ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 563 ผลกระทบจากความขัดแย้งภายนอก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 563 ผลกระทบจากความขัดแย้งภายนอก
ตอนที่ 563 ผลกระทบจากความขัดแย้งภายนอก
ผิดคาด ฉินเหยากลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ยังคงคีบกับข้าวเข้าปากต่อไป ไม่แม้แต่จะชายตามองสองพ่อลูกคู่นั้น
ในใจของหลิวจี้ยินดีขึ้นมาในทันที เขารีบหันไปมองเอ้อร์หลาง เด็กหนุ่มก็มีสีหน้าตื่นตระหนก เห็นได้ชัดว่าไม่คาดคิดว่าท่านแม่จะไม่ดุด่าท่านพ่อ เขากลอกตาอย่างรวดเร็วแล้วหันหลังวิ่งหนีไป
หลิวจี้รีบไล่ตามออกไป “เจ้าลูกทรพี อย่าหนีนะ!”
ได้ยินเพียงเสียงร้องขอความเมตตาของเอ้อร์หลางดังมาจากสวนหลังบ้านไกลๆ ว่า “ท่านพ่อ ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรขัดคำสั่งท่าน ท่านปล่อยข้าไปเถอะ หากชักช้าไปกว่านี้ เวลาดีๆ ก็จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ สู้เอาเวลาเหล่านี้ไปอ่านหนังสือเพิ่มอีกสองบรรทัดจะดีกว่า… โอ๊ย!”
เอ้อร์หลางกุมศีรษะร้องด้วยความเจ็บปวด รีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่งต่อไป จะได้ไม่ถูกรองเท้าท่านพ่อขว้างใส่ซ้ำอีก
หลิวจี้รำคาญเจ้าเด็กนี่ที่สุด พออ้าปากพูดก็มีแต่เรื่องอ่านหนังสือคัดตัวอักษร ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเด็กบ้านี่ เขาไหนเลยจะต้องลุกขึ้นมาอ่านตำราทุกวันตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน!
เมื่อครู่ยังคิดจะหาเรื่องใส่ความเขาต่อหน้าเมียจ๋าอีก โชคดีที่เมียจ๋าเป็นคนมีเหตุผล มิเช่นนั้นวันนี้เขาคงไม่แคล้วต้องมาทิ้งชีวิตน้อยๆ ไว้บนโต๊ะอาหารนี่หรือ
“หลิวจื่อซู เจ้านับว่าเจอดีเข้าให้แล้ว วันนี้ถ้าข้าไม่ซัดเจ้าให้น่วม ข้าจะเปลี่ยนไปใช้แซ่เดียวกับเจ้า!”
เอ้อร์หลางหันกลับมาเตือนท่านพ่อของเขา “พวกเราสองคนก็แซ่เดียวกัน ต่อให้ท่านพ่อไม่ตีข้า ท่านก็ยังแซ่เดียวกับข้าอยู่ดี นอกจากท่านจะให้ข้าเปลี่ยนไปใช้แซ่ของท่านแม่”
คิ้วของหลิวจี้กระตุก เจ้าเด็กใจกล้าแสนบังอาจคนนี้ ไม่เห็นหัวใครแล้วจริงๆ!
เขาถกแขนเสื้อขึ้น ดวงตากวาดมองไปทั่วลานบ้านแล้วคว้าก้านไม้กวาดที่ทำจากไม้ไผ่ซึ่งวางอยู่ข้างกำแพงแล้วฟาดไปทางเขา
ภายในห้องอาหาร เมื่อได้ยินเสียงความโกลาหลวุ่นวายในลานบ้าน ต้าหลางก็จุ๊ปากส่ายหน้า หันไปตบศีรษะเล็กๆ ของฝาแฝด “รีบกินข้าว กินเยอะๆ ต่อไปจำไว้ว่าอย่าได้ขัดคำสั่งผู้ใหญ่ตามอำเภอใจ”
ซานหลางถามเสียงเบาอย่างงุนงง “พี่ใหญ่ ท่านพ่อนับเป็นผู้ใหญ่ด้วยหรือ”
ต้าหลางเหลือบมองเอ้อร์หลางที่วิ่งผ่านประตูห้องโถงไปอย่างทุลักทุเลและบิดาบังเกิดเกล้าที่ถือก้านไม้กวาดไล่ตามอย่างบ้าคลั่งอยู่ด้านหลังแล้วพยักหน้าอย่างจริงจังซึ่งหาได้ยาก “นับ!”
