห็นบ้านหลังเล็กที่เรียกได้ว่าโอ่อ่าเช่นนี้ ในใจของคนตระกูลม่อหลายคนก็ทั้งอิจฉาทั้งริษยา
ก้มลงมองดูเสื้อผ้าป่านหยาบๆ รองเท้าฟางขาดๆ ของตนเองแล้วยังมีมือใหญ่หยาบกร้านดำคล้ำอีกหนึ่งคู่ ในใจก็รู้สึกชิงชังขึ้นมาเล็กน้อย
ลูกสาวบ้านม่อของพวกเขาต้องสละชีวิตเพื่อบ้านหลังนี้ ผลสุดท้ายลูกเขยกลับมีชีวิตที่ดีขึ้นแต่กลับไม่นึกถึงพ่อตาแม่ยายและพี่ชายภรรยาของตนเองเลยสักนิด ช่างน่าชิงชังอย่างแท้จริง!
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อวางลูกลงบนพื้นก่อน จากนั้นตนเองก็กระโดดลงจากเกวียนวัวเพื่อประคองพ่อแม่สามีลงมา
พี่ใหญ่ม่อจอดเกวียนวัวไว้ที่หน้าประตูใหญ่อย่างลวกๆ เมื่อได้รับสัญญาณทางสายตาจากบิดามารดาก็ก้าวฉับๆ ไปข้างหน้า เตรียมจะเคาะประตูไม้หนาหนักที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อครู่นี้ยังรู้สึกประหม่าอยู่เลย พอได้เห็นเรือนที่ดูมั่งคั่งร่ำรวยของหลิวจี้เช่นนี้ก็เหลือเพียงความโกรธเกรี้ยว
พี่ใหญ่ม่อยกมือขึ้นกำลังจะทุบลงไปบนประตู
ไม่คาดคิด ประตูใหญ่กลับเปิดออกมาก่อน
หลี่ซื่อยืนยิ้มอยู่หน้าประตูพลางเอ่ยถาม “คงเป็นญาติของท่านเขยสินะเจ้าคะ ฮูหยินได้รับข่าวล่วงหน้าแล้วจึงมีคำสั่งให้ข้าเตรียมน้ำชาร้อนไว้ที่บ้านเพื่อคอยรับท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”
มีคำกล่าวว่า ‘ไม่ตีคนที่ยิ้มให้’ หมัดที่พี่ใหญ่ม่อเงื้อขึ้นจำต้องลดลงอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาพยักหน้าตอบ “ใช่ ข้าคือลุงใหญ่ของเขา นั่นคือป้าสะใภ้ใหญ่และเป่าเอ๋อร์ลูกพี่ลูกน้องของเขาแล้วก็ยังมีท่านตาท่านยายอีกด้วย”
“เจ้าเป็นใครหรือ” พี่ใหญ่ม่อถามหลี่ซื่อ
หลี่ซื่อคารวะผู้สูงวัยทั้งสองก่อนแล้วจึงกล่าวว่า “ข้าเป็นแม่ครัวของบ้านเจ้าค่ะ”
พูดพลางก็เอี้ยวตัวเชิญหลายคนเข้าประตูแล้วกล่าวเสริมว่า “ท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าเดินทางมาเหนื่อยแล้ว บ่าวได้เตรียมสำรับอาหารตามคำสั่งของฮูหยินไว้เรียบร้อยแล้ว เชิญพวกท่านทานอาหารก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
คนสกุลม่อสบตากันไปมา นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดจึงไม่เหมือนกับที่จินตนาการไว้
เมื่อได้รับการต้อนรับอย่างสุภาพเช่นนี้ ใบหน้าที่เคร่งขรึมของท่านปู่ม่อก็แทบจะรักษาไว้ไม่อยู่ รีบถามว่าฉินเหยาอยู่ที่ใด
หลี่ซื่อนำทุกคนไปยังสวนหลังบ้าน นางทำตามคำสั่งของฮูหยิน เปิดห้องหนังสือของนายท่านใหญ่พร้อมทั้งจัดเตรียมน้ำชาร้อนและของว่างไว้ด้านใน
“สองวันมานี้ฮูหยินตื่นเต้นดีใจมากเกินไป เมื่อคืนฝนตกไม่ทันระวังจึงเป็นหวัด เพื่อเลี่ยงไม่ให้ติดต่อไปถึงท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าจึงมิได้ออกมาต้อนรับแขกเจ้าค่ะ”
