ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 541 เครื่องแขวนรูปคน
ตอนที่ 541 เครื่องแขวนรูปคน
………………..
พอคนตระกูลม่อจากไป หลิวจี้ก็คว้าไม้กวาดวิ่งกลับเข้าไปในห้องหนังสือของตนแล้วเริ่มทำความสะอาดอย่างฉุนเฉียว
ตอนที่เดินผ่านหน้าฉินเหยา ยังมองนางอย่างตัดพ้ออีกแวบหนึ่ง
เป็นนางนั่นแหละ ที่รั้งคนตระกูลม่อไว้เพื่อจงใจทรมานเขา!
ฉินเหยาแค่นเสียงออกมาทีหนึ่ง ‘รู้อยู่แล้วว่าเจ้าเป็นคนอย่างไร ครั้งนี้ถือโอกาสให้เจ้าได้ลิ้มรสผลของการหลงระเริงล่วงหน้าเสียหน่อย’
“เมียจ๋า เจ้าจะเอาข้าวสาร ไข่ไก่ เนื้อให้พวกเขาทำไม ข้าเอาไปให้วัวกินยังดีเสียกว่า!”
หลิวจี้กวาดเศษอาหารในห้องหนังสืออย่างระมัดระวังพลางเอ่ยถามอย่างหัวเสีย
ฉินเหยาไม่มีทีท่าว่าจะช่วยทำความสะอาด นางยืนอยู่ริมประตูใช้มือปิดปากปิดจมูกกันฝุ่นละออง เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากฝ่ามือจึงฟังดูอู้อี้
นางกล่าว “ข้าไม่เหมือนเจ้า พวกเราเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ พวกเขามาเกวียนเปล่าแล้วจะปล่อยให้กลับไปเกวียนเปล่าได้อย่างไร เจ้าคิดดูว่าพรุ่งนี้คนในหมู่บ้านจะลือกันว่าอย่างไร”
หลิวจี้ทำเสียงขึ้นจมูก “เจ้ากับข้ายังมีชื่อเสียงดีๆ เหลืออยู่อีกหรือ”
“เจ้าไม่มี แต่ข้ามีได้” น้ำเสียงของฉินเหยาเย็นเยียบ
หลิวจี้พลันไม่กล้าพูดอะไรอีก การกวาดพื้นนี่มันทำให้เขาแทบบ้า!
เขาใช้ไม้กวาดค้ำร่างมองไปรอบๆ ยังมีของอีกกองหนึ่งรอให้เขาเช็ดถูจัดวาง ยิ่งทำให้ความโกรธที่เพิ่งจะสงบลงไปลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
“อา…” ยังไม่ทันได้ตะโกนเรียกคำว่า ‘วั่ง’ ออกมาก็เห็นคนเดินตามฉินเหยาเข้าไปในห้องโถง ทั้งสองคนมีท่าทีเหมือนมีเรื่องสำคัญต้องคุยกัน
เรื่องของประมุขของบ้าน หลิวจี้ไม่เคยกล้ายุ่ง ได้แต่หุบปากของตนอย่างไม่พอใจ ก้มหน้าก้มตาเก็บกวาดห้องหนังสือต่อไป
ในห้องโถง
เมื่อรู้สึกว่าสายตาของนายท่านใหญ่หายไปแล้ว อาวั่งก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันที
เขารู้อยู่แล้วว่านายท่านใหญ่ไม่มีทางปล่อยโอกาสที่จะใช้เขาทำงานไปแน่ ดังนั้นเมื่อครู่เขาจึงใช้ไหวพริบ บอกฮูหยินว่ามีเรื่องสำคัญจะรายงาน
“ว่ามา มีเรื่องอะไร” ฉินเหยานั่งบนเก้าอี้ราชครู เอ่ยถามพลางยื่นมือไปหมายจะหยิบผลไม้แห้งมากินสักสองสามชิ้น
ผลคือคว้าได้แต่อากาศ ขนมและผลไม้บนโต๊ะเหล่านั้น กระทั่งน้ำตาลทั้งกล่องถูกหลิวจี้กวาดขนเอาไปยัดใส่มือของม่อเป่าเอ๋อร์หมดแล้ว
ฉินเหยาทำได้เพียงดึงมือกลับอย่างกระอักกระอ่วนและจดบัญชีแค้นหลิวจี้ไว้ในสมุดเล่มเล็กในใจ!
