ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 543 ช่างหลอกง่ายเสียจริง
ตอนที่ 543 ช่างหลอกง่ายเสียจริง
“ทางเรือนปทุมเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินเหยาเดินออกมาจากห้องอาบน้ำด้วยความสดชื่นพลางยื่นถังเสื้อผ้าสกปรกออกไป
“ดีมาก” หลิวจี้รับถังเสื้อผ้าสกปรกมา ก้มลงมองแวบหนึ่ง ไม่อยากจะเชื่อสายตาจึงมองอีกครั้ง เขาใช้นิ้วสองนิ้วคีบชายเสื้อที่สกปรกขึ้นมา กลิ่นโคลนคาวคลุ้งรุนแรงก็พุ่งปะทะหน้า ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะที่ปลายนิ้วยิ่งทำให้รู้สึกคลื่นไส้
หากนี่ไม่ใช่เสื้อผ้าที่ถอดมาจากตัวนาง หลิวจี้คงโยนถังเสื้อผ้าสกปรกนี้ทิ้งไปแล้ว
“พวกเจ้าไปทำอะไรกันมาหา” หลิวจี้พยายามอดกลั้นความรู้สึกพังทลายที่ต้องซักเสื้อผ้าสกปรกเหล่านี้ พยายามบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สงบที่สุด “เจ้าไปเกลือกกลิ้งในบ่อโคลนมาหรือไง!”
ฉินเหยาตวัดสายตามอง “จะมายุ่งอะไรกับข้า ซักได้ก็ซัก ซักไม่ได้ก็ไสหัวไป”
หลิวจี้กลอกตาใส่นาง “ก็มีแต่ข้านี่แหละที่ไม่รังเกียจเสื้อผ้าสกปรกๆ ของเจ้า ยังจะมาบอกว่าซักไม่ได้ก็ไสหัวไปอีก ถ้าข้าไปแล้วใครจะซักเสื้อผ้าให้เจ้า หรือว่าเจ้าคิดไว้นานแล้วว่าจะให้ผู้ชายที่ไหนก็ได้มาซักให้ที่บ้าน”
ฉินเหยาถามอย่างหมดความอดทน “ตกลงเจ้าจะซักหรือไม่ซักกันแน่”
แต่หลิวจี้กลับไม่ตอบคำถามของนาง เขาเหลือบมองนางแวบหนึ่งแล้วยกถังเสื้อผ้าเปื้อนโคลนที่หนักอึ้งเทลงในรางหิน เป็นการตอบด้วยการกระทำ
หลังจากราดน้ำลงไปสองถังใหญ่ ถึงจะพอมองเห็นสีเดิมของเสื้อผ้าได้บ้าง
“จิ๊ๆๆ~” หลิวจี้แทบทนดูไม่ได้ “ผ้าฝ้ายดีๆ แบบนี้ ดูเจ้าทำสิ ช่วงที่ข้าไม่อยู่บ้านใครซักเสื้อผ้าให้เจ้ากันแน่ ปลายแขนเสื้อนี่ซักจนเป็นขุยหมดแล้ว ยังไม่รู้จักเก็บชายผ้า เย็บให้ใหม่หน่อย…”
วันแรกที่ถึงบ้าน หลิวจี้ก็ปรับตัวเข้ากับบทบาทพ่อบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีการขัดขืนแม้แต่น้อย
อีกทั้งยังพอใจอย่างยิ่ง ไม่รู้สึกเลยว่าการเป็นจวี่เหรินแล้วจะมีอะไรแตกต่างออกไป
ฉินเหยาเห็นว่าแม้เขาจะพูดมาก แต่การกระทำก็ยังคล่องแคล่วดีจึงไม่ถือสาหาความกับเขา นางเดินเข้าไปในห้องครัว เปิดตู้กับข้าว มองดูเตา “มีอะไรให้กินอีกบ้างไหม”
ชายหนุ่มที่อยู่หน้ารางหินหันขวับมาทันที เผยรอยยิ้มเยาะหยันราวกับจะบอกว่า ‘ข้ารู้อยู่แล้ว’ แล้วชี้ไปที่ห้องของนาง “เมื่อครู่ตอนที่เจ้าอาบน้ำ ข้าอุ่นข้าวต้มร้อนๆ ไว้ให้ชามหนึ่งแล้ว วางอยู่บนโต๊ะในห้องของเจ้า”
