ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 542 สามีท่านอาจารย์ ท่านยังไม่นอนอีกหรือ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 542 สามีท่านอาจารย์ ท่านยังไม่นอนอีกหรือ
ตอนที่ 542 สามีท่านอาจารย์ ท่านยังไม่นอนอีกหรือ
………………..
หลิวจี้โซ้ยข้าวอยู่คนเดียวอย่างเอร็ดอร่อย
ทุกคนที่รายล้อมอยู่ข้างกายต่างก็มองมาที่เขา รอให้เขาแบ่งปันเคล็ดลับการสอบระดับย่วนซื่อให้มีชื่อติดอันดับ
จริงสิ อาวั่งรู้ความจริงของเคล็ดลับนั้นแล้ว ดังนั้นจึงตั้งหน้าตั้งตากินข้าวของตนไป
หลังจากที่กินอาหารฝีมือตัวเองจนคุ้นชินมาทุกวัน พอได้ลองชิมฝีมือทำอาหารของคนอื่นดูบ้าง อาวั่งก็รู้สึกว่ามันดีมาก
หลิวจี้มีจิตใจที่แข็งแกร่ง เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาอันร้อนแรงของฉินเหยาและเหล่าลูกๆ เขาก็ยังคงสงบนิ่งกินจนอิ่ม เรอออกมาครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงคลายหัวไหล่อย่างเกียจคร้าน แบ่งปันบทความดีเด่นในการสอบระดับย่วนซื่อของเขา
‘เรื่องราวสองสามอย่างในชีวิตประจำวันของข้า กับท่านอาจารย์มหาบัณฑิตและศิษย์พี่ตัวน้อยอัจฉริยะจากตระกูลสูงศักดิ์’
หลิวจี้กล่าวอย่างฉะฉาน “รสนิยมของผู้คุมสอบระดับย่วนซื่อในครั้งนี้ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ บทความที่ข้าเขียนก็แค่บังเอิญถูกใจเขาเท่านั้นเอง”
“อันที่จริงการสอบระดับย่วนซื่อไม่ได้ยากอย่างที่ทุกคนคิดหรอก ขอเพียงแค่ในใจของเจ้ามีอุดมการณ์ กล้าที่จะแสดงมันออกมา มุ่งมั่นพยายามไปสู่เป้าหมาย ม้าพันลี้ก็ย่อมต้องได้พบกับป๋อเล่อของตนเองอย่างแน่นอน…”
ฉินเหยามองไล่ไปตามใบหน้าของเหล่าลูกๆ และอินเยว่ทีละคน เมื่อเห็นว่าพวกเขาตั้งใจฟังจนเคลิบเคลิ้ม มีท่าทีราวกับได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความปรารถนา นางจึงรีบยกมือขึ้นหยุดคำพูดไร้สาระที่ดูจริงจังของหลิวจี้
หลิวจี้ยังไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ เขากำลังดื่มด่ำไปกับสายตาชื่นชมของเด็กๆ ที่อยู่ตรงหน้าจนตัวเขาเองก็พลอยเชื่อเรื่องไร้สาระของตัวเองไปด้วย
เมื่อเห็นฉินเหยาบอกให้หยุด เขาจึงถามอย่างอ่อนโยน “เมียจ๋า เป็นอะไรไป หรือว่าเป็นเพราะข้าพูดเร็วเกินไปเจ้าเลยฟังไม่เข้าใจ ไม่เป็นไร เจ้าถามออกมาได้เลย ข้ารู้อะไรจะบอกให้หมดเปลือกอย่างแน่นอน”
อาวั่งเป็นคนซื่อตรง เขาลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “ฮูหยินรังเกียจที่นายท่านใหญ่จะสอนเด็กๆ ให้เสียคนขอรับ”
พูดจบก็ไม่มองใบหน้าหล่อเหลาที่ตกตะลึงของนายท่านใหญ่ รีบเก็บถ้วยชามและตะเกียบอย่างคล่องแคล่วแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงาน
“ข้าทำเอง ข้าทำเอง” อินเยว่รีบลุกขึ้นมาร่วมวงด้วย แย่งงานไปทำแทน จะปล่อยให้อาจารย์รู้สึกว่าตนเองมีประโยชน์น้อยกว่าอาวั่งไม่ได้เด็ดขาด!
