ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 537 ไปรับเขาด้วยตนเอง
ตอนที่ 537 ไปรับเขาด้วยตนเอง
พอตกเย็นเด็กๆ ก็เลิกเรียนกลับมา เมื่อรู้ว่าท่านตาและท่านลุงมาด้วยก็เห็นได้ชัดว่าตกใจมากกว่าดีใจ
สี่พี่น้องสบตากัน สีหน้าดูเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์เล็กน้อย
ฉินเหยานั่งอยู่ในห้องโถง ส่งสัญญาณว่าพวกเขาจะไปที่ห้องหนังสือเพื่อพบปะกันก็ได้
“ข้าไม่ไป” เอ้อร์หลางหยิบหีบหนังสือของตนแล้วเดินเข้าห้องไป กางตำราออกมาอ่าน
ซานหลางและซื่อเหนียงชะโงกศีรษะมองไปยังสวนหลังบ้านอย่างสงสัย ประตูห้องหนังสือเปิดกว้างอยู่ ด้านในมีร่างที่ทั้งแปลกหน้าและคุ้นเคยอยู่หลายคน กำลังดื่มชาและแทะเมล็ดแตงโมอย่างมีความสุข
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อเหลือบไปเห็นใบหน้าเล็กๆ สองดวงที่โผล่ออกมาจากเรือนส่วนหน้าก็โบกมืออย่างตื่นเต้น กำลังจะก้าวขาออกจากประตูก็เห็นอินเยว่ถือท่อนไม้อยู่ในมือท่อนหนึ่ง กำลังร่ายรำอยู่ที่หน้าประตูห้องหนังสือพอดิบพอดี
สีหน้าของพี่สะใภ้ใหญ่ม่อพลันเคร่งขรึม แยกเขี้ยวใส่อินเยว่เพื่อแสดงความรังเกียจ
แต่อินเยว่กลับยิ้มแย้ม กล่าวอย่างเป็นมิตรว่า “ข้างนอกอากาศหนาว ท่านลุงเข้าไปอยู่ในห้องเถิดเจ้าค่ะ ไม่ใช่ว่าท่านจะรอท่านเขยกลับมาหรอกหรือ ค่อยๆ รอไปเถิด ไม่ต้องรีบร้อน”
ฮูหยินผู้เฒ่าม่อได้ยินก็รู้ทันทีว่านางกำลังประชดประชันจึงเดือดดาลจนถ่มน้ำลายออกมา
“ข้าว่าแล้ว เหตุใดหญิงร้ายกาจผู้นั้นถึงได้เกรงใจเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นนางแอ่นประตูแดง อันใดนั่น มีลูกไม้ซ่อนอยู่นี่เอง! ข้าจะรออยู่ตรงนี้ ดูซิว่าพอลูกเขยของข้ากลับมาแล้วนางยังจะเล่นลูกไม้อะไรได้อีก!”
อินเยว่ไม่สนใจ อย่างไรเสียนางก็ฝึกวรยุทธ์อยู่ที่สวนหลังบ้านทุกวันทุกคืนอยู่แล้ว หากก้าวออกจากห้องหนังสือแล้วถูกนางทำร้ายโดยไม่ตั้งใจ นั่นก็คงเป็นเรื่องบังเอิญ
เมื่อปากยังไม่ถูกปิด พี่สะใภ้ใหญ่ม่อจึงเอ่ยปากตะโกนขึ้นว่า “ซานหลางกับซื่อเหนียงกลับมาแล้วรึ”
ฝาแฝดที่ชะโงกหน้าอยู่หดศีรษะกลับไปทันที รีบวิ่งเข้าห้องไปเข้าร่วมกลุ่มเรียนหนังสือกับพี่รอง ราวกับว่าป้าสะใภ้ของตนถูกปีศาจสิงสู่ก็มิปาน
ต้าหลางถอนหายใจอย่างจนใจ แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยชอบญาติฝ่ายลุงเท่าไรนัก แต่เมื่อท่านตาท่านยายมาแล้วก็ยังคงต้องไปทักทาย
“ท่านแม่ ข้าไปดูที่สวนหลังบ้านหน่อยนะขอรับ” ต้าหลางขออนุญาตจากฉินเหยา
ฉินเหยาพยักหน้า “ไปเถิด ญาติผู้น้องชายของเจ้าจากบ้านลุงใหญ่ก็มาด้วย”
ฉินเหยาบอกให้นำชากาใหม่ไป บอกให้ต้าหลางถือไปด้วย ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้นจะต้องไม่ขาดตกบกพร่องเป็นอันขาด
ต้าหลางพูดอย่างเขินอายเล็กน้อย “ทำให้ท่านแม่ลำบากแล้ว”
