ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 536 รอท่านเขยกลับมา
ตอนที่ 536 รอท่านเขยกลับมา
“ศิษย์พี่เยว่ ทางนี้ขอรับ”
เสี่ยวไหลฝูนำทางอินเยว่ ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ เข้าไปในประตูรั้วแล้วชี้ไปทางสวนหลังบ้าน จากนั้นก็ชี้ไปที่ห้องหลักซึ่งประตูแง้มเปิดอยู่
อินเยว่พยักหน้ารับรู้ โบกมือเป็นสัญญาณให้เขาออกไปวิ่งเล่นข้างนอก
มองส่งเสี่ยวไหลฝูจนลับตา อินเยว่จึงละสายตา แอบย่องไปที่ระเบียงแล้วชำเลืองมองไปยังสวนหลังบ้าน
ประตูห้องหนังสือของสามีท่านอาจารย์เปิดกว้างอยู่ ด้านในมีคนแปลกหน้าสองสามคนกำลังนั่งอยู่ พวกเขาหยิบตะเกียบขึ้นมาพร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์อาหารที่เต็มโต๊ะ พูดกันว่ากับข้าวจานนี้อร่อย เนื้อชิ้นนั้นหอมยิ่งนัก ทั้งยังส่งเสียงเคี้ยวดังมากอีกด้วย
อินเยว่กวาดตามองคนข้างในอีกครั้ง จากนั้นจึงหันหลังเดินไปยังห้องหลัก
“ท่านอาจารย์” อินเยว่ก้าวเข้าไปในประตูอย่างแผ่วเบาก็เห็นสตรีผู้หนึ่งนอนหลับตาพักผ่อนอยู่บนเตียงทันที
ใบหน้าของนางดูมีเลือดฝาด ไม่เหมือนคนที่ป่วยเป็นหวัดอย่างที่เสี่ยวไหลฝูบอกเลยสักนิด
ฉินเหยาเปิดเปลือกตาขึ้น ประกายคมปลาบวาบผ่านไปในดวงตา นางลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง กวักมือเรียกให้อินเยว่เข้าไปใกล้ๆ
อินเยว่ชี้ไปที่สวนหลังบ้าน “คนพวกนั้นเป็นใครหรือเจ้าคะ”
“ท่านตาท่านยายและลุงกับป้าสะใภ้ของต้าหลาง” ฉินเหยาอธิบายง่ายๆ แล้วหยิบเงินห้าตำลึงออกมาจากใต้หมอนส่งให้อินเยว่ “เจ้าเอาเงินนี่ไล่พวกเขาไปเสีย”
อินเยว่ถามอย่างสงสัย “ท่านอาจารย์ เหตุใดท่านไม่ไปด้วยตนเองเล่าเจ้าคะ”
ฉินเหยาหาวอย่างเกียจคร้าน “ข้าเป็นหวัด ไม่สะดวก”
“จริงหรือเจ้าคะ” อินเยว่กวาดตามองท่านอาจารย์ขึ้นลง “ท่านแน่ใจนะเจ้าคะว่าไม่ใช่เพราะกลัวความยุ่งยาก”
ฉินเหยาเหลือบตามองเล็กน้อย “ให้เจ้าไปก็ไปสิ พูดจาไร้สาระอยู่ได้”
อินเยว่ยิ้มเผล่ถอยหลังไปสองก้าว เพื่อป้องกันไม่ให้ท่านอาจารย์จู่โจมกะทันหันจนนางรับมือไม่ทันแล้วประสานมือคารวะอย่างจริงจัง “น้อมรับบัญชา! ศิษย์ไปเดี๋ยวนี้ล่ะเจ้าค่ะ!”
