ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 539 ชมละครฉากใหญ่
ตอนที่ 539 ชมละครฉากใหญ่
………………..
“ท่านเขยกลับมาแล้วจริงๆ!”
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงก่อนใคร เมื่อเห็นหลิวจี้นั่งดื่มชาอยู่ข้างในก็ตะโกนบอกทุกคนที่อยู่ข้างหลังด้วยความดีใจ
ท่านปู่ม่อและฮูหยินผู้เฒ่าม่อเค้นรอยยิ้มออกมาบนใบหน้าที่เหี่ยวย่น ผลักเป่าเอ๋อร์ไปข้างหน้า “รีบคารวะอาเขยของเจ้าเสียสิ!”
เป่าเอ๋อร์ยังคงงุนงงและหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นคนที่เรียกกันว่าท่านอาเขยนั่งอยู่บนเก้าอี้ราชครู จ้องมองตนด้วยสายตาไม่เป็นมิตรก็ตกใจจนทรุดตัวลงกับพื้นเสียงดังตุบ คารวะแบบคุกเข่าในทันที
“นี่ทำอะไรกัน” หลิวจี้ถามอย่างไม่พอใจ
โชคดีที่ไม่มีคนนอกอยู่ มิฉะนั้นหากมีคนมาเห็นภาพนี้เข้า คงคิดว่าเขาทำอะไรเด็กน้อยคนนั้นไปแล้ว
ปฏิกิริยาของหลิวจี้กลับอยู่ในความคาดหมายของคนตระกูลม่อ
อย่างไรเสีย พวกเขาก็รู้ดีแก่ใจว่าในตอนนั้นตนปฏิบัติต่อท่านเขยสารเลวผู้นี้ไว้อย่างไรบ้าง
แต่ใครจะไปคิดเล่าว่าอันธพาลที่ไม่เอาไหนในวันนั้น วันนี้จะกลายเป็นนายท่านจวี่เหรินผู้สูงส่งไปได้
หากรู้ว่าจะมีวันนี้ ในตอนนั้นพวกเขาก็คงไม่พูดจาดูถูกเหยียดหยามเขาถึงเพียงนั้น
และคงไม่เป็นเหตุให้เมื่อได้พบหน้าท่านเขยจวี่เหรินในวันนี้ อีกฝ่ายจึงไม่ไว้หน้าพวกเขาเช่นนี้
ผู้ใหญ่สี่คนของตระกูลม่อต่างมองหน้ากันไปมา ในที่สุดท่านปู่ม่อก็กัดฟันคุกเข่าลงข้างๆ เป่าเอ๋อร์
“นายท่านจวี่เหริน เมื่อก่อนเป็นข้าผู้เฒ่าที่มีตาแต่หามีแววไม่ ขอท่านผู้สูงศักดิ์อย่าได้ถือสาคนต่ำต้อยเลย จะเกลียดก็เกลียดข้าผู้เฒ่าปากเสียผู้นี้เถิด อย่าได้ไปถือสาหาความกับเด็กรุ่นหลังเลย เพราะอย่างไรเสีย…พวกเราก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
ท่านปู่ม่อเช็ดน้ำตาพลางร้องไห้ “ที่บ้านลำบากจนอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ เห็นแก่ลูกสาวของข้าและต้าหลางกับเด็กๆ เถิด ท่านโปรดเมตตา ช่วยเหลือพี่ชายภรรยาของท่านด้วยเถิด…”
เมื่อผู้เฒ่าคุกเข่าแล้ว พี่ใหญ่ม่อกับพี่สะใภ้ใหญ่ม่อก็รีบคุกเข่าลงตามลงไป บอกว่าเมื่อก่อนพวกเขาผิดไปแล้ว ขอให้หลิวจี้อย่าได้ถือสาหาความกับพวกเขาเลย
การกระทำที่นอบน้อมเช่นนี้ การประจบประแจงเช่นนี้ อย่าว่าแต่หลิวจี้เลย ต่อให้เปลี่ยนเป็นฉีเซียนกวนผู้ซึ่งฝึกฝนคุณลักษณะของวิญญูชนมาโดยเฉพาะ ในยามนี้ก็อดที่จะใจอ่อนไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองดูคนที่เคยดูถูกตนเองอย่างยิ่งในอดีต ตอนนี้กลับยอมคุกเข่าลงแทบเท้าเพื่อยอมรับผิดด้วยความเต็มใจ ในใจของหลิวจี้ก็รู้สึกสะใจอย่างถึงที่สุด!