ฉินเหยาเคาะหน้าผากของเด็กหนุ่มไปทีหนึ่ง แรงไม่เบาเลย จนต้าหลางร้อง “โอ๊ย” ออกมาคำหนึ่งแล้วก็ไม่รู้สึกเขินอายอีกต่อไป ในใจก็ผ่อนคลายลง มองฉินเหยาอย่างนึกไม่ถึงแล้วจึงถือกาชาไปยังห้องหนังสือในสวนหลังบ้าน
ไม่นานนักก็มีเสียงร้องโหยหวนคร่ำครวญของฮูหยินผู้เฒ่าม่อดังมาจากทางห้องหนังสือ
ยังคงเป็นบทละครเดิมที่ฉินเหยาเคยเห็นมาก่อน ร้องไห้ว่าลูกสาวของตนน่าสงสาร ร้องไห้ว่าหลานชายของตนน่าน่าสงสาร ร้องไห้ว่าตัวเองน่าสงสาร
ต้าหลางถูกจับมือไว้ข้างหนึ่ง มองดูฮูหยินผู้เฒ่าม่อที่นั่งร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่ตรงหน้าราวกับนั่งอยู่บนเข็ม นั่งไม่ติดที่
หลังจากอดทนอยู่นานครึ่งเค่อ ต้าหลางก็ทนไม่ไหว แอบดึงมือของตนกลับแล้วหาข้ออ้างปลีกตัวออกมา
เมื่อกลับมาถึงโต๊ะอาหารในห้องโถง ต้าหลางก็เช็ดเหงื่อบนหน้าผากราวกับได้เกิดใหม่ “ท่านยายร้องไห้เก่งเกินไปแล้ว”
เอ้อร์หลางทำหน้าเหมือนกับว่าข้ารู้อยู่แล้ว ตบไหล่พี่ใหญ่ด้วยความเห็นใจ “ลำบากพี่ใหญ่แล้ว”
ต้าหลางส่ายหน้า แสดงออกว่าตนไม่เป็นไร
เขากลับเป็นห่วงบิดาแท้ๆ ของตนขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ท่านแม่ ท่านพ่อจะกลับมาพรุ่งนี้ใช่หรือไม่ขอรับ” ต้าหลางถาม
ฉินเหยากินข้าวไปพลางตอบอย่างอู้อี้ “น่าจะใช่”
เมื่อกลืนข้าวในปากลงไปแล้ว ฉินเหยาจึงกล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปส่งพวกเจ้าที่สำนักศึกษาแล้วแวะไปที่อำเภอเสียหน่อย เอาเรื่องสำนักศึกษาของหมู่บ้านไปแจ้ง จะได้รีบเชิญท่านอาจารย์กลับมาเร็วๆ”
สี่พี่น้องแอบสบตากันแล้วก็แอบยิ้ม ท่านแม่ต้องไปรับท่านพ่อแน่ๆ
“ยิ้มอะไรกัน กินข้าวดีๆ!” ฉินเหยาส่งสายตาคมกริบไปให้ สี่พี่น้องก็กลายเป็นเด็กดีในทันที อุ้มชามข้าวขึ้นมาแล้วกินคำใหญ่
แต่พอคิดว่าพรุ่งนี้ท่านพ่อกับท่านอาอาวั่งจะกลับมาก็อดไม่ได้ที่มุมปากจะยกขึ้นสูง
หลังมื้ออาหารเย็น คนตระกูลม่อก็ขอผ้าห่มผืนหนึ่งมาปูนอนกับพื้น หลังจากนั้นก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรอีก
คืนนั้นผ่านไปอย่างสงบสุข
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่ลูกห้าคนกินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ขับรถม้าออกจากบ้านไป
อินเยว่ยังคงอยู่ที่บ้าน คอยเฝ้าคนตระกูลม่ออยู่ที่สวนหลังบ้านต่อไป
ตามแผนเดิมของตระกูลม่อ พวกเขาตั้งใจจะให้ฮูหยินผู้เฒ่าม่อกับพี่สะใภ้ใหญ่ม่อสองคนอาศัยจังหวะที่ฉินเหยาออกจากบ้าน ไปป่าวประกาศทั่วหมู่บ้านตระกูลหลิว
เมื่อถึงตอนนั้นหากสามีภรรยาฉินเหยาไม่ให้ผลประโยชน์อะไรแก่พวกเขาบ้างก็จะถูกคนนินทาว่าร้ายได้
น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเขาออกจากประตูห้องหนังสือไม่ได้ คนตระกูลม่อหลายคนจึงทำได้เพียงนั่งกินอาหารเช้าอย่างดีอยู่ในห้อง มองหน้ากันไปมา
แต่ต้องยอมรับเลยว่า อาหารที่บ้านท่านเขยนี่หอมอร่อยจริงๆ!