สี่พี่น้องอดที่จะยิ้มออกมาอย่างมีความสุขไม่ได้
ท่านอาอาวั่งกลับมาบ้านนี่ดีจริงๆ
ฉินเหยาสั่งสี่พี่น้องว่า “นี่ก็ดึกมากแล้ว รีบไปล้างหน้าล้างตาให้สะอาดแล้วกลับห้องไปนอนเถอะ”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” สี่พี่น้องขานรับอย่างเชื่อฟังแล้วเดินไปยังห้องอาบน้ำ จากนั้นก็ล้างหน้าล้างเท้าด้วยตนเองแล้วกลับเข้าห้องไป
อินเยว่ยังมีเรียนเสริมรอบดึก ฉินเหยากำชับหลิวจี้ว่าอย่าลืมไปถามที่เรือนปทุม หากมีอะไรขาดเหลือก็ให้กลับมาเอาจากที่บ้านไปให้พวกเขา
ในหมู่บ้านนี้ หากขาดเหลืออะไรก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ในทันที คงไม่ดีนักหากทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกตนดูแลได้ไม่ดีพอ
หลังจากกำชับเสร็จ ฉินเหยาก็เรียกอินเยว่ซึ่งแย่งล้างจานในห้องครัวแพ้อาวั่งและกำลังยืนกลุ้มใจอยู่คนเดียวที่หน้าประตูห้องครัวออกมา สองศิษย์อาจารย์จึงขึ้นเขาไป
ห้องโถงที่เมื่อครู่ยังคงจอแจพลันเงียบสงบลงในใด
หลิวจี้นั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารที่เก็บกวาดจนสะอาดแล้ว เขามองไปยังประตูและหน้าต่างมืดๆ ของห้องเด็กที่ดับไฟแล้ว จากนั้นก็มองไปยังอาวั่งที่ทำงานในห้องครัวเสร็จแล้วและกำลังจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องใต้หลังคา ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อย อยากจะรั้งอีกฝ่ายไว้ แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป
เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะรั้งอีกฝ่ายไว้ทำไม เพียงแค่ไม่อยากจมอยู่กับอารมณ์ห่อเหี่ยวที่อธิบายไม่ถูกนี้เพียงลำพัง
ในไม่ช้า เรือนด้านหน้าทั้งหลังก็เงียบสงัดลง มีเพียงแสงสลัวๆ จากโคมไฟสองดวงหน้าประตูห้องโถงเท่านั้นที่ยังส่องสว่างอยู่
ความว่างเปล่าที่บอกไม่ถูกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว หลิวจี้รู้สึกเหมือนว่าขาดอะไรบางอย่างไป
วันนี้เป็นวันแรกที่เขากลับถึงบ้าน เมียจ๋ากลับทิ้งเขาไว้ตรงนี้อย่างนี้เนี่ยนะ
ต้าหลางและคนอื่นๆ ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปสำนักศึกษาในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นการที่พวกเขาเข้านอนเร็วเขาจึงเข้าใจได้
แต่!
เหตุใดนางถึงพาศิษย์ของนางขึ้นเขาไป ทิ้งเขาไว้ตรงนี้คนเดียว
เขาจากบ้านไปนานขนาดนี้ หรือว่านางไม่มีอะไรอยากจะถามเขาเลยหรือ
หลิวจี้คิดไม่ตก
เขาหยิบกระจกทองแดงบานเล็กที่พกติดตัวออกมาส่อง ในกระจกยังคงเป็นบุรุษผู้สง่างามและมีรูปโฉมเหนือสามัญ
หรือว่า…ความรักมันจืดจางได้ใช่หรือไม่
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความน้อยใจในใจของหลิวจี้รุนแรงเกินไปหรือไม่ ฉินเหยาที่กำลังตั้งใจฝึกซ้อมเพิ่มเติมกับศิษย์อยู่บนเขาถึงได้รู้สึกใจคอไม่ดีอยู่ตลอดเวลา เปลือกตากระตุกเป็นพักๆ
หลังจากเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศในยามค่ำคืนก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
เมื่อครู่ตอนที่สองศิษย์อาจารย์ขึ้นเขามา อากาศยังคงสงบดี
แต่ตอนนี้ลมฤดูใบไม้ร่วงกลับพัดโหมกระหน่ำขึ้นมากะทันหัน ต้นไม้ในป่าถูกลมพัดจนเกิดเสียงดังซ่าๆ
“ท่านอาจารย์ ฝนอาจจะตกเจ้าค่ะ” อินเยว่เอ่ยเตือนขณะหอบหายใจ
ทุกวันนี้นางฝึกซ้อมเพิ่มเติมจนเหนื่อยแทบรากเลือด ต่อให้ในใจอยากจะแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด แต่โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วย่อมรักสบายเกลียดความลำบาก หากสามารถยุติการฝึกซ้อมเพิ่มเติมของวันนี้ได้เร็วกว่ากำหนดเพราะฝนตกก็ไม่รู้ว่าจะมีความสุขมากเพียงใด
น่าเสียดายที่อาจารย์ของนางไร้ความปรานีเป็นที่สุด