“ข้ายังต้มน้ำร้อนใหม่อีกด้วย แช่เท้าสักหน่อยดีหรือไม่” ประโยคหลังนี้ถามอย่างประจบประแจงเล็กน้อย นัยน์ตาดอกท้อเป็นประกาย ดูก็รู้แล้วว่าไม่บริสุทธิ์ใจนัก
ฉินเหยาหรี่ตามองเขาอยู่สามวินาที ในอากาศมีกลิ่นไม้จันทน์หอมจางๆ ลอยมา ในความสงบนั้นกลับแฝงไปด้วยแรงกระตุ้นที่อยากจะถูกทำลายอย่างใจจดใจจ่อ
“เจ้ากำลังบอกใบ้อะไรข้างั้นหรือ” ฉินเหยาถามเสียงเบาอย่างไม่แน่ใจ
นางเดินเข้าไปใกล้เขา ใกล้จนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกับเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกของเขา นางย่นจมูกขึ้นดมกลิ่น “ยังจะอบตัวให้หอมขนาดนี้อีก”
“เจ้า…เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว!” หลิวจี้รีบถอยหลังไปสองก้าว เนื้อผ้าบริเวณหน้าอกของเขาถูกปลายจมูกของนางทำให้รู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย ราวกับมีมดนับล้านตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ยอยู่บนตัว รู้สึกชาไปจนถึงโคนลิ้น ทำให้เขาพูดจาติดๆ ขัดๆ
“ข้าแค่มีบางเรื่องอยากจะถามเจ้า พูดให้ชัดเจนแล้วจะดีต่อเราทั้งคู่” หลิวจี้พยายามอธิบายอย่างจริงจังที่สุด
ฉินเหยาร้อง “โอ้” ออกมาคำหนึ่ง ปลายนิ้วชี้ยกขึ้น แตะลงบนกระดูกไหปลาร้าที่โผล่พ้นออกมาตรงกลางสาบเสื้อที่เปิดออกเล็กน้อยของเขา เมื่อเห็นว่าเขาสะดุ้งเล็กน้อย สายตาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางจึงกระชากคอเสื้อทั้งสองข้างเข้าหากัน “ตอนกลางคืนอากาศเย็น ใส่เสื้อผ้าให้ดี อย่าให้เป็นหวัด”
พูดจบก็ตบเบาๆ อีกสองสามที ช่วยจัดเสื้อผ้าให้เขาจนมิดชิดเรียบร้อย จากนั้นจึงก้าวยาวๆ ไปยังเรือนหลัก
เอี๊ยด…หน้าต่างถูกนางเปิดค้ำไว้ นางนั่งลงข้างหน้าต่าง ใช้ขอบหน้าต่างเป็นโต๊ะ วางข้าวต้มร้อนๆ ชามใหญ่ลง กินไปพลางมองเขาซักผ้าไปพลาง
“เอื๊อก~”
หลิวจี้ลอบกลืนน้ำลายแล้วด่าในใจว่า นางปีศาจหื่นกาม!
เขาก้มหน้าลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่ครู่หนึ่ง ข่มความว้าวุ่นในใจ เปลี่ยนความโกรธให้เป็นพละกำลัง หยิบเสื้อผ้าในรางหินขึ้นมาขยี้อย่างแรง
เสียงดังเกินไป ฉินเหยาจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเตือน “เบาๆ หน่อย คนในบ้านนอนกันหมดแล้ว”
“อ้อ!” หลิวจี้ตอบรับอย่างไม่พอใจ รีบซักเสื้อผ้าแล้วนำไปตาก เมื่อเห็นว่าในที่สุดนางก็กินอาหารว่างยามดึกเสร็จแล้ว เขาก็เทน้ำล้างเท้าแล้วยกเข้าไปให้
เขาใช้เท้าปิดประตู หลิวจี้วางอ่างล้างเท้าไว้ข้างเตียงแล้วไปปิดหน้าต่าง เมื่อถูกถามก็ตอบว่า “กลางคืนอากาศเย็น ข้าแต่งตัวบาง กลัวเมียจ๋าจะเป็นห่วง”
ฉินเหยา “ข้าไม่เป็นห่วง”
หลิวจี้ก็ถลึงตาใส่นางแล้วพูดว่า “เจ้าเป็น!”