พูดพลางแจ้งแก่คนตระกูลม่อว่าหากเหนื่อยก็พักผ่อนในห้องหนังสือนี้ได้ ส่วนตนจะไปยกสำรับอาหารมาให้แล้วจึงหมุนตัวจากไป
เมื่อเห็นหลี่ซื่อเดินไปไกลแล้ว คนตระกูลม่อก็สุดจะทนอีกต่อไป พวกเขาเดินวนไปทั่วห้อง จับโน่นดูนี่ไปทั่ว
หลิวจี้รักห้องหนังสือของเขายิ่งนัก ของตกแต่งภายในจึงล้วนเป็นของดีที่เขาไปเสาะหามาจากในอำเภอด้วยตนเอง แม้จะไม่ได้มีค่ามากมาย แต่ส่วนใหญ่ล้วนมีเพียงชิ้นเดียวในโลก
คนตระกูลม่อไหนเลยจะเคยเห็นพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก แจกันล้ำค่า หินแกะสลักและชั้นวางบอนไซเหล่านี้ ได้แต่รู้สึกว่าบ้านของครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดก็คงเป็นเช่นนี้กระมัง
พวกผู้ใหญ่เดินดูของไปทั่ว ทิ้งให้เป่าเอ๋อร์นั่งอยู่บนโต๊ะลายดอกโบตั๋นตัวโปรดของหลิวจี้เพียงลำพัง กำลังแทะขนมกลิ่นหอมฉุยจนเศษขนมร่วงหล่นเต็มผ้าปูโต๊ะ
พอกินขนมเสร็จก็รู้สึกคอแห้ง เป่าเอ๋อร์จึงสวมรองเท้าปีนขึ้นไปบนเก้าอี้แล้วยื่นมือไปหยิบกาน้ำชาและถ้วยชาที่อยู่กลางโต๊ะ
ถ้วยชานั้นเล็กกระทัดรัด บนถ้วยวาดเป็นรูปต้นกล้วยไม้ เป็นหนึ่งในชุด ‘เหมย กล้วยไม้ ไผ่ เบญจมาศ’ ที่หลิวจี้ตั้งใจสะสม ถ้วยชาสี่ใบเป็นหนึ่งชุด เขาใช้เงินเก็บส่วนตัวแอบเก็บสะสมอยู่นานกว่าจะได้มาครบชุด
ปกติเขาจะเก็บไว้ในห้อง ยอมนำออกมาใช้รินชาให้ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ตัวน้อยดื่มเท่านั้น
หากเป็นพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่เข้าใกล้ เขาคงจะโมโหจนบ้านแตกแล้ว
ในตอนนี้ ถ้วยลายกล้วยไม้ใบนี้กลับถูกเป่าเอ๋อร์หยิบไว้ในมือ เตรียมจะรินน้ำชาดื่มเอง
แต่คาดไม่ถึงว่ากาน้ำชาจะหนักเกินไป ทำให้คุมแรงไว้ไม่อยู่ น้ำชาจึงหกออกมาทั้งหมด ไม่เพียงแค่หกเลอะเต็มผ้าปูโต๊ะ เด็กน้อยที่ยืนอยู่บนเก้าอี้ยังตกใจจนยืนไม่มั่นคง ทั้งคนทั้งถ้วยชาและกาน้ำชาจึงร่วงลงมาพร้อมกัน
“ท่านแม่!”
เสียงร้องตกใจของเป่าเอ๋อร์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเครื่องกระเบื้องที่แตกละเอียด ดังเข้าไปในหูของคนในตระกูลม่อพร้อมกัน
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อที่กำลังลูบไล้ม่านเตียงอันอ่อนนุ่มในห้องของหลิวจี้อย่างชื่นชมถึงกับสะดุ้งตกใจ รีบวิ่งออกมาจากห้องด้านใน
เมื่อเห็นลูกชายล้มลงกับพื้น กาน้ำชาแตกเป็นเสี่ยงๆ น้ำชาหกนองเต็มพื้น พี่สะใภ้ใหญ่ม่อก็ถึงกับลมหายใจสะดุด นางร้องเสียงหลงพลางรีบเข้าไปอุ้มลูกชายคนเล็กขึ้นมา ทั้งร้อนใจทั้งโมโห ตรวจดูร่างกายของลูกไปพลางตวาดถามอย่างฉุนเฉียวไปพลาง
“ทำอะไร! อยู่ดีๆ เหตุใดถึงได้ตกลงมา!”