อาวั่งคืนเงินที่เหลืออีกสี่สิบตำลึงให้ฉินเหยา “ฮูหยิน การเดินทางไปสอบย่วนซื่อครั้งนี้ไม่มีโอกาสได้ใช้เงินเลยขอรับ”
ก้อนเงินเล็กๆ สี่ก้อนเห็นได้อย่างชัดเจน ฉินเหยาจำได้ว่าตนให้ไปห้าสิบตำลึงจึงถามด้วยความสงสัย
“ในเมื่อไม่มีโอกาสได้ใช้เงินแล้วทำไมถึงขาดไปสิบตำลึงเล่า”
อาวั่งหยิบกระต่ายหยกออกมาหนึ่งรังแล้วยื่นส่งให้ “ซื้อของสิ่งนี้มาขอรับ”
เดิมทีอยากจะบอกว่าเป็นของขวัญที่ตนมอบให้ แต่เมื่อคิดดูแล้ว นึกถึงท่าทีน่ากลัวของนายท่านใหญ่ที่จ้องเขม็งมาเมื่อครู่ อาวั่งจึงเปลี่ยนคำพูด “เป็นนายท่านใหญ่…กับข้าซื้อมาให้พวกฮูหยินขอรับ”
ฉินเหยารับกระต่ายหยกมา ฝีมือการแกะสลักไม่เลว เนื้อหยกก็พอใช้ได้ แต่ว่า “เจ้าจะบอกข้าว่าของสิ่งนี้ราคาตั้งสิบตำลึงเชียวหรือ”
อาวั่งพยักหน้า “เจ้าของแผงบอกว่าสิบตำลึงขอรับ”
ฉินเหยาอ้าปากแล้วก็หุบ สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ยิ้มเล็กน้อย “สวยมาก ข้าชอบ ขอบคุณพวกเจ้ามาก” ‘ใช้เงินของข้าซื้อของที่ระลึกให้ข้าเนี่ยนะ!’
อาวั่งเกาหัวยิ้มอย่างเขินอาย “ฮูหยินชอบก็ดีแล้วขอรับ”
“จริงสิ” เขานึกถึงแปลงผักที่เพิ่งไปตรวจมาเมื่อครู่ มีบางอย่างอยากจะถามฮูหยิน
ฉินเหยารู้ล่วงหน้าแล้วว่าเขาอยากจะถามอะไรจึงหยิบเงินและกระต่ายหยกขึ้นมา ลุกขึ้นมองออกไปนอกประตูทันที “เด็กๆ น่าจะเลิกเรียนกลับมาแล้วนะ ทำไมยังไม่ถึงอีก”
เพิ่งจะพูดจบ อาวั่งก็หูผึ่ง ได้ยินเสียงล้อรถม้าที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
“ท่านอาจารย์ พวกเรากลับมาแล้ว!” อินเยว่ตะโกนเสียงดังที่หน้าประตูใหญ่
จากนั้น พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็ลากหีบหนังสือของตนเอง ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา พอเงยหน้าขึ้นเห็นอาวั่งก็ตื่นเต้นจนร้องเสียงหลง
“ท่านอาอาวั่ง!”
สี่พี่น้องทิ้งหีบหนังสือแล้ววิ่งเข้ามากอดอาวั่ง ท่าทีที่กระตือรือร้นนั้นทำเอาอาวั่งตกใจ รีบถอยหลังไปก้าวใหญ่
น่าเสียดายที่ยังช้าไปก้าวหนึ่ง ถูกสี่พี่น้องล้อมไว้ตรงกลาง ใช้เขาเป็นเสาไม้ปีนป่ายกันอย่างสนุกสนาน
บนตัวของอาวั่งมีเครื่องแขวนรูปคนห้อยอยู่สี่คน เขาต้องคอยระวังไม่ให้พวกเขาตกลงมาก็เลยลืมเรื่องที่จะถามฉินเหยาเกี่ยวกับแปลงผักของตนไปเสียสนิท
ในขณะนี้ หัวใจของอาวั่งที่ปกติไม่ค่อยแสดงอารมณ์ก็อบอุ่นขึ้นมาด้วยความจริงใจของเด็กๆ เขาหัวเราะเสียงดังออกมา
หลังจากต้อนรับท่านอาอาวั่งอย่างอบอุ่นที่สุดแล้ว สี่พี่น้องก็นึกขึ้นได้ว่ายังขาดอะไรไปบางอย่าง
พวกเขาจึงถามขึ้นพร้อมกันว่า “ท่านอาอาวั่ง ท่านพ่อของข้าเล่าขอรับ/เจ้าคะ”
ในดวงตาของอาวั่งมีประกายลึกลับวูบไหว เขาชี้ไปที่ห้องหนังสือในสวนหลังบ้าน
เด็กทั้งสี่รีบวิ่งกรูกันไปยังสวนหลังบ้าน
“ท่านพ่อ!”
ในวินาทีต่อมา เสียงเรียกที่ตื่นเต้นก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องโหยหวน
แรงงานที่มาให้ใช้งานถึงที่ ไม่ใช้ก็โง่แล้ว
“มาๆๆ ต้าหลางเจ้าตัวสูง เอาตำราที่ปัดจนสะอาดแล้วพวกนี้ไปวางไว้บนชั้นหนังสือ”
“เอ้อร์หลางเจ้าเด็กนี่อย่าคิดหนี ไปตักน้ำสะอาดมาให้ข้าหนึ่งอ่าง เช็ดโต๊ะเก้าอี้ม้านั่งให้สะอาด!”