เมื่อเห็นอินเยว่ออกจากประตูไป ฉินเหยาก็ลงจากเตียงไปนั่งข้างหน้าต่าง แง้มหน้าต่างออกเป็นช่องเล็กๆ เพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวทางฝั่งสวนหลังบ้าน
การจะทำอะไรก็ต้องเหลือทางหนีทีไล่ไว้บ้าง การรับมือกับญาติอย่างตระกูลม่อที่มาด้วยจุดประสงค์ชัดเจนเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์เช่นนี้ จะแตกหักกับพวกเขาไม่ได้เด็ดขาด
มิฉะนั้นรับรองได้เลยว่าพวกเขาจะต้องอาละวาดจนบ้านแตกแน่
ทางที่ดีที่สุดคือให้ของเล็กๆ น้อยๆ แล้วส่งกลับไป แต่ก็ไม่อาจจะสนองความต้องการของพวกเขาอย่างไร้เงื่อนไขได้
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายจะรู้ความหรือไม่
ไม่รู้ว่าอินเยว่จะจัดการได้หรือไม่
“เจ้าเป็นใครกัน”
เมื่อเห็นอินเยว่เดินเข้าประตูมา ท่านปู่ม่อก็ขมวดคิ้วถามอย่างคาดคั้น
หลี่ซื่อทำแกงจืดผักกาดดองวุ้นขาหมูมาหนึ่งชาม ชายชรากินจนวุ้นเนื้อติดเต็มหนวดเครารอบปาก ระหว่างที่พูดก็ยังมีเศษผักกาดดองกระเด็นออกมาจากซอกฟันที่หลออีกด้วย
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าม่อและพี่สะใภ้ใหญ่ม่อกลับสูดลมหายใจเฮือกหนึ่งเมื่อเห็นใบหน้าที่เสียโฉมของอินเยว่ แววตาเผยความรังเกียจออกมา
อินเยว่แอบถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างเงียบๆ แล้วฉีกยิ้ม “คารวะท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่า ข้าชื่อเยว่เหนียง เจ้าของบ้านนี้คือท่านอาจารย์ของข้าเจ้าค่ะ”
“ท่านอาจารย์สุขภาพไม่ค่อยดีจึงให้ข้ามาดูแลทุกท่านแทน ไม่ทราบว่าอาหารมื้อนี้ถูกปากหรือไม่เจ้าคะ”
อินเยว่พูดพลางเดินมาที่โต๊ะ กวาดตามองสภาพเละเทะบนผ้าปูโต๊ะ มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย
หากสามีท่านอาจารย์กลับมาเห็นว่าอาณาเขตส่วนตัวของตนถูกทำให้เป็นเช่นนี้ เกรงว่าจะต้องคลั่งแน่ๆ
วิธีการของท่านอาจารย์ช่างร้ายกาจนัก
อินเยว่กดความสงสารที่มีต่อสามีท่านอาจารย์ของตนลงไปในใจพลางส่งสัญญาณให้ทุกคนกินต่อ ส่วนตัวเองก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ แล้วเอ่ยถามคำถามตามมารยาท
เช่นว่าปีนี้ที่บ้านเก็บเกี่ยวเป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพของผู้สูงวัยทั้งสองยังแข็งแรงดีอยู่หรือไม่
เพียงไม่นาน ก็สืบรู้เรื่องราวของตระกูลม่อจนหมดสิ้น ทั้งยังหยั่งเชิงถึงจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ของพวกเขาได้อีกด้วย
ตระกูลม่อมีข้อเรียกร้องสามประการ หนึ่งคืออยากให้ลูกๆ ได้เข้าสำนักศึกษาและเพราะบ้านอยู่ไกลเกินไปจึงอยากจะให้เด็กๆ มาอาศัยอยู่ที่บ้านของอาเขยและรบกวนให้อาเขยช่วยดูแล
อินเยว่ส่ายหน้าเงียบๆ ข้อนี้ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด ตอนนี้ที่บ้านมีเด็กๆ อยู่มากมายจนเสียงดังน่าปวดหัวอยู่แล้ว หากรับเด็กๆ ตระกูลม่อมาเพิ่มอีก จิ๊ จิ๊ จิ๊ ภาพนั้นอินเยว่ไม่กล้าคิดเลย
อีกอย่าง หากให้เด็กๆ เข้ามาอยู่ก่อน ต่อไปคนตระกูลม่ออาจจะอ้างว่าเพื่อความสะดวกในการดูแลลูกๆ แล้วขอเข้ามาอยู่ด้วย เมื่อถึงตอนนั้นก็คงจบสิ้นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น จากการพูดคุยกันเพียงชั่วครู่ อินเยว่ก็ดูออกว่าคนตระกูลม่อนั้นอยากจะอยู่ที่นี่จริงๆ
สองคือ พวกเขาต้องการผลประโยชน์ที่จับต้องได้อย่างเงินทอง เนื้อสัตว์ และธัญพืช
ก่อนหน้านี้ที่เกิดภัยตั๊กแตน ชีวิตของตระกูลม่อก็ลำบากไม่น้อยจนถึงปีนี้ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ประกอบกับปีนี้ภาษีข้าวเพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่งเสร็จสิ้นช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง แต่ที่บ้านก็ทำได้เพียงกินโจ๊กผักประทังชีวิตไปวันๆ
ส่วนเหตุผลที่พวกเขาไม่มาหาท่านเขยที่น่ารักของตนตั้งแต่ปีที่เกิดภัยตั๊กแตน ก็เพราะเรื่องของหวังหม่าอู่ได้แพร่ไปถึงหมู่บ้านตระกูลม่อ ชื่อเสียงด้านความโหดเหี้ยมของฉินเหยาเลื่องลือไปไกล พวกเขาจึงไม่กล้า
อันที่จริง ก่อนจะมาในวันนี้ พวกเขาก็รู้สึกหวาดหวั่นใจอย่างยิ่ง
ทว่าข่าวที่หลิวจี้สอบได้ตำแหน่งจวี่เหรินนั้นกระตุ้นพวกเขาได้มากกว่า ความกลัวจึงถูกกดลงไปชั่วคราว
พอมาเห็นว่าวันนี้ครอบครัวได้รับการต้อนรับด้วยอาหารและเครื่องดื่มอย่างดีจึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดอื่นขึ้นมา
นั่นก็คือข้อเรียกร้องสุดท้าย
พี่ใหญ่ม่ออยากให้ท่านเขยของตนช่วยหางานที่เป็นหลักเป็นแหล่งให้ จะเป็นเพียงเสมียนน้อยในที่ว่าการอำเภอก็ได้ หรือถ้าได้เป็นมือปราบก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก
อินเยว่รู้สึกว่าเรื่องนี้ ท่านลุงมาหาคนผิดแล้ว เขาควรจะไปหาอาจารย์นางถึงจะถูก
สามีท่านอาจารย์อาจจะไม่สามารถทำให้ท่านลุงได้เข้าไปทำงานในที่ว่าการอำเภอได้ แต่ท่านอาจารย์ทำได้อย่างแน่นอน!