พูดตามตรง หากไม่ใช่เพราะเงยหน้าขึ้นไปแล้วเหลือบเห็นสายตาเย็นชาของสตรีใจร้ายที่หน้าประตูห้องครัว เขาคงจะแสร้งทำเป็นใจกว้างไม่ถือสาแล้วรับปากไปแล้วว่า เรื่องของพี่ชายภรรยาก็คือเรื่องของข้าเอง ทุกอย่างยกให้ข้าจัดการได้เลย!
แน่นอนว่า ในช่วงเวลาสำคัญ สมองก็พลันเยือกเย็นลง กดคำพูดในใจเอาไว้
หลิวจี้ลุกขึ้นยืน พยุงคนตระกูลม่อที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าให้ลุกขึ้น ยินดีที่จะแสดงบทบาทของท่านเขยผู้ไม่คิดแค้นพลางลูบศีรษะเล็กๆ ของเป่าเอ๋อร์เบาๆ หยิบขนมชิ้นหนึ่งจากบนโต๊ะให้เขาแล้วเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน
“อายุเท่าไรแล้ว เคยเรียนหนังสือไหม อยากจะสอบเคอจวี่เป็นนายท่านจวี่เหรินเหมือนอาเขยหรือไม่”
ถามเป่าเอ๋อร์ยังไม่พอ ยังพยุงผู้สูงวัยทั้งสองไปนั่ง บอกว่าเมื่อก่อนตนเองก็ไม่รู้ความเช่นกันแล้วถามไถ่ถึงสุขภาพของผู้สูงวัยทั้งสอง
สุดท้ายก็หันไปสั่งทางห้องครัวว่า “หลี่ซื่อ เจ้าเอาอาหารดีๆ ในบ้านออกมาให้หมด เดี๋ยวข้าจะไปดื่มกับพี่ชายภรรยาที่ห้องหนังสือสักสองสามจอก!”
“ฮ่าๆๆๆ เมื่อก่อนข้าต้องขอโทษพวกท่านจริงๆ ครานี้ต้องให้ข้าได้ชดเชยให้พวกท่านดีๆ ห้ามปฏิเสธเป็นอันขาด ไม่กี่วันนี้ก็พักอยู่ที่บ้าน กินดีอยู่ดี ไม่ต้องคิดจะประหยัดเงินให้ข้า!”
หลี่ซื่อทำหน้าตกตะลึง ไม่คิดว่านายท่านจะเปลี่ยนหน้าได้เร็วถึงเพียงนี้
นางมองไปทางนายหญิงที่อยู่ข้างประตูก่อน เมื่อเห็นว่านางไม่มีทีท่าว่าจะห้ามจึงได้รับคำ
แต่ในใจของหลี่ซื่อก็ยังคงกังวล “ฮูหยิน จะปล่อยให้นายท่านทำเช่นนี้โดยไม่สนใจหรือเจ้าคะ”
ฉินเหยานึกถึงสภาพเละเทะในห้องหนังสือ มุมปากยกก็โค้งขึ้น เผยรอยยิ้มชั่วร้าย “ปล่อยให้กระสุนบินไปสักพักก่อน”
“หา” หลี่ซื่อไม่เข้าใจ “ไข่อะไรหรือเจ้าคะ วันนี้นายหญิงอยากกินเค้กไข่หรือ”
“ไม่มีอะไร” ฉินเหยากระแอมสองสามทีเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนแล้วส่งสัญญาณให้หลี่ซื่อเตรียมการต่อ
ส่วนตนเองก็พิงอยู่ข้างประตู รอชมละครดีๆ อีกสักครู่
ในห้องโถง หลิวจี้ถูกคนตระกูลม่อล้อมรอบ ฟังคำพูดประจบประแจงต่างๆ ของพวกเขา ดวงตาก็หรี่ลง เห็นได้ชัดว่าพึงพอใจอย่างยิ่ง
ทว่าสำหรับเรื่องตำแหน่งงานที่พี่ใหญ่ม่อเสนอขึ้นมานั้น หลิวจี้กลับไม่ได้ตอบรับในทันที
ตนเองมีดีแค่ไหน เขาย่อมรู้ดีที่สุด เรื่องนี้หากไม่มีเงินสินบนก็คงจัดการไม่ได้เป็นแน่และในกระเป๋าของเขา…ก็ไม่มีเงินเลยสักเหวินเดียว