“ซานหลางคนดี มานี่ มานวดไหล่ให้พ่อหน่อย พ่อของเจ้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว งานถูพื้นนี่มันไม่ใช่งานที่คนทำจริงๆ”
พอเห็นลูกสาวคนเล็กย่อตัวกำลังจะหลบ หลิวจี้ก็ยื่นมือยาวออกไปคว้าคอเสื้อด้านหลังของนางดึงกลับมา อุ้มขึ้นมานั่งบนตัก บีบแก้มด้วยความเอ็นดู “ซื่อเหนียงสูงขึ้นอีกแล้วนะ ไม่ได้เจอพ่อนานขนาดนี้ คิดถึงพ่อบ้างหรือไม่”
ซื่อเหนียงปัดมือที่ซุกซนของท่านพ่อออก ใช้มือปิดหน้าของตัวเองไว้แล้วพูดอย่างมีความสุข “คิดถึงสิเจ้าคะ คิดถึงท่านพ่ออยากให้ท่านกลับมาทำงานที่สุดเลย~”
หลิวจี้ส่ายหน้าอย่างมั่นใจ “พ่อไม่เชื่อ ซื่อเหนียงจะแค่คิดถึง อยากให้พ่อกลับมาทำงานได้อย่างไร ต้องคิดอยากให้พ่อคนนี้ซื้อถังหูลู่กลับมาให้เจ้าด้วยใช่หรือไม่”
ซื่อเหนียงถอนหายใจอย่างจนใจ “ท่านว่าเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นเถิดเจ้าค่ะ”
หลิวจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘คำพูดนี้ทำไมถึงคุ้นหูจัง สตรีใจร้ายก็เคยพูดแบบนี้ไม่ใช่หรือ’
พอเห็นใบหน้าเล็กๆ ที่งดงามของลูกสาวที่ราวกับย่อส่วนมาจากตนเองซึ่งมีสีหน้ารังเกียจไม่ต่างอะไรกับฉินเหยา หลิวจี้ก็พลันสะดุ้งโหยง ราวกับเห็นฉินเหยาอยู่ตรงหน้าจึงรีบวางนางลงกับพื้น
เขาโบกมือไล่ “ไปๆๆ ไปถามหลี่ซื่อสิว่าเมื่อไหร่จะได้กินข้าว พ่อของเจ้าจะหิวตายอยู่แล้ว”
ซื่อเหนียงขานรับแล้ววิ่งต๊อกๆ ไปยังประตูห้องครัว เอียงศีรษะพลางยิ้ม “น้าหลี่ อาหารเสร็จแล้วหรือยังเจ้าคะ”
หลี่ซื่อพยักหน้า “จัดชามกับตะเกียบได้แล้วเจ้าค่ะ”
ซื่อเหนียงรีบวิ่งกลับไปที่ห้องหนังสือทันทีเพื่อทำหน้าที่เป็นโทรโข่ง “ท่านพ่อ จัดชามกับตะเกียบได้แล้วเจ้าค่ะ!”
หลิวจี้มองห้องหนังสือที่ถูกต้าหลางและเอ้อร์หลางทำความสะอาดจนเรียบร้อยแล้วจึงส่งสัญญาณให้ฝาแฝดไปก่อน ส่วนตนลุกขึ้นโอบไหล่ลูกชายคนโตสองคน เดินไปยังห้องโถงพลางพูดอย่างโอ้อวดว่า
“เป็นอย่างไรบ้าง ความรู้สึกของการเป็นลูกชายของจวี่เหรินดีมากเลยใช่หรือไม่”
มุมปากของต้าหลางกระตุกเล็กน้อย เขาพูดตามความจริง “อาจารย์ที่สำนักศึกษาของตระกูลรู้เพียงว่าท่านแม่ของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านขอรับ”
หลิวจี้จิ๊ปาก “นั่นเป็นเพราะว่าตอนนี้พวกเขายังไม่รู้ว่าพ่อของเจ้าคือจวี่เหริน”
เอ้อร์หลางถามอย่างสงสัย “ท่านพ่อ ท่านสอบได้จวี่เหรินมาได้อย่างไรหรือขอรับ ช่วยสอนข้าหน่อยสิขอรับ”
เอ้อร์หลางขอคำชี้แนะอย่างจริงใจ
แต่ในสายตาของหลิวจี้แล้ว ลูกชายคนดี เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังสงสัยในความสามารถของพ่อเจ้าอยู่น่ะ
“ท่านพ่อ” เมื่อเอ้อร์หลางไม่ได้รับคำตอบจึงเร่งอีกครั้ง
สามพ่อลูกเดินเข้ามาในห้องโถง ฉินเหยาก็ได้ยินคำถามของเอ้อร์หลางเช่นกัน นางจึงเป็นตัวแทนของทุกคนในครอบครัวถามขึ้นอีกครั้ง “เล่ามาเถิด พวกเราทุกคนก็อยากรู้เหมือนกัน”
อาหารถูกยกมาตั้งจนครบแล้ว หลิวจี้หย่อนก้นลงนั่งบนที่ของตนแล้วหยิบตะเกียบขึ้นมา “กินข้าวก่อน กินเสร็จแล้วค่อยว่ากัน”
อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่วิธีการที่น่าภาคภูมิใจอะไรนัก เขาต้องคิดหาคำพูดที่อ้อมค้อมมาชุดหนึ่งก่อน