ซื่อเหนียงมองพี่เล็กอย่างไว้ท่าที นางฉลาดจะตายไป ไม่มีทางหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวหรอก
ทว่าผ่านเรื่องของเอ้อร์หลางในครั้งนี้ สี่พี่น้องก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทัศนคติของท่านแม่ที่มีต่อเรื่องที่ท่านพ่อสั่งสอนพวกเขานั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก
ในทันใดนั้น สี่พี่น้องก็ตระหนักถึงปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง…ดูเหมือนว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะร่วมมือกันแล้ว
และความจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะฉินเหยาเพิ่งจะค้นพบว่าพวกเด็กๆ ถูกเลี้ยงดูจนติดนิสัยที่เชื่อฟังแต่แม่ที่บ้านและเอาแต่โต้เถียงกับท่านพ่อ
ตอนแรกนางไม่ได้รู้สึกว่าแบบนี้มีอะไรไม่ดี แต่เมื่อเด็กๆ ค่อยๆ โตขึ้น สถานการณ์เช่นนี้ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
รุนแรงถึงขนาดที่ว่า บางครั้งเห็นได้ชัดว่าหลิวจี้มีเจตนาที่ดี คำตักเตือนที่เอ่ยสอนก็ถูกต้อง แต่พวกเด็กๆ ก็ยังจะโต้เถียง
ในทางกลับกัน พวกเขากลับยึดถือคำพูดที่นางพูดออกมาส่งๆ ราวกับเป็นราชโองการ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและถึงขั้นใช้มันเพื่อโต้แย้งความคิดเห็นอื่นที่แตกต่างจากโลกภายนอก
คนที่อยู่ในสถานการณ์อย่างฉินเหยาไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย เป็นอินเยว่ที่คอยเตือนนาง
โดยเฉพาะเอ้อร์หลางนั้นมีอาการหนักกว่าทุกคน
หลายครั้งที่ไปรับเด็กๆ กลับบ้าน เอ้อร์หลางจะจงใจพูดถึงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ของสหายร่วมชั้นเรียนคนอื่นๆ และแสดงการดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงต่อรูปแบบครอบครัวดั้งเดิมที่สตรีอยู่แต่ในเรือนและบุรุษทำงานนอกบ้าน
เมื่อถึงขั้นรุนแรง ในยามที่พูดคุยถึงเรื่องกลุ้มใจของแต่ละคนกับสหายร่วมชั้นเรียน เขาก็ยังใช้คำพูดถากถางสหายที่เลือกจะไปปรึกษาปัญหากับท่านพ่อของตน
ตอนแรกอินเยว่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก อย่างไรเสียก็แค่เด็กทะเลาะกัน ต่อมาเมื่อได้ยินเอ้อร์หลางพูดบ่อยขึ้นจึงใส่ใจและแอบสังเกต
พอได้สังเกตเท่านั้นแหละก็พบว่าสถานการณ์ดูเหมือนจะยุ่งยากกว่าที่ตนเองคิดไว้
ด้านหนึ่งพวกเด็กๆ เห็นด้วยกับรูปแบบการใช้ชีวิตคู่ของพ่อแม่ตนเองอย่างยิ่ง แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากเด็กคนอื่นๆ ที่มาจากครอบครัวซึ่งแบ่งหน้าที่กันตามแบบดั้งเดิม ทำให้พวกเด็กๆ เองก็รู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนกันแน่ที่ทำถูก
ไม่ใช่ทุกคนในเมืองจินสือจะยอมรับเรื่องที่ฉินเหยาซึ่งเป็นสตรีกลับมารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านได้ ทั้งยังใช้ชีวิตและทำตัวโดดเด่นอยู่นอกบ้าน
แน่นอนว่าต่อหน้านาง พวกเขาย่อมต้องชมว่านางทั้งเก่งกาจและมีความสามารถอะไรทำนองนั้น
แต่คนที่รู้สึกขอบคุณอย่างแท้จริงก็มีเพียงคนจากหมู่บ้านตระกูลหลิวและเหล่าคนงานในโรงงานเครื่องเขียนเท่านั้น
ลับหลัง ฉินเหยารู้ดีว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่พอใจการกระทำของนางอย่างมาก อีกทั้งนางยังปฏิเสธคำร้องขอเข้าทำงานในโรงงานจากคนจำนวนมากเนื่องจากพนักงานในโรงงานเครื่องเขียนมีจำนวนเกินพอแล้ว
ภายใต้สถานการณ์ที่ขัดแย้งเช่นนี้ พวกต้าหลางสี่พี่น้องซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวัยสำคัญของการสร้างโลกทัศน์ ย่อมต้องได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งภายนอกอย่างเลี่ยงไม่ได้
ฉินเหยายักไหล่ จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อนางยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว~