เป่าเอ๋อร์ถึงกับรู้สึกว่า เขาไม่ต้องการของดีอะไรจากอาเขยอีกแล้ว ขอแค่ได้แทะน่องไก่อีกสักชิ้นก็พอ
ล้อรถม้าหมุนไปข้างหน้าแล้วก็หยุดลงกะทันหันที่หน้าประตูสำนักศึกษาตระกูลติง ฝุ่นควันนั้นตลบอบอวลไปหมด
คนอื่นๆ ที่เห็นก็ไม่ต้องเดาเลย คนที่ขับรถม้าเช่นนี้ทั้งเมืองมีเพียงคนเดียว นั่นก็คือผู้ใหญ่บ้านฉินเหนียงจื่อแห่งหมู่บ้านตระกูลหลิว
เมื่อฝุ่นควันเบื้องหน้าจางลงก็เป็นไปตามคาด นั่นคือฉินเหนียงจื่อนั่นเอง
“ตั้งใจเรียนเล่า” ฉินเหยากำชับเด็กๆ ด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการ
จินฮวาจินเป่าเอ่ย “เจ้าค่ะ/ขอรับ”
พวกต้าหลางสี่พี่น้อง “ท่านแม่เดินทางกลับดีๆ นะขอรับ/เจ้าคะ”
ฉินเหยาทำมือเป็นสัญลักษณ์ว่าโอเค มองส่งเด็กๆ เดินเข้าไปในสำนักศึกษาแล้วก็เลี้ยวหัวรถม้าขับต่อไปยังอำเภอไคหยาง
นางเข้าเมืองมาแต่เช้า พอจัดการเรื่องของหมู่บ้านเสร็จ ดวงอาทิตย์ก็เพิ่งจะลอยขึ้นมาถึงกลางฟ้า
ซ่งจางรู้ว่านางมาจึงให้คนไปเรียกนางมาที่บ้านเพื่อสังสรรค์กันเล็กน้อย แต่คาดไม่ถึงว่าฉินเหยาจะปฏิเสธ
นางขับรถม้ามาหาที่ร่มๆ ข้างถนนหลวงนอกเมือง กำลังจะเอาใบตองที่เด็ดมาจากข้างทางมาปิดหน้าเพื่อพักผ่อนสักครู่พลันก็ได้ยินเสียงเรียกอย่างดีใจดังขึ้นที่ข้างหูว่า
“เมียจ๋า!”
“เมียจ๋า ใช่เจ้าหรือไม่เมียจ๋า?!”
ฉินเหยาหันไปมองด้านหลังรถม้าก็เห็นขบวนคนกลุ่มหนึ่งกำลังขับเคลื่อนมาด้วยความเร็วคงที่บนถนนหลวง
คนที่นำหน้าเปิดทางคือสือโถวกับอากู่สองคน
ส่วนเสียงเรียกอย่างดีใจนั้น ดังมาจากรถม้าที่อยู่ด้านหลังของคนทั้งสอง
เดิมทีหลิวจี้คิดว่าตนเองตาฝาดไป เมื่อเห็นคนบนรถม้าที่อยู่ข้างทางข้างหน้าหันมามอง ใบหน้าที่มักจะปรากฏขึ้นในความคิดถึงก็ปรากฏขึ้นในสายตา แววตาก็พลันสว่างวาบขึ้นทันที
เขาโผล่ออกมาจากตัวรถม้าแล้วเร่งสารถีอย่างใจร้อน “อาวั่ง เจ้าเร็วหน่อย!”
“เมียจ๋า!” หลิวจี้ยื่นมือออกไปยาวๆ โบกมืออย่างแรง กลัวว่านางจะไม่เห็นตน
ทว่า พอฉินเหยามองมาจริงๆ รอยยิ้มของหลิวจี้ก็พลันแข็งทื่อไป
เขานึกขึ้นได้ว่า ตลอดทางมานี้เขากังวลเรื่องเงินห้าสิบตำลึงในกระเป๋าของอาวั่งอยู่ตลอดเวลาแล้วตัดสินใจแล้วว่าครั้งนี้กลับบ้านไปจะต้องไม่ทำสีหน้าดีๆ กับสตรีใจร้ายนางนี้ก่อนเด็ดขาด เขาจะทำให้นางรู้ว่าเขาโกรธแค่ไหน จะทำให้นางรู้ว่าตัวเองผิดมหันต์เพียงใด!
ทว่า เมื่อครู่เพียงเขาเห็นรถม้าที่คล้ายกับรถม้าที่บ้านก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ยิ้มออกมาอย่างดีใจและตื่นเต้นทันที
เพราะ…สตรีใจร้ายมารับเขากลับบ้านด้วยตนเองเลย!
นางมารับเขาด้วยตนเอง!
ความโกรธที่หลิวจี้เก็บกดไว้ในใจมานานกว่าครึ่งเดือนก็พลันมลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
รถม้าจอดลงข้างทาง หลิวจี้ก็กระโดดลงจากรถม้าทันทีแล้วเดินเร็วๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าฉินเหยา อ้าแขนออกแต่ก็หุบลง อยากจะปล่อยตัวปล่อยใจแต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายก็อดไม่ได้ อ้าแขนออกเตรียมจะดึงนางเข้ามากอดให้แน่นๆ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามคาดและอยู่เหนือหลักเหตุผล หน้าอกของเขาถูกชกเข้าอย่างจัง
หลิวจี้เซถอยหลังไป กุมหน้าอกที่เจ็บปวด เงยหน้าขึ้นถอนหายใจอย่างพึงพอใจ “ใช่ ความรู้สึกนี้แหละ!”
กงเหลียงเหลียวและฉีเซียนกวนบนรถม้า ช่างน่าสมเพชเสียจริง