ส่วนในกระเป๋าของคนตระกูลม่อนั้น เกรงว่าจะสะอาดยิ่งกว่าฝ่ามือขาวๆ ของเขาเสียอีก
ช่วยคนทำธุระ จะมีเหตุผลใดที่ไม่รับผลประโยชน์แล้วยังต้องควักเนื้ออีกเล่า
หลิวจี้ยิ้มฮ่าๆ ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนแม้แต่ครึ่งคำ
ผู้สูงวัยทั้งสองสบตากันแล้วผลักเป่าเอ๋อร์ไปข้างหน้า พูดถึงเรื่องการเข้าสำนักศึกษาของเด็ก
สำนักศึกษาของหมู่บ้านตระกูลหลิวสร้างเสร็จแล้ว เรื่องนี้หลิวจี้รู้ แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้าน เขาพูดแล้วจะนับได้หรือ
หลิวจี้พลันชะงักไป เมื่อครู่ยังถูกคนตระกูลม่อยกยอปอปั้นจนลอยขึ้นสวรรค์ คิดว่าตนเองรู้ทุกอย่างทำได้ทุกอย่าง มาตอนนี้ก็สงบลงได้อีกเล็กน้อย
ส่ายศีรษะไปมา หลิวจี้พยายามจะตั้งสติ
คาดไม่ถึงว่า พี่สะใภ้ใหญ่ม่อจะพูดถึงเรื่องที่หมู่บ้านบ้านเดิมของนางมีญาติผู้น้องหญิงที่ยังสาวและงดงามอยู่คนหนึ่ง หากท่านเขยไม่รังเกียจ นางจะไปรับญาติผู้น้องคนนั้นมาด้วยตนเอง มาอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยคลายเหงาให้ท่านเขย
หลี่ซื่อที่ได้ยินคำพูดนี้อยู่ในห้องครัวก็ตกใจจนตะหลิวเหล็กในมือแทบจะสั่นและหลุดมือไป
นางรีบหันกลับไปมองทางประตูห้องครัว ฉินเหยาไปหาเก้าอี้มาให้ตนเองตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมพลางมองดู ‘ละครโรงใหญ่’ ในห้องโถงอย่างสนใจราวกับไม่เกี่ยวกับตนเอง
เห็นได้ชัดว่านายหญิงไม่ได้หันมา แต่นางกลับเหมือนจะมองเห็นหลี่ซื่อได้จึงยกมือขึ้นโบกไปมา ส่งสัญญาณให้หลี่ซื่อผัดกับข้าวของนางต่อไป
คำพูดที่หลี่ซื่อกำลังจะเอ่ยว่า “ฮูหยินท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ” ก็ถูกกลืนกลับลงไปอย่างยากลำบาก
นางเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวในห้องโถง แอบภาวนาในใจขอให้นายท่านใหญ่อย่าได้ลิงโลดจนลืมตัว ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ลงไป
โชคดีที่ในห้องโถงไม่มีเสียงตอบรับอย่างดีใจของนายท่านใหญ่ดังออกมา
ได้ยินเพียงเสียงหลิวจี้ไออย่างรุนแรงขึ้นมาสองสามครั้ง ขัดจังหวะพี่สะใภ้ใหญ่ม่อที่ยิ่งพูดก็ยิ่งออกรสอย่างกระตือรือร้น
“ท่านเขยจวี่เหรินท่านเป็นอะไรไปหรือ” คนตระกูลม่อรีบแสดงความห่วงใยทันที พี่ใหญ่ม่อลูบหลังให้หลิวจี้อย่างเอาใจ