ฉินเหยายกมือขึ้นกดเปลือกตาซ้ายที่กระตุกขึ้นมาอีกครั้งแล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ฝนตกก็ดีแล้ว จะได้ให้เจ้าสัมผัสกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป”
สิ้นเสียง นางก็ไม่เปิดโอกาสให้อินเยว่ได้คร่ำครวญ มีดบินในมือก็ถูกขว้างออกไปดังฟิ้ว
“ซ่อนให้ดีเล่า ถ้าข้าหาเจ้าเจอเจ้าตายแน่!” ฉินเหยายิ้มอย่างชั่วร้ายแล้วพุ่งตรงไปยังที่ซ่อนของอินเยว่
มีดบินที่เพิ่งขว้างออกไปพลาดเป้า แต่อินเยว่ที่หลบหลีกกลับทำให้เกิดเสียงเคลื่อนไหวเล็กน้อย โชคร้ายที่นางถูกพบร่องรอยเข้าเสียแล้ว
อินเยว่ร้องโหยหวนอยู่ในใจ ภายใต้ความมืดมิดและป่าไม้ที่ช่วยอำพราง นางได้เริ่มต้น ‘การหลบหนี’ ของค่ำคืนนี้
ฝนตกลงมาจริงๆ ด้วย อินเยว่รู้สึกเพียงว่าในหูมีแต่เสียงเม็ดฝนกระทบใบไม้ดังเปาะแปะ เสียงรบกวนเหล่านี้ทำให้ความสามารถในการคาดเดาเส้นทางการเคลื่อนไหวของผู้ติดตามของนางลดลงอย่างมาก
อีกทั้งพื้นดินที่เฉอะแฉะไม่เพียงแต่เป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหวของนาง แต่ยังทำให้เสียงฝีเท้าของนางดังขึ้นอีกด้วย
ทัศนวิสัยพร่ามัวเพราะสายฝน อินเยว่รู้สึกว่าค่ำคืนนี้มันเลวร้ายที่สุด
ทว่าพอนางเหม่อไปชั่วครู่ก็มีมีดบินสีเงินเล่มหนึ่งลอยผ่านข้างหูไป เป็นการเตือนว่าอย่าได้วอกแวก
อินเยว่ตะโกน “อ๊า!” ออกมาครั้งหนึ่งเพื่อเรียกกำลังใจให้ตนเองแล้วรวบรวมสมาธิทั้งหมดวิ่งไปข้างหน้าทันที
ไม่นาน นางก็เริ่มสังเกตเห็นร่องรอยของผู้ติดตามได้บ้างและยังรู้วิธีใช้เสียงฝนเพื่ออำพรางตนเอง และเริ่มทำการติดตามกลับสองครั้ง
แม้ว่าจะจบลงด้วยความล้มเหลวทั้งสองครั้ง แต่สำหรับอินเยว่แล้ว เมื่อเทียบกับตัวเองในอดีต นี่ถือเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่แล้ว
พอฝนหยุด สองศิษย์อาจารย์ก็กลายเป็นมนุษย์โคลนไปแล้ว ทั้งสองสบตากัน ต่างก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายดูน่าเกลียดจนอดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นไม่ได้
“อาจารย์ กลับไปแล้วท่านเอาเสื้อผ้าที่สกปรกไปใส่ไว้ในรางหินนะเจ้าคะ พรุ่งนี้เช้าข้าจะตื่นมาซักให้ท่านเอง”
ระหว่างทางลงจากเขา อินเยว่กำชับฉินเหยาเหมือนเช่นเคย
ตอนนี้เสื้อผ้าของท่านอาจารย์ล้วนเป็นนางที่ซัก หลี่ซื่อดูแลแค่ของเด็กๆ อย่างพวกต้าหลางและพวกผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มในบ้านเท่านั้น
อินเยว่รู้สึกว่าการที่อาจารย์ยอมให้นางซักเสื้อผ้าให้ถือเป็นการแสดงออกถึงความสนิทสนมและไว้วางใจ ดังนั้นนางจึงดีใจเสียอีก
แต่อินเยว่ไม่คาดคิดว่าคนข้างๆ กลับพูดว่า “ไม่ต้อง เจ้าซักของตัวเองก็พอ เสื้อผ้าของข้าตอนนี้มีคนซักแล้ว”
อีกอย่างวันนี้เปื้อนโคลนไปทั้งตัว นางก็ไม่กล้าให้เด็กสาวตัวน้อยมาช่วยซัก
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง นั่นก็นับว่าสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
หา อินเยว่รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองไปทางประตูหลัง ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งกำลังถือโคมไฟยืนอยู่ตรงนั้น
เมื่อเห็นสองศิษย์อาจารย์เดินมา เขาก็รีบถือโคมไฟเดินเข้ามาต้อนรับทันที
สามีท่านอาจารย์ ท่านยังไม่นอนอีกหรือเจ้าคะ อินเยว่กล่าวอย่างประหลาดใจเมื่อมองผู้มาใหม่และในทันใดนั้นนางก็เข้าใจขึ้นมาว่าคนที่อาจารย์พูดถึงว่าจะเป็นคนซักเสื้อผ้านั้นคือใคร
หลังจากคารวะหลิวจี้แล้ว อินเยว่ก็ถอยออกไปก่อนอย่างรู้ความ
แต่เมื่อมองดูโคลนบนตัวของตนเอง แล้วนึกถึงโคลนหนาเตอะที่เปรอะเปื้อนตัวอาจารย์ซึ่งมีมากกว่านางเสียอีก อินเยว่ก็ได้แต่ไว้อาลัยให้สามีท่านอาจารย์ในใจเป็นเวลาหนึ่งวินาที