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ในเมื่อพวกเด็กๆ แยกไม่ออกว่าใครถูกใครผิด เช่นนั้นนางก็จะใช้การกระทำเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พวกเขาและบอกให้พวกเขารู้ถึงความหลากหลายของโลกใบนี้
ก่อนนอน ฉินเหยาจงใจให้หลิวจี้ต้มน้ำแกงหวานสี่ถ้วยแล้วพากันไปเคาะประตูห้องของพวกเด็กๆ
หลิวจี้ลอบชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง นี่นางจะทำอะไรกันแน่
ฉินเหยาส่งสายตาบอกให้เขาใจเย็นๆ “จะร้อนรนไปทำไม ไม่ได้จะจับเจ้ากินเสียหน่อย”
พลันนึกขึ้นได้ ครอบครัวของพวกนางยังไม่เคยมีครั้งไหนที่พ่อกับแม่นั่งคุยกับลูกๆ พร้อมหน้ากันตอนกลางคืนมาก่อน วันนี้ถือเป็นครั้งแรก
ซื่อเหนียงถูกพวกพี่ชายใช้ให้มาเปิดประตู นางสวมรองเท้าแตะบุฝ้ายเล็กๆ ที่ทำเองในบ้านแล้ววิ่งต๊อกแต๊กไปที่หลังประตู ก่อนจะเปิดประตูออกเสียงดังเอี๊ยด
ศีรษะเล็กๆ โผล่ออกมา เมื่อเห็นว่าเป็นท่านพ่อท่านแม่ก็ร้องอุทานออกมาด้วยความดีใจ
ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลางซึ่งอยู่บนเตียงได้ยินความเคลื่อนไหวจึงพากันหันมามองอย่างพร้อมเพรียงด้วยความสงสัย เมื่อเห็นท่านพ่อท่านแม่ยกน้ำแกงหวานเดินเข้ามาในห้อง พวกเขาก็มองหน้ากันอย่างแปลกใจระคนยินดี
ต้าหลางรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็มีลางสังหรณ์ว่าคืนนี้จะต้องเป็นคืนที่ดีงามจึงเฝ้ารอด้วยความคาดหวัง
ส่วนเอ้อร์หลางกลับแตกต่างออกไป ตอนทานมื้อเย็นเขาเพิ่งจะทะเลาะกับท่านพ่อมาหมาดๆ จึงรู้สึกว่าท่านพ่อท่านแม่คงจะมาคิดบัญชีย้อนหลังเป็นแน่
ซานหลางดีใจเป็นที่สุด แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความตะกละนั้นไม่อาจซ่อนไว้ได้มิด เขาจับจ้องไปที่น้ำแกงหวานไม่วางตา
เพราะกลัวว่าตอนกลางคืนจะต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ คนในบ้านจึงไม่ยอมให้เขาดื่มน้ำก่อนนอนเยอะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงน้ำแกงหวานรสหวานชื่นใจ เขาอดใจรอไม่ไหวแล้วจึงรีบปีนลงจากเตียง เข้าไปหาท่านพ่อท่านแม่แล้วแสร้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า “ท่านพ่อ นี่น้ำแกงหวานหรือขอรับ”
หลิวจี้พยักหน้าอย่างขบขัน ยกถ้วยหนึ่งให้เขา “นั่งลงค่อยๆ ดื่ม แต่อย่าดื่มเยอะนัก เดี๋ยวกลางคืนจะฉี่รดที่นอน”
พูดพลาง สายตาก็มองไปยังเอ้อร์หลางที่นั่งอยู่บนเตียง แววตาร่าเริงพลันหม่นลง ก่อนจะพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าจะดื่มหรือไม่ ถ้าจะดื่มก็ลงมา อย่าทำเตียงสกปรก”
ซานหลางกับซื่อเหนียงนั่งลงที่โต๊ะพร้อมกับยกถ้วยขึ้นดื่มแล้ว ในคืนฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ การได้ดื่มน้ำแกงหวานร้อนๆ สักถ้วยนั้นช่างล้ำเลิศเสียจริง~
มีอยู่จุดหนึ่งที่เอ้อร์หลางเหมือนบิดาบังเกิดเกล้าของตนมาก คือไม่ชอบคิดเล็กคิดน้อย ไม่เคยทำให้ตัวเองลำบากใจ เขากระโดดลงจากเตียง รับน้ำแกงหวานที่หลิวจี้ยื่นมาให้แล้วนั่งลงข้างๆ น้องชายและน้องสาว
สามพี่น้องมองหน้ากันไปมา อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
ความน้อยเนื้อต่ำใจเล็กๆ ในใจของเอ้อร์หลางพลันสลายหายไปเป็นควันหลังจากซดน้ำแกงหวานเข้าไปคำหนึ่ง
ต้าหลางสวมเสื้อคลุมตัวนอกเรียบร้อยแล้วก็เดินไปปิดประตู ก่อนจะกลับมานั่งที่โต๊ะอย่างคาดหวัง พลางรับน้ำแกงหวานจากท่านแม่แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า
“ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านจะทำอะไรหรือขอรับ”
ฉินเหยาชี้ไปยังที่นั่งว่าง ส่งสัญญาณให้หลิวจี้เองก็นั่งลงด้วย ส่วนตัวเองกอดอกยืนอยู่หน้าห้าพ่อลูกแล้วเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“ไม่ได้จะทำอะไรหรอก ข้ากับพ่อของพวกเจ้าเบื่อๆ นอนไม่หลับก็เลยแวะมาคุยเล่นด้วย”