พอถูกมารดาดุเข้า เป่าเอ๋อร์ที่ตกใจอยู่แล้วก็ปล่อยโฮออกมาทันที
พวกผู้เฒ่ารีบเข้ามาแล้วดึงพี่สะใภ้ใหญ่ม่อออกไป ก่อนจะดึงเป่าเอ๋อร์เข้ามากอดปลอบ “เป่าเอ๋อร์ เป่าเอ๋อร์” เมื่อได้ยินเด็กน้อยบอกว่าที่ตกลงมาเพราะจะรินน้ำชา พวกเขาก็แสร้งทำเป็นกระทืบเท้าลงบนเศษกระเบื้องบนพื้นสองสามที “บังอาจทำให้เป่าเอ๋อร์ของข้าหกล้ม ข้าจะเหยียบพวกเจ้าให้แหลกเลย!”
เป่าเอ๋อร์จึงค่อยๆ หยุดร้องไห้ คลายมือที่กำถ้วยชาลายกล้วยไม้แน่นออก “ท่านย่า ข้าหิวน้ำ”
ฮูหยินผู้เฒ่าม่อจึงรับถ้วยชาใบจิ๋วมาอย่างรังเกียจเล็กน้อย เดินออกไปที่หน้าประตูแล้วตะโกนเสียงดัง “มีใครอยู่หรือไม่ เอาน้ำชามาใหม่อีกกา!”
เสียงของนางยังไม่ทันขาดคำ หลี่ซื่อก็มาถึงแล้ว
นางได้ยินเสียงโครมครามดังมาจากสวนหลังบ้านจึงตกใจรีบวิ่งมาดู เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าม่อถือถ้วยลายกล้วยไม้อยู่ในมือ ในใจก็พลันโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง
หากถ้วยใบนี้แตกไป พอนายท่านใหญ่กลับมาคงได้ฉีกคนจากบ้านฝั่งภรรยาเป็นชิ้นๆ เป็นแน่
เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีก หลี่ซื่อจึงกำชับว่า “ของในห้องนี้ล้วนเป็นของที่นายท่านตั้งใจเสาะหามาและรักถนอมเป็นที่สุด หากเกิดความเสียหาย เกรงว่าพอนายท่านกลับมาจะโมโหเอาได้…คิดว่าท่านผู้เฒ่าและพวกท่านคงจะทราบดีถึงนิสัยของนายท่านใหญ่บ้านเรา ดังนั้นโปรดอย่าแตะต้องข้าวของของนายท่านเลยนะเจ้าคะ”
พูดจบนางก็ไม่รอให้ท่านปู่ม่อรู้สึกอับอายจนโมโห หลี่ซื่อรีบนำชุดน้ำชาชุดใหม่เข้ามาให้พร้อมบอกว่าเป็นความผิดของตนเองที่เตรียมการไม่ดี ทำให้คนในตระกูลม่อไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อสงบลงเล็กน้อย รีบเอ่ยว่าเข้าใจแล้ว
รอจนหลี่ซื่อทำความสะอาดพื้นเสร็จและจากไปแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ม่อจึงอธิบายภายใต้สายตาโกรธเคืองของพ่อแม่สามี
“ตอนนี้น้องเขยไม่ใช่พวกนักเลงหัวไม้เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะเจ้าคะ ตอนนี้เขาเป็นถึงนายท่านจวี่เหริน หากพวกเราทำของของเขาเสียหาย พอกลับมาเขาต้องโมโหใส่พวกเราซึ่งนั่นไม่ดีแน่”
ผู้เฒ่าทั้งสองพลันเข้าใจในทันที “มีเหตุผล มีเหตุผล” พวกเขาจึงรีบนำชุดถ้วยชาล้ำค่าอะไรนี่ไปวางไว้บนชั้นสูงๆ ทั้งยังกำชับเป่าเอ๋อร์อย่างจริงจังว่าห้ามซุกซน มิฉะนั้นเดี๋ยวท่านเขยจะไม่ให้ของดีๆ แก่เขาอีก
เป่าเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา ชี้ไปทางหลี่ซื่อที่กำลังยกอาหารเข้ามาพลางตะโกนอย่างตื่นเต้น “เนื้อ!”