แน่นอนว่า นอกจากข้อเรียกร้องที่สองแล้ว ข้ออื่นๆ อินเยว่บอกเลยว่าเป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น
“ว่าอะไรนะ เป็นไปไม่ได้” ฮูหยินผู้เฒ่าม่อร้อนใจจนลุกพรวดขึ้น เศษกระดูกบนเสื้อผ้าก็ร่วงกราวลงเต็มพื้นไปด้วย
“ท่านเขยบ้านข้าตอนนี้เป็นถึงนายท่านจวี่เหรินแล้ว การจะหาตำแหน่งในที่ว่าการอำเภอให้พี่ชายภรรยาสักตำแหน่งจะไปยากอะไร!”
ฮูหยินผู้เฒ่าม่อจ้องหน้าอินเยว่แล้วตวาดนาง “เจ้ายังเด็กไม่รู้ความ ข้าจะไม่ถือสาหาความกับเจ้า แต่เจ้าบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้อย่างนั้นรึ ข้าจะฟังจากปากของท่านเขยของบ้านข้าเอง ตอนนี้พวกเราจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จะรอท่านเขยกลับมาที่นี่แหละ!”
ยิ่งพูดเสียงของนางก็ยิ่งดังขึ้น ทั้งยังตั้งใจหันไปตะโกนโหวกเหวกไปทางเรือนส่วนหน้าราวกับกลัวว่าคนที่อยู่ในห้องหลักจะไม่ได้ยิน
ฉินเหยาปิดหน้าต่างอย่างเด็ดขาดแล้วขึ้นเตียงนอนกลางวันต่อ
เป็นไปตามคาด ไม่นานอินเยว่ก็ย่องเข้ามาข้างเตียงของนางด้วยสีหน้าห่อเหี่ยวพร้อมกับวางเงินห้าตำลึงกลับคืนมา
“ท่านอาจารย์ ข้ายังไม่มีโอกาสได้เอาเงินออกไปเลยด้วยซ้ำ พวกเขาต้องการมากเกินไป ข้าจะยอมให้พวกเขาเอาเปรียบไม่ได้เด็ดขาด!”
พูดจบ เมื่อเห็นท่านอาจารย์เพียงแค่ยัดเงินใส่ไว้ใต้หมอน ไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตา อินเยว่จึงลองหยั่งเชิง
“หรือจะให้ข้าข่มขู่พวกเขาดีเจ้าคะ”
ฉินเหยาแค่นเสียง “ถ้าจะข่มขู่ ยังต้องรอให้เจ้าลงมืออีกรึ เชื่อหรือไม่ว่าขอเพียงข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา พวกคนแซ่ม่อนั่นก็ไม่กล้าแม้แต่จะผายลมออกมาสักแอะแล้วก็จะรีบไสหัวกลับไปทันที!”
“ที่ข้าทำเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลของข้า พวกเขาอยากรอก็ให้รอไป ข้าไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องอาหารไม่กี่มื้อหรอก ไม่กี่วันนี้ก็ให้พวกเขาพักอยู่ในห้องของท่านเขยที่พวกเขารักนักรักหนานั่นแหละ”
อินเยว่ร้อง “อ้อ” ออกมาคำหนึ่ง ลุกขึ้นยืน รู้สึกว่าตนควรจะไปได้แล้ว แต่ก็หันกลับมาถามอย่างสงสัย “ท่านอาจารย์ เหตุผลอะไรของท่านหรือเจ้าคะ”
ฉินเหยา “ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น ข้าแค่ขี้เกียจจะสนใจ”
อินเยว่ขมวดคิ้วอย่างจนใจ ท่านอาจารย์ตอบได้อย่างขอไปทีจริงๆ อย่างไรเสียนางก็ไม่เชื่อ
“ปิดประตูให้ข้าด้วย”
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนเย็นเด็กทั้งสี่จะเลิกเรียนแล้วกลับมาบ้าน ฉินเหยาก็กำชับอีกว่า “เฝ้าประตูไว้ให้ดี นอกจากไปห้องน้ำแล้ว อย่าให้พวกเขาออกจากห้องหนังสือแม้แต่ครึ่งก้าว”
“…เจ้าค่ะ” อินเยว่สงสัยอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็รับคำในทันที
ในใจก็ได้แต่คิดไปว่า รอให้สามีท่านอาจารย์กลับมา คงได้คลั่งตายเป็นแน่