สุดท้ายยังกุมคอเสื้อของตัวเอง เพื่อพิสูจน์ว่าเมื่อครู่นางเพิ่งจะพูดจาห่วงใยเขา
ฉินเหยาพูดไม่ออก นางก้มลงถอดรองเท้าและถุงเท้าออก จุ่มเท้าที่เย็นเล็กน้อยลงในอ่างน้ำอุ่นสบาย รู้สึกดีจนแทบขาดใจ
หลิวจี้กลับมาบ้านก็ดีเหมือนกัน ทำให้นางได้กลับมาใช้ชีวิตแบบมีคนคอยรับใช้อีกครั้ง
แต่ความคิดนี้เพิ่งจะแวบเข้ามาในหัว ฉินเหยาก็ตกใจตัวเอง จริงดังที่ว่า ‘จากประหยัดสู่ฟุ่มเฟือยนั้นง่าย จากฟุ่มเฟือยสู่ประหยัดนั้นยาก’ นางเกือบจะถูกลูกปรายเคลือบน้ำตาลเหล่านี้หลอกล่อเสียแล้ว
เมื่อตั้งสติได้แล้ว ฉินเหยาก็ชี้ไปที่ม้านั่งเตี้ยๆ ฝั่งตรงข้ามเป็นสัญญาณให้หลิวจี้นั่งลง “เจ้ามีอะไรจะถามก็รีบถามรีบนอน ข้าชักง่วงแล้ว”
ทันทีที่พูดจบ นางก็หาวออกมาหวอดใหญ่
หากเทียบเป็นเวลาสมัยใหม่ ตอนนี้ก็คือห้าทุ่มแล้ว ทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลหลิวมีเพียงพวกเขาสองคนที่ยังไม่นอน
หลิวจี้นั่งลงตรงข้ามเตียง เช็ดคราบน้ำบนมือพลางถามคำถามที่อัดอั้นมาตลอดทางออกมาตรงๆ
“เหตุใดเจ้าถึงให้เงินอาวั่งมากกว่าข้า”
“อะไรนะ” ฉินเหยามีสีหน้าประหลาดใจ เขาทำท่าทีจริงจังถึงเพียงนี้ ทั้งซักผ้า ทั้งทำอาหารว่างยามดึก ทั้งเทน้ำล้างเท้าให้ นางก็นึกว่าจะถามเรื่องใหญ่อะไรเสียอีก
เช่น เรื่องเงินๆ ทองๆ หรือเรื่องการไปมาหาสู่กันหลังจากสอบติด
ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องนี้
“เจ้าหมายถึงเงินห้าสิบตำลึงที่ข้าให้อาวั่งน่ะหรือ”
ฉินเหยาเหลือบมองรังกระต่ายหยกที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งหัวเตียงแล้วรู้สึกปวดใจ แต่ก็แสดงออกมาไม่ได้ เพราะอย่างไรนี่ก็เป็นความหวังดีของอาวั่งและเจ้าคนไร้ประโยชน์อย่างหลิวจี้
นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนให้ของขวัญนาง หากนางปฏิเสธไปก็จะทำร้ายจิตใจที่เปราะบางของชายสองคนนี้ ครั้งต่อไปเกรงว่าจะไม่มีของขวัญให้รับอีกแล้ว
พอคิดถึงครั้งต่อไป ฉินเหยาถึงได้รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
หลิวจี้พูดอย่างจริงจังว่า “ข้าคือสามีของเจ้านะ เมียจ๋า เจ้าให้เงินชายอื่นมากกว่าข้าเสียอีก แบบนี้ทำให้ข้าเสียใจมาก”
ใบหน้าแสดงท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจ
แต่ในใจกลับกำลังตะโกนก้องว่า ทำไม! ทำไม! ทำไม!
นัยน์ตาดอกท้อจ้องเขม็งไปที่นาง ทันทีที่พบว่านางเริ่มมีอารมณ์ไม่ปกติใดๆ เกิดขึ้น เขาก็จะกำจัดมันทิ้งเสียตั้งแต่เนิ่นๆ
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ดุร้ายของหลิวจี้ ฉินเหยาก็คิดในใจว่า เจ้าเป็นคนอย่างไรตัวเองไม่รู้หรือ ยังจะมีหน้ามาถามอีก!
แต่ตอนนี้เขาอุตส่าห์สอบได้จวี่เหรินกลับมาก็นับว่าเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ ต้องไว้หน้าเขาสักหน่อย
ฉินเหยาแทบไม่ต้องคิดก็อ้าปากพูดออกไปว่า “อันที่จริงเงินพวกนั้นเตรียมไว้ให้เจ้าทั้งหมดนั่นแหละ อาวั่งเป็นแค่คนดูแล เขาวรยุทธ์สูงส่ง ต่อให้ถูกโจรหมายตาก็ไม่ต้องกังวล”
นางยังพูดไม่ทันจบ หลิวจี้ก็แสดงอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัด ถามย้ำไม่หยุด “จริงหรือ เจ้าไม่ได้หลอกข้านะ”
แววตาดุร้ายในดวงตาหายไปในทันที ถูกแทนที่ด้วยความคาดหวัง
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างขอไปที อยากจะเอาเท้าที่แช่จนสบายแล้วออกมาแล้วไล่เขาไป
ไม่คาดคิด หลิวจี้กลับคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ เงยหน้ามองนางแวบหนึ่งแล้วใช้มือใหญ่ทั้งสองข้างกดขาที่นางเตรียมจะยกขึ้นไว้
“เมียจ๋าอย่าเพิ่งรีบ ข้านวดเท้าให้เจ้าอีกหน่อยนะ” ท่าทางนั้นเต็มใจอย่างยิ่ง
ฉินเหยาลอบสูดหายใจเข้าลึกๆ การนวดเท้านี้สบายมากก็จริง แต่! ความรู้สึกผิดที่อธิบายไม่ได้ในใจนี่มันคืออะไรกัน
เจ้าหลิวสาม ตอนนี้เจ้าจะหลอกง่ายเกินไปหน่อยแล้วหรือไม่!