หลิวจี้พักอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยๆ ดีขึ้น ผลักคนตระกูลม่อที่เหม็นคลุ้งเพราะไม่ได้อาบน้ำมานานแค่ไหนก็ไม่รู้ออกไปแล้วลุกขึ้นถามว่า
“หลี่ซื่อ กับข้าวเสร็จหรือยัง”
หลี่ซื่อตอบ “ใกล้จะเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
หลิวจี้ร้องอ้อคำหนึ่งแล้วก็รู้สึกผิดในใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ได้มองไปทางฉินเหยาที่กำลังแทะเมล็ดแตงโมอยู่หน้าประตูแล้วชวนคนตระกูลม่อตามตนไปนั่งรออาหารที่ห้องหนังสือ
ฉินเหยาวางเมล็ดแตงโมในมือลงทันทีแล้วลุกขึ้นตามไป
หลิวจี้ไหวพริบดีมาก สัมผัสได้ทันทีว่านางตามมา แต่เมื่อคิดว่านางก็เป็นเจ้าของบ้านคนหนึ่งเช่นกัน การต้อนรับแขกก็ย่อมต้องทำร่วมกันจึงไม่ได้คิดอะไรมาก
จากบ้านไปนาน สิ่งแรกที่หลิวจี้นึกถึงก็คือเงินในมือของสตรีใจร้ายที่บ้าน…
สิ่งที่สอง ก็คือห้องหนังสือที่เป็นโลกส่วนตัวของเขาเพียงผู้เดียว
หลิวจี้มาถึงหน้าประตูห้องหนังสืออย่างคาดหวัง อืม ประตูเปิดอยู่ ไม่เป็นไร คงเป็นเพราะเมื่อครู่คนตระกูลม่อรออยู่ข้างใน
ก้าวเข้าประตูไป เงยหน้าขึ้น
พื้นเต็มไปด้วยรอยรองเท้าสีดำ เศษกระดูกและเก้าอี้กับแจกันที่วางระเกะระกะ
ผ้าปูโต๊ะลายดอกโบตั๋นที่ยับยู่ยี่ส่งกลิ่นแปลกๆ ถูกปูอยู่บนโต๊ะแปดเซียนที่เขาตั้งใจเสาะหามาเป็นพิเศษ
สัมภาระที่วางเกลื่อนกลาด ผ้าเช็ดหน้าสีดำๆ ที่เต็มไปด้วยเหงื่อไคลผืนหนึ่งพาดอยู่บนชั้นวางบอนไซที่เขาชอบที่สุด บังต้นสนสีเขียวเล็กๆ ข้างบนไว้จนมิด
ห้องด้านใน เตียงที่เคยสะอาดสะอ้านของเขากลับมีผ้าห่มที่กองสุมกันอย่างไม่เป็นระเบียบ บนพื้นยังมีที่นอนปูไว้อีกหนึ่งที่ ทับผ้าห่มขนแกะผืนงามของเขาจนยับยู่ยี่
หลิวจี้ไม่เชื่อสายตา ถอยออกมานอกประตู หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง…
ทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นเรื่องจริง!
เมื่อนึกถึงขวดกระเบื้อง ถ้วยชาและหนังสือฉบับเดียวที่ตกทอดมาที่เขาสะสมไว้ หลิวจี้ก็รีบยกชายเสื้อขึ้นแล้ววิ่งเข้าไปในห้องหนังสือด้านข้าง
ที่นี่ไม่มีความสะอาดเรียบร้อยเหมือนตอนที่เขาจากไปเลย ของล้ำค่าของเขากระจัดกระจายอยู่ทุกมุมห้อง
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วก็หายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง กำหมัดแน่น ควบคุมตัวเองไม่ได้เลยแล้วระเบิดเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวราวกับกระรอกดิน “อ๊าา!!!”