ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 540 ไสหัวไปให้พ้น!
ตอนที่ 540 ไสหัวไปให้พ้น!
………………..
“ฝีมือใคร!”
“นี่มันฝีมือใครกันวะ!”
หลิวจี้ยืนอยู่กลางลานบ้าน ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับจะพ่นไฟออกมาได้ ทำให้คนตระกูลม่อหลายคนตัวสั่นเทาและถอยหลังไม่หยุด
แม่เจ้าโว้ย ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเวลาท่านเขยโมโหจะน่ากลัวถึงเพียงนี้
เป่าเอ๋อร์ร้องไห้จ้าออกมา แต่ยังไม่ทันจะได้ส่งเสียงร้องเต็มที่ก็ถูกพี่สะใภ้ใหญ่ม่อปิดปากไว้
สายตาพังทลายของหลิวจี้กวาดผ่านใบหน้าแต่ละคนตรงหน้า สุดท้ายก็จับจ้องไปที่คนตระกูลม่อหลายคนที่เห็นได้ชัดว่าร้อนตัว
พี่ใหญ่ม่อเอ่ยถามตะกุกตะกัก “น้องเขย เจ้า…เจ้าเป็นอะไรหรือ”
หลิวจี้คำรามด้วยความโกรธ “ข้าดูเหมือนคนที่ไม่เป็นไรหรือไง?!”
น้ำลายกระเด็นใส่หน้าพี่ใหญ่ม่อเต็มๆ เขาจึงรีบยกแขนเสื้อขึ้นมาบัง แต่น่าเสียดายที่ไม่เป็นผล
สำหรับคนตระกูลม่อแล้ว ความโกรธเกรี้ยวของหลิวจี้ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายโมโหเรื่องอะไร
บ้านของใครบ้างที่ไม่เป็นแบบนี้
พวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย แค่วางของไม่เป็นระเบียบไปหน่อย ยังไม่ทันได้เก็บกวาดเท่านั้นเอง
เมื่อเห็นว่าคนตระกูลม่อไม่มีท่าทีสำนึกผิด แถมยังมองตนด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ หลิวจี้ก็ไม่อาจสะกดกลั้นความโกรธในใจได้อีกต่อไป คว้าไม้กวาดในลานบ้านขึ้นมาแล้วเริ่มไล่คน
“ไสหัวไป!”
“ไสหัวไปให้พ้น!”
“หากบิดาเห็นพวกเจ้าอีกล่ะก็ ข้าจะตีให้ตายเลย!”
ทุกคนในตระกูลม่อตกใจจนหน้าซีดเผือด หลบไม้กวาดที่หลิวจี้ขว้างมาอย่างทุลักทุเลพลางอธิบายอย่างร้อนรนว่า “ท่านเขย ท่านเขย ท่านอย่าโมโหไปเลย พวกเราไปเก็บกวาดห้องให้ท่านเดี๋ยวนี้ก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ”
พวกเขาไม่พูดถึงเรื่องนี้ก็ยังดี พอพูดขึ้นมา หลิวจี้ก็นึกถึงโลกใบเล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างดี แต่บัดนี้กลับไม่ต่างอะไรกับคอกหมู ยิ่งทำให้เขาโมโหหนักขึ้นไปอีก ตะโกนลั่นไปทางสวนหลังบ้าน
“อาวั่ง เอาเกวียนวัวของพวกเขาไปเทียมซะ! ไสหัวไปให้ไกลๆ อย่าให้ข้าต้องมาเห็นหน้าตาที่น่ารังเกียจของพวกเจ้าอีก!”
เมื่อเห็นเป่าเอ๋อร์ถูกพวกผู้ใหญ่ที่วิ่งหนีทิ้งเอาไว้ ยืนร้องไห้อย่างหมดหนทางอยู่กลางลาน ด้วยความคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรลงที่เด็ก หลิวจี้จึงล้วงเอาเหรียญเงินทั้งหมดในอกเสื้อออกมา ยัดใส่คอเสื้อของเด็กจนหมดแล้วหิ้วคอเสื้อเด็กคนนี้ตรงไปยังประตูใหญ่
ความเร็วในการเทียมเกวียนของอาวั่งนั้นเรียกได้ว่าเป็นเลิศ เพียงชั่วครู่เดียว เกวียนวัวที่คนตระกูลม่อขับมาก็ถูกเทียมเรียบร้อยและจูงมาถึงหน้าประตูใหญ่แล้ว
หลิวจี้อุ้มเป่าเอ๋อร์วางบนเกวียนแล้วกำชับอย่างจริงจังว่า
“กินข้าวดีๆ อาบน้ำสระผมบ่อยๆ อย่าเอาอย่างพ่อแม่ปู่ย่าของเจ้า เป็นคนดีเข้าไว้ พึ่งพาความขยันของตัวเองเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี!”
เป่าเอ๋อร์ถึงกับงงจนลืมร้องไห้ แต่ก็ยังพยักหน้าอย่างว่าง่าย สะอึกสะอื้นพลางตอบ “รู้…รู้แล้วขอรับอาเขย”
หลิวจี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตบศีรษะของเด็กน้อยแล้วหันกลับเข้าไปในบ้านเพื่อเก็บของทั้งหมดในห้องโถงมา ทั้งขนมที่ยังกินไม่หมดและลูกกวาด เอามายัดใส่มือจนเป่าเอ๋อร์แทบจะถือไม่ไหว
หลิวจี้ตบมือแล้วหันกลับมาเห็นว่าผู้ใหญ่สี่คนของตระกูลม่อยังไม่ขึ้นเกวียนก็สติแตกทันที “ไสหัวไปสิ!”
ท่านปู่ม่อกุมหน้าอก ชี้หน้าหลิวจี้ ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธ “เจ้า…เจ้าคนพาลไร้ยางอาย! ข้าเป็นพ่อตาของเจ้านะ เจ้าทำกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร”
ดวงตาของหลิวจี้หรี่ลงอย่างอันตราย ดีนัก ตอนนี้ไม่เรียกเขาว่าท่านเขยจวี่เหรินอีกแล้ว แต่ด่าว่าเป็นคนพาลไร้ยางอายเลย!
หลิวจี้ถุยน้ำลาย “พ่อตา? ท่านเป็นพ่อตาบ้านไหนกัน ไปถามคนทั้งหมู่บ้านดูสิ คนจากบ้านเดิมของเมียจ๋าข้าตายไปหมดแล้ว!”
หลิวจี้ไม่อยากจะพูดกับพวกเขาอีกแม้เพียงครึ่งคำ มิฉะนั้นเขาเกรงว่าตนจะอดใจไม่ไหวฟาดไม้กวาดลงไปจริงๆ
ตอนนี้พอนึกถึงความสกปรกเหม็นอับในห้องหนังสือ หลิวจี้ก็เจ็บปวดใจจนแทบหายใจไม่ออก
“รีบไป!” หลิวจี้ส่งสายตาให้อาวั่งทันที
อาวั่งลังเลเล็กน้อย แอบมองเข้าไปในลานบ้าน เมื่อเห็นฮูหยินยิ้มพลางพยักหน้าให้ เขาจึงเข้าไป ‘พยุง’ สองผู้เฒ่าตระกูลม่อรวมถึงพี่ใหญ่ม่อและพี่สะใภ้ใหญ่ม่อขึ้นเกวียนวัว
“เดี๋ยวก่อน”
ฉินเหยาเอ่ยขึ้นมาทันที
ทุกคนหันไปมองก็เห็นสองมือนางถือกระสอบข้าวสารใบใหญ่ข้างละใบเดินออกมาอย่างรวดเร็ว วางลงบนเกวียนวัวของตระกูลม่อ
หลี่ซื่อตามออกมาทีหลัง ถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยไข่ไก่และหมูแดดเดียวห้าชิ้นเอามาวางไว้รวมกับข้าวสาร
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาประหลาดใจของคนตระกูลม่อ ฉินเหยาก็ฝืนยิ้มอย่างจนใจราวกับจะบอกว่านี่เป็นเรื่องน่าอายในครอบครัวที่ไม่อยากให้คนนอกรู้และนางเองก็จนปัญญาที่จะจัดการกับหลิวจี้ได้ ตบแขนของพี่สะใภ้ใหญ่ม่อหนักๆ ทุกอย่างล้วนอยู่ในความเงียบนั้นแล้ว
“เดินทางดีๆ นะ” พูดจบ ฉินเหยาก็ถอยออกมา โบกมือให้คนตระกูลม่อ
เมื่อบรรยากาศมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้คนตระกูลม่อไม่อยากไปก็ต้องไป
พวกเขาเหลือบมองหลิวจี้ด้วยความเกลียดชังและความกลัวอีกสองสามครั้ง ก่อนจะขับเกวียนวัวจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
แต่เมื่อเห็นข้าวของที่เต็มคันเกวียนรวมถึงขนมและลูกกวาดที่เป่าเอ๋อร์อุ้มจนล้นมือ พวกเขาก็พลันรู้สึกผิดต่อฉินเหยาขึ้นมาเล็กน้อย
ที่แท้ก็เป็นเจ้าหลิวซานเอ๋อร์ที่พูดจาเหลวไหลทั้งเพ ที่จริงแล้วฉินเหนียงจื่อเป็นคนดีมาก ก่อนหน้านี้ยังเลี้ยงดูปูเสื่อพวกเขาอย่างดี ไม่เหมือนหลิวจี้ที่พลิกหน้าเป็นหลังมือไม่รู้จักคน
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อล้วงเหรียญเงินทั้งหมดออกจากคอเสื้อของลูกชายมานับดู มีถึงสองร้อยเหวิน
“หากรู้แต่แรกว่าท่านเขยเจ้าระเบียบขนาดนี้ ต่อให้พวกเราต้องนอนในลานบ้านก็ไม่กล้าแตะต้องของในห้องของเขาสักชิ้นหรอก…” ฮูหยินผู้เฒ่าม่อถอนหายใจอย่างเสียดาย
ท่านปู่ม่อยังคงโมโหอยู่ เขาสบตากับลูกชาย พวกสตรีก็เป็นพวกสายตาแคบสั้นมองการณ์ใกล้ ได้ข้าวสารมาหน่อยกับเงินสองร้อยเหวินก็ลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่เจ้าหลิวซานเอ๋อร์ด่าไล่พวกเขาออกมาอย่างไร
คำพูดของหลิวจี้ที่ว่าคนจากบ้านเดิมของเมียจ๋าเขาตายไปหมดแล้วนั้น ทิ่มแทงใจสองพ่อลูกตระกูลม่อเข้าอย่างจัง ทำให้ทั้งสองเจ็บจี๊ดจนสะเทือนใจ
ใช่แล้ว ตอนนี้เขามีภรรยาใหม่แล้ว จะมาสนใจไยดีญาติฝ่ายภรรยาเก่าอย่างพวกเขาอีกทำไมเล่า
“ท่านพ่อ ท่านว่าทำไมน้องสาวข้าถึงตายเร็วขนาดนี้นะ” พี่ใหญ่ม่อถามอย่างหัวเสีย
ท่านปู่ม่อไม่พูดอะไร มาเที่ยวนี้ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย แถมยังถูกตีไล่ออกมาให้คนหมู่บ้านตระกูลหลิวหัวเราะเยาะ ในใจไม่ต้องพูดเลยว่าอัดอั้นตันใจเพียงใด
“กิน กิน กิน รู้จักแต่กิน ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าแทะเศษกระดูกนั่นจนเกลื่อนพื้น อาเขยของเจ้าจะโมโหขนาดนี้หรือ แล้วจะไล่พวกเราออกมาหรือ”
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อได้แต่เงียบอยู่ในใจ แต่ก็ไม่กล้าว่าอะไรพ่อสามี ได้แต่ดึงลูกชายมาตรงหน้า ลูบใบหน้าเล็กๆ ของเขาเบาๆ “กลับบ้านเราค่อยกินนะลูก”
เป่าเอ๋อร์ไม่ยอม “พอกลับถึงบ้านก็ถูกพวกพี่ๆ แย่งไปหมด ข้าก็ไม่ได้กินน่ะสิ”
นี่เป็นของที่อาเขยให้เขา เขาไม่อยากเอากลับไปแบ่งให้พวกลูกพี่ลูกน้อง
พี่สะใภ้ใหญ่ม่อจิ้มหน้าผากของลูกชายคนเล็ก ‘ชอบกินคนเดียวจริงๆ’
แต่นางก็ไม่ได้พูดห้ามไม่ให้กินอีก พอแอบเปิดกระสอบข้าวสารดู ข้างในกลับเป็นข้าวฟ่างสีทองที่กะเทาะเปลือกแล้วทั้งสิ้น
“ท่านแม่!” พี่สะใภ้ใหญ่ม่อดึงแขนแม่สามีอย่างตื่นเต้น ส่งสัญญาณให้ท่านรีบดู
ฮูหยินผู้เฒ่าม่อยื่นหน้าเข้ามาดู ปากก็ยิ้มจนบิดเบี้ยว “ถ้ารู้แต่แรกจะรอท่านเขยกลับมาทำไมกัน ภรรยาของเขาคนนี้พูดจาง่ายกว่าเขาตั้งเยอะ แถมยังใจกว้างอีกด้วย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สองแม่สามีลูกสะใภ้ก็ชะงักไปพร้อมกัน ทันใดนั้นก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เมื่อวานนี้คนที่ชื่อเยว่เหนียงเหมือนจะบอกว่าเดิมทีฮูหยินเตรียมเงินห้าตำลึงไว้ให้พวกเขา
ผลสุดท้ายพวกเขากลับบอกจะรอท่านเขยกลับมาจนทำให้หญิงสาวคนนั้นโมโหจากไป
ตอนนั้นหญิงสาวยังบอกอีกว่า เรื่องของพวกเขาหลิวจี้จัดการให้ไม่ได้แน่นอน พวกเขายังไม่เชื่อ
คราวนี้ดีเลย เงินห้าตำลึงหลุดลอยไปแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สองแม่สามีลูกสะใภ้ก็เสียใจจนลำไส